บท
ตั้งค่า

6

เมื่อถึงเวลาที่ได้นัดหมายกับพี่ห้า หลูซีและสาวใช้ก็เตรียมตัว หลูซีสวมอาภรณ์ที่คล่องแคล่วไม่สะดุดตา นั่งรอพี่ห้าของนางอย่างใจเย็น นั่งรอไม่นานพี่ห้าของนางก็มาหาตามที่นัดแนะ พร้อมกับพูดสั้นๆ ว่าให้เดินตามมาเงียบๆ

นางและสาวใช้เกาะแขนกันเดินตามหลังพี่ห้าที่พาพวกนางลัดเลาะไปยังเรือนหลัง เรือนที่พี่ห้าอยู่ ก่อนจะพบว่ามีทางออกจากจวนอยู่ตรงนี้...

“ข้าไม่เคยออกทางประตูใหญ่หน้าจวน... คนในจวนเลยคิดว่าข้าไม่เคยออกไปไหน แต่เปล่าเลย ต่อให้ท่านพ่อจะคิดครอบครองชีวิตของข้า แต่ข้าย่อมมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่หากออกทางประตูหน้าข่าวย่อมถึงหูท่านพ่อ ข้าจึงหลบเลี่ยงใช้ทางนี้แทน”

หลูซียังไม่ทันจะได้เอ่ยถาม พี่ห้าของนางก็อธิบายออกมาก่อน พร้อมกับพูดเสริมอีกว่าในยามนี้ท่านพ่อจะไม่ออกจากเรือนไปไหนอีกแล้ว คนที่ใกล้ชิดกับบิดามากกว่าใครแต่ก็ถูกชังมากกว่าทุกคนล้วนรู้ในเรื่องนี้ดี และสุดท้ายนางก็ได้ออกจากจวนตระกูลหลูมาได้โดยไม่มีใครรู้เห็น

นับว่าโชคดีที่ครั้งนี้พี่ห้าของนางช่วยเหลือ

“เจ้าจะไปที่ไหนหรือ”

“ข้า... ข้าแค่อยากไปงานชุมนุมบัณฑิต ที่นั่นรื่นเริงข้าไม่เคยไปจึงนึกอยากจะไป” หลูซีคิดหาข้ออ้างกับพี่ห้า “อีกอย่าง... พี่ห้าก็รู้ว่าอีกไม่นานข้าจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”

“อนาคตเปลี่ยนแปลงได้ อย่ากังวลไปเลย”

หลูซีมองแผ่นหลังของคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า นางเพียงเอ่ยว่าต่อจากนี้อาจจะไม่ได้อยู่ที่จวนสกุลหลูแล้ว ไยพี่ห้าของนางจึงพูดราวกับรู้ว่านางไม่ยินดีกับเรื่องนี้และปลอบนางอีกหนว่าอย่ากังวลถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดเล่า

“เอาล่ะ เช่นนั้นก็แยกกันตรงนี้ก็แล้วกัน... ก่อนหมดยามไฮ่ (21.00 – 23.00 น.) เจ้ามารอข้าตรงท้ายจวน อย่าเพิ่งรีบเข้าจวนเองเข้าใจหรือไม่ ต่อให้ท้ายจวนไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ก็มีเวรยามเฝ้าอยู่ ประเดี๋ยวคนพวกนั้นเห็นเจ้าจะเป็นเรื่องใหญ่”

“เจ้าค่ะ... หลูซีขอบคุณพี่ห้า” หลูซีกล่าวขอบคุณคนที่ช่วยเหลือนางในวันนี้ ซ้ำยังจะช่วยพานางเข้าจวนอีก น้ำใจในครั้งนี้ของพี่ห้าหลูซีจะไม่ลืมเป็นอันขาด แม้ว่าพี่ของนางผู้นี้จะบอกว่าทดแทนกับฟืนในวันนั้น แต่สำหรับหลูซีแล้วเรื่องในวันนี้มีค่ากว่าฟืนในวันนั้นมาก และนางไม่อาจปล่อยผ่านไปได้

ส่วนพี่ชายของนางก็ยังทิ้งความห่วงใยเอาไว้ด้วยการหันไปสั่งกับสาวใช้ข้างกายของนาง

“เจ้าเองก็ดูแลคุณหนูเก้าให้ดี”

“เจ้าค่ะคุณชาย”

หลูซีมองพี่ห้าของนางเดินจากไป ก่อนจะหันมองสาวใช้พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ไป เกาฮว่า”

“คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ บ่าวถามหลายครั้งแล้วว่าเหตุใดจึงอยากออกมางานชุมนุมบัณฑิตแต่คุณหนูก็ไม่บอกบ่าว”

“...ไปร้านค้าอันอ๋อง เจ้าว่าวันนี้อันอ๋องจะมาขายของด้วยตนเองหรือไม่ ข้าเคยได้ยินว่าเขาสนใจเรื่องค้าขายมากกว่าพบปะบัณฑิตในงานชุมนุม แต่ก็ต้องไปร่วมงานเลี้ยงเพราะเห็นแก่อาจารย์หม่า แต่หากจะไปก็จะไปรั้งท้ายเพราะนั่งขายของสำราญใจอยู่ในร้าน”

“นี่... นี่คุณหนูอยากเจออันอ๋องทำไมเล่าเจ้าคะ”

ตอนนี้หลูซีเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะได้เจอกับอันอ๋องหรือไม่ หรือเจอแล้วนางจะใช้วิธีใดเพื่อจะได้สนทนากับอันอ๋องสักครั้ง หรือถ้ามีโอกาสคุยแล้วนางจะเอื้อนเอ่ยอะไรก็ยังยากที่จะตัดสินใจได้ แค่ในตอนนี้ขอให้มีวาสนาได้เจอก่อนก็แล้วกัน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง อย่างน้อยๆ ให้ได้เจอหน้ากันก่อน ให้ได้รู้กันก่อนว่าคนผู้นั้นเป็นเช่นไรจะได้เข้าหาได้ถูกต้อง

นางยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปี วันนี้ได้เข้าไปวนเวียนอยู่ในสายตาของอันอ๋องได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว...

***

“หลูซือฉีคารวะอันอ๋อง”

คุณชายห้าสกุลหลูคารวะอันอ๋องที่นั่งอยู่ในร้านค้าลี่ฉุน ร้านค้าที่ปีๆ หนึ่งเปิดแค่หนึ่งครั้ง เพราะเจ้าของร้านอย่างอันอ๋องจะได้โอกาสทำการค้าในเมืองหลวงแค่ปีละหน ซ้ำกำไรจากการค้าขายหนึ่งในสี่ต้องแบ่งเข้าท้องพระคลัง แต่คนที่ค้าขายได้กำไรเป็นกอบเป็นกำก็มองข้ามเรื่องเล็กน้อยนั่น และยินดีที่ได้เข้ามาค้าขายในเมืองหลวงทุกครั้ง ดังเช่นในตอนนี้ ที่ด้านล่างของร้านค้าลี่ฉุนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ส่วนเจ้าของร้านก็นั่งดื่มน้ำชารับแขกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“อย่ามากพิธี เชิญๆ คุณชายหลู”

หลูซือฉีนั่งร่วมโต๊ะกับอันอ๋อง การพบเจอกับอันอ๋องนั้นสำหรับหลูซือฉีนับว่าเป็นวาสนา เมื่อครั้งที่ท่านพ่อกวดขันให้เขาไปร่ำเรียน แม้หัวจะไม่ดีร่ำเรียนไม่เอาไหน แต่ก็ยังได้พบกับคนมากหน้าหลายตา และหนึ่งในนั้นคืออันอ๋องที่ติดตามอาจารย์หม่ามาอย่างลับๆ เข้ามาในเมืองหลวง

ในยามนั้นอันอ๋องยังไม่มีชื่อเสียงในกองทัพย่อมไร้คนสนใจ มีแต่พวกลูกศิษย์ในสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่นที่ล่วงรู้ และเพราะอาจารย์หม่าคอยกำชับจึงไม่มีใครแพร่งพรายเรื่องได้พบอันอ๋องออกไป คุณชายคนอื่นๆ ในสกุลหลูก็รู้เห็นแต่ก็ไม่ได้พูดเรื่องพวกนี้ ซ้ำยังตีตัวออกจากอ๋องผู้นี้อีกสำทับ ในตอนนั้นใครจะไปคิดว่าอ๋องธรรมดาๆ ผู้หนึ่งจะมีชื่อเสียงก้องไปทั่วหล้าเล่า

แต่สำหรับหลูซือฉีนั้นต่างออกไป เขาไม่เอาไหน ร่ำเรียนไม่ได้เรื่อง และมักถูกพี่น้องรังแก แต่อันอ๋องก็เข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ นานวันเข้าก็คุ้นเคยสนิทสนม ท่านอ๋องฉลาดหลักแหลมเป็นที่โปรดปรานของอาจารย์ ส่วนหลูซือฉีนั้นตรงกันข้าม สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ให้กับการศึกษา แต่อันอ๋องกลับยื่นบางอย่างให้แก่เขา

เงินหนึ่งก้อน ร้านค้าหนึ่งแห่ง... อันอ๋องเปิดร้านค้าในเมืองหลวงมาเนิ่นนานแล้ว แต่คนที่นั่งจัดการเป็นธุระให้นั้นก็เป็นเหล่าคนสนิทซึ่งก็รวมถึงตนหลูซือฉีผู้นี้ด้วย จากคนไม่เอาไหนเรื่องการเรียนแต่พอได้เรื่องทางการค้า หลูซือฉีก็มีช่องทางทำมาค้าขาย ร้านขายข้าวสารและพืชพรรณธัญญาหารในเมืองหลวงนี่เป็นของเขาและมีท่านอ๋องเป็นเจ้าของร่วมด้วย... หลูซือฉีมักหลบหลีกสายตาของคนสกุลหลูมาค้าขายในร้านค้าแห่งนั้น มีเงินทองไม่ขัดสนแต่ก็ทนอยู่ในจวนสกุลหลูเหมือนดั่งบ่าวคนหนึ่งก็เพื่อทดแทนบุญคุณที่ท่านอ๋องมอบให้...

ท่านอ๋องมุ่งการค้าขาย แต่ก็ฝักใฝ่ในอำนาจไปพร้อมๆ กัน และนั่นคือเหตุผลที่หลูซือฉียอมทนมือทนเท้าของนายท่านหลูผู้เป็นบิดาจนถึงตอนนี้ ทั้งๆ ที่จะหนีออกมาตั้งครอบครัวใหม่เสียก็ยังได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ท่านอ๋องยังไม่ได้ครอบครองในสิ่งที่หวัง หลูซือฉีก็ยังต้องอยู่ในจวนนั้นต่อไป...

“ไม่คิดว่าจะมาได้”

“ท่านอ๋องมาทั้งทีข้าน้อยย่อมต้องมาพบให้ได้”

“อะไรกัน ห่างเหินแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด หรือคุณชายห้าไม่นับข้าเป็นศิษย์พี่เสียแล้ว”

“มิกล้าๆ ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร”

“เช่นนั้นก็อย่ามากพิธีนัก วันนี้คนคึกคัก หวังว่าเจ้าจะช่วยข้าอีกแรง”

“ร้านค้าของอันอ๋องขาดหลงจู๊หรือไม่เล่า หากขาดข้าก็พอจะช่วยเหลือได้”

“ไอ้หยา ร้านค้าตรงตรอกนั่นนับวันยิ่งใหญ่โต ถือว่าร้านค้าของข้าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้หลงจู๊อย่างคุณชายห้ามาช่วย”

“หลูซือฉีจะไม่มีเช่นทุกวันนี้หากไม่มีท่านอ๋อง”

“...”

“เรื่องที่ท่านอ๋องปรารถนาข้าย่อมจัดการให้ท่าน”

“เช่นนั้นรึ... แล้วเรื่องนั้น...”

เมื่ออันอ๋องเอ่ยปาก หลูซือฉีก็เข้าใจได้ในทันทีว่าท่านอ๋องอยากรู้ในเรื่องใด เพราะในครั้งนี้ท่านอ๋องต้องการสตรีจากจวนสกุลหลูแต่งเข้าจวนตัวเองเพื่อถ่วงดุลอำนาจบางอย่างในมือ ตนที่อยู่ในสกุลหลูที่คอยเป็นหูเป็นตาให้อันอ๋องมาตลอดจึงกลายเป็นคนที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือท่านอ๋องอย่างเต็มกำลังเพื่อให้ความปรารถนาของท่านอ๋องสัมฤทธิผล ซึ่งกล่าวก็คือ...

หลูซือฉีต้องแนะนำพี่หญิงหรือน้องหญิงสักคนให้กับอันอ๋อง...

“หากจะให้ข้าพูด พี่หญิงน้องหญิงของข้าทุกคนล้วนถูกสั่งสอนมาเหมือนๆ กันไม่มีใครคิดขบถจากความคิดของบิดา แต่หาก... หากจะมีสักคนหนึ่งข้าน้อยคิดว่า...”

“หือ”

“คุณหนูเก้า หลูซี... นางเป็นบุตรสาวคนเดียวของแม่รองต้วน นิสัยสุภาพเรียบร้อย แต่ก็มีความคิดขบถกับบิดาอยู่บ้าง นางเชื่อฟังแต่ก็เห็นแย้งอยู่ในใจเงียบๆ อีกอย่าง... ไม่พ้นปีนี้นางจะถูกส่งเข้าวังแล้ว”

“มารดาของนาง...”

“สกุลต้วนเป็นสกุลขุนนางท้องถิ่นขอรับ มิได้มีหน้าตาในเมืองหลวง แต่พื้นฐานครอบครัวมั่งมีเป็นทุนเดิมเลยแต่งเข้าจวนสกุลหลู พอหลูซีเกิดได้ไม่นานแม่รองต้วนก็สิ้นใจ นางถูกเลี้ยงดูมาโดยฮูหยินผู้เฒ่าหลู ถูกสอนมาพร้อมกับฮองเฮาสกุลหลู”

“อือ...ดี ก็ดีจริงๆ เช่นที่เจ้าว่า”

“แต่ท่านพ่อข้าอาจจะไม่ยอมในเรื่องนี้”

ทว่าชี้แนะได้ก็ใช่ว่าบิดาของตนจะยินยอมให้บุตรสาวได้ออกเรือนกับอันอ๋อง บิดาของเขาคร่ำครึ ยึดติดแต่กับอำนาจและคนประเภทนี้ย่อมดูแคลนอันอ๋องที่ใครต่อใครต่างมองว่ามุ่งแต่จะค้าขาย ไม่หวังความก้าวหน้าในราชสำนัก

ในสายตาพวกเขาอันอ๋องฉลาดเฉลียวมีความสามารถ แต่ในสายตาขุนนางเฒ่าแซ่หลู อันอ๋องก็แค่อ๋องโง่เขลาที่โลภเห็นแก่เงินมากกว่าอำนาจ...

“ก็ลองดูไม่เสียหาย ข้าหยิบยื่นทางรอดให้สกุลหลูแล้ว ก็ดูว่านายท่านหลูจะคิดเป็นเช่นไร... ข้าเลือกสกุลหลูเพราะเห็นว่าเป็นสกุลขุนนางเก่าแก่ หากหนุนนำให้ถูกทางย่อมใช้ประโยชน์ได้ และหากข้าใช้ประโยชน์ได้สกุลหลูเองก็จะมั่นคงในราชสำนักเหมือนที่เป็นมาโดยตลอด เจ้าเองก็ด้วย”

คนที่ได้ยินก็ส่ายศีรษะเป็นพัลวัน หลูซือฉีโง่เขลา อยู่ในสนามของอำนาจเกรงว่าจะไปเป็นลูกแกะให้ราชสีห์เฒ่ารุมทึ้งเอาเสีย “ข้าน้อยมิได้อยากยุ่งเรื่องการเมือง เรื่องราชสำนัก ค้าขายเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว”

“ดี เช่นนั้นก็ดี เป็นพ่อค้าแม้โดนดูถูกแต่ก็ไม่อดตาย ขุนนางบางคนยอมอดตายแต่ไม่ยอมเป็นพ่อค้า ไม่รู้ว่าใครน่าเวทนากว่ากัน”

หลูซือฉีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แล้วหันมาดื่มน้ำชาคุยเรื่องสัพเพเหระกับอันอ๋องต่อ โดยเกือบจะหลงลืมไปแล้วว่าน้องเก้าของตนนั้นก็เตร็ดเตร่อยู่ในงานชุมนุมบัณฑิตที่ครึกครื้นนี่ด้วย...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel