5
“เป็นสตรี จะออกจากจวนตอนเย็นย่ำได้รึ”
“ลูกรู้ว่าในเมืองมีงานชุมนุมบัณฑิตเลยอยาก—”
“นั่นยิ่งมิควร... เป็นสตรีออกไปงานชุมนุมบัณฑิตคนอื่นจะไม่มองว่าเจ้าเป็นหญิงไม่ดีหรือ”
หลูซีที่เดินเข้ามาหาบิดาเพื่อมาขอออกไปงานรื่นเริงข้างนอกกลับก้มหน้าคอตก เพราะบิดาไม่อนุญาตการกระทำแผลงๆ เช่นนั้น
หลูซีรู้ดี นางเกิดและเติบโตในจวนนี้ไยจะไม่รู้ว่าบิดาของนางเคร่งครัดกับบุตรของตนเพียงใด หากเป็นบุตรชายต้องเข้าสำนักศึกษาตั้งแต่เด็ก หากเป็นสตรีต้องอยู่ในเรือนเรียนรู้มารยาท เมื่อถึงวัยก็ถูกส่งเข้าวังเช่นพี่หญิงใหญ่ของนาง ที่ถูกส่งเข้าวังไปเมื่อสองปีก่อน แต่วันนี้นางก็แค่ทำใจกล้ามาขอท่านพ่อซึ่งๆ หน้า ทว่าสุดท้ายคำตอบที่ได้รับก็ไม่ได้ต่างจากที่คิดเอาไว้
“กลับไปที่เรือนตัวเองได้แล้ว ปีนี้เจ้าไม่ควรออกไปไหนด้วยซ้ำ หลูซี...ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าข้าจะส่งเจ้าเข้าวัง เป็นคนสกุลหลูต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง”
“...เจ้าค่ะ”
หลูซีก้มหน้ายอมรับ แต่นางมิได้ยอมแพ้ ในเมื่อขอออกไปตรงๆ ไม่ได้ก็ย่อมต้องใช้ลูกไม้เพื่อหลบหลีก นางไม่ได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตเพื่อนับวันรอให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมเสียหน่อย
ท่านพ่อไม่อนุญาตก็ช่าง นางแค่ต้องหาวิธีออกไปเองโดยไม่ให้ใครรู้เห็นแค่นั้นก็จบเรื่องแล้ว...
“เจ้าอยากออกไปข้างนอกหรือ”
“!”
หลูซีสะดุ้งระหว่างที่ก้มหน้าเดินพร้อมกับติดอยู่ในภวังค์ความคิดของตน ก่อนจะเห็นว่าคนที่พูดทักขึ้นมานั้นก็คือลูกหลานคนหนึ่งของสกุลหลู
“พี่ห้า”
‘หลูซือฉี’ พี่ห้าของนาง บุตรชายที่เกิดกับอนุที่เป็นเพียงสาวใช้ในบ้านที่ถูกส่งมาปรนนิบัติท่านพ่อของนางยามที่แม่ใหญ่ตั้งครรภ์ แต่สาวใช้ผู้นั้นกลับพลาดตั้งครรภ์ขึ้นมา สกุลหลูรับแค่เด็กเอาไว้ดูแลส่วนคนเป็นแม่ส่งกลับบ้านเกิดหลังจากคลอดคุณชายห้าทันที
เดิมทีสกุลหลูมิได้สนใจคุณชายผู้นี้นัก แต่ก็เลี้ยงให้เติบโตไว้ในจวน ให้เล่าเรียนศึกษาคนผู้นี้ก็ไม่ฝักใฝ่เท่าที่ควร สุดท้ายท่านพ่อที่ทนไม่ไหวก็ไล่ตะเพิดพี่ห้าให้ไปอยู่ที่เรือนหลัง และไม่แยแสบุตรคนนี้อีก อย่าว่าแต่ท่านพ่อเลย แม้แต่นางเองยังเกือบจะลืมพี่ชายคนนี้ไปเสียสนิท
คนที่ไม่เคยมีบทบาทอะไรเลย กลับดักรอถามนางว่าจะออกไปข้างนอกน่ะหรือ
ไม่แปลกไปกระมัง
“พี่ห้าได้ยินที่ข้าพูดกับท่านพ่อหรือ”
“ข้าก็วนเวียนอยู่แถวนั้นตลอด ท่านพ่อชังข้า แต่ก็เรียกใช้ข้าเหมือนบ่าวคนหนึ่ง ข้าย่อมต้องวนเวียนอยู่ใกล้กับเขาตลอด เจ้าแค่อาจจะไม่ได้สังเกต แต่เมื่อครู่นี้น่ะไม่ต้องเศร้าไปหรอก... ตั้งแต่ข้าเกิดมาก็ไม่มีใครทำอะไรถูกใจท่านพ่อหรอก เว้นเสียแต่พี่หญิงใหญ่”
ถูก... สิ่งที่พี่ห้าพูดมานั้นถูกต้อง ในจวนนี้ไม่มีใครทำอะไรถูกใจท่านพ่อสักคนนอกจากพี่หญิงใหญ่ที่เป็นฮองเฮาอยู่ในวัง
ว่าแต่พี่ห้าของนางกลายเป็นบ่าวคนหนึ่งในจวนไปได้อย่างไรเล่า แล้วที่น่าขันไปกว่านั้น พี่ห้าที่นางไม่ได้สนใจไยดีในชีวิตที่ผ่านมาเมื่อก่อนหน้ากำลังปลอบนางน่ะหรือ...
ในจวนแห่งนี้ยังมีคนที่มีน้ำใจขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ... น่าประหลาดใจเสียจริง
“แต่... ถ้าเจ้าอยากออกไป มันก็พอมีวิธี ถ้าเจ้าไม่รังเกียจความช่วยเหลือจากคนอย่างข้า”
“พี่ห้าช่วยข้าได้หรือ”
“ก็พอมีทางอยู่บ้างถ้าเจ้า—”
“ท่านช่วยข้าเพราะอะไร”
“หึ...” คุณชายห้าจวนหลูแสยะยิ้ม “เจ้าก็ไม่ไว้ใจคนแบบข้าอยู่ดี”
“ไม่ใช่สิ... อยู่ๆ ท่านก็มาดักรอข้า แล้วก็ช่วยข้า ทั้งๆ ที่ปกติเราก็ไม่เคยพูดคุยกันแบบนี้ด้วยซ้ำ พี่ห้าว่ามันไม่แปลกหรือ”
“จริงของเจ้า มันก็แปลกจริงๆ แต่... ข้าเองก็จะไปที่นั่นเหมือนกัน”
“พี่ห้าจะไปงานชุมนุมบัณฑิตหรือ”
“ใช่ ส่วนเหตุผลอาจเพราะหน้าหนาวในปีนั้น เรือนข้าไม่มีแม้แต่ฟืนไว้จุดไฟเพราะไม่มีใครแยแส แต่เจ้ากลับแบ่งฟืนมาให้ข้ากระมัง ก็ถือเสียว่าข้าจ่ายค่าฟืนในวันนั้นคืนเจ้าในครั้งนี้ก็แล้วกัน... เช่นนี้พอจะได้หรือไม่คุณหนูเก้า”
หลูซีทบทวนความทรงจำในอดีตที่ฝังลึก เรื่องพวกนี้ก็คล้ายว่าจะคุ้นๆ อยู่บ้าง เพราะสาเหตุที่นางจำได้ว่าคนผู้นี้คือพี่ห้าก็น่าจะเพราะเรื่องของเรือนหลังที่ท่านพ่อเดียดฉันท์จนถูกละเลยอยู่บ่อยครั้ง จนนางที่ทนดูไม่ไหวก็ช่วยเหลือไปเท่าที่ทำได้ หากนำข้อนี้มาอ้าง นางเองก็พอจะเข้าใจได้ถึงความใจดีที่ถูกหยิบยื่นมาให้
“ข้าขอโทษพี่ห้า ทำให้พี่ห้าต้องลำบากใจแล้ว”
“ช่างเถอะ... เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ยามซวี (19.00 – 21.00 น.) ข้าจะรอเจ้าที่หน้าเรือน แล้วข้าจะพาเจ้าออกไป”
“เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าขอตัวไปทำงานก่อน ประเดี๋ยวท่านพ่อเรียกใช้แล้วไม่เจอข้าจะพิโรธขึ้นมาอีก”
หลูซีไม่ได้พูดอะไรอีก มองพี่ห้าของนางกลับไปทำงานเช่นที่ได้พูดไป ซึ่งเมื่อคล้อยหลังคุณชายห้าสกุลหลู เกาฮว่าสาวใช้ก็เข้ามาประชิดและเอ่ยอย่างไม่วางใจในคนผู้นั้น
“จะเชื่อได้จริงๆ หรือเจ้าคะ พวกเราไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับคุณชายห้า คุณหนูอย่าเสี่ยงเลยเจ้าค่ะ หากนายท่านรู้เข้า—”
“เจ้าจำเรื่องฟืนวันนั้นได้หรือไม่”
“...พอจะจำได้เจ้าค่ะ ปีนั้นคุณหนูแบ่งฟืนให้คุณชายห้าจริงๆ”
“ก็ชัดเจนแล้วมิใช่หรือ อย่างน้อยพี่ห้าก็นึกถึงบุญคุณในหนหลัง ข้าควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ในจวนนี้ยังมีคนที่คิดจะช่วยข้าอยู่บ้าง”
แม้จะเป็นคนที่นางเองไม่คาดคิดก็ตาม แต่หากไม่ลองก็ไม่รู้ ครั้งนี้นางก็จะลองเชื่อพี่ห้าดูสักครั้งเพื่อให้รู้ว่านางสามารถวางใจคนในจวนนี้ได้สักคนหรือไม่กัน
ว่าแต่เหตุใดพี่ห้าจึงจะไปงานชุมนุมบัณฑิตเล่า...
ไปหาเรื่องสนุก รื่นเริงไปกับงาน หรือมีเหตุใดที่ทำให้คนอย่างพี่ห้าคิดออกจากจวนกัน...
