4
“ไอ้หยา อาภรณ์ของท่านนี่ข้าลูบแล้วจะมีเงินมีทองหล่นมาหรือไม่”
เฉินหยางปัดมือของคนที่เดินเข้ามารุ่มร่ามกับอาภรณ์ของตน แต่ก็เหมือนว่าคนผู้นี้มิได้สลดซ้ำยังพูดส่อเสียดอย่างนึกสนุกปาก
“นี่ท่านใส่ของพวกนี้ไปเข้าเฝ้าหรือ ฮ่องเต้ผู้นั้นมิตากระตุกรึ อ๋องบ้านนอกบ้านนามั่งมียิ่งกว่าฮ่องเต้ในวังที่นั่งบัลลังก์ทองคำเสียอีก”
“หลี่คุน...” เมื่อนึกรำคาญเฉินหยางก็วางถ้วยชาลงกับโต๊ะ เอ่ยเสียงเขียวใส่คนที่พูดมากไม่หยุด และย้ำว่าตนนั้นกับคนผู้นี้มีสถานะเป็นอะไรกัน “ข้ามีศักดิ์เป็นปู่เจ้า ถึงจะอายุมากกว่าเจ้าไม่กี่สิบปี แต่ยามที่ข้าจับดาบในสนามรบ เจ้ายังไม่ประสีประสาด้วยซ้ำ”
“หลานขออภัย”
‘เฉินหลี่คุน’ หรืออี้อ๋อง หลานอีกคนในเครือญาติที่พัวพันกันไปมายากจะลำดับจัดเรียง แต่เฉินหลี่คุนผู้นี้คือโอรสของอดีตฮ่องเต้เจียอี เป็นอนุชาของฮ่องเต้ลี่หมิง แต่ชะตาของเฉินหลี่คุนก็ไม่ได้ต่างจากเฉินหยางมากนัก โอรสที่ไม่ได้อยู่ในสายพระเนตร โอรสที่ไม่ได้หวังจะวางอะไรไว้บนบ่าและถูกเลี้ยงดูมาอย่างส่งๆ จนเฉินหยางที่ได้มีโอกาสไปเจอเมื่อครั้งเข้าเฝ้าจึงนึกสงสาร เห็นหลานคนนี้แล้วนึกถึงตัวเองอย่างไรชอบกล ความสัมพันธ์ของพวกเขาเกิดขึ้นอย่างไรบัดนี้ก็จำได้ไม่แน่ชัด แต่พวกเขาก็มีเรื่องที่ปรารถนาไม่ได้ต่างกัน...
มารดาของเฉินหลี่คุนนั้นมาจากสกุลฟางสกุลของขุนนางใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาในราชสำนัก กลุ่มขุนนางที่อยู่นอกสายตา แต่เฉินหยางกลับมองว่านี่เป็นคลื่นใต้น้ำที่ฮ่องเต้ลี่หมิงมองข้ามไป สกุลฟางทั้งหมดในราชสำนักมิได้ใช้เส้นสายขุนนางเพื่อให้ตนเข้ามายืนในราชสำนัก แต่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามาทั้งหมด เพียงแค่สองชั่วอายุคนสกุลฟางได้นั่งตำแหน่งเจ้ากรมแล้วถึงสองคน นี่ต่างหากที่น่าสนใจ
แต่อะไรก็ช่าง เพราะในขณะที่ทุกคนทอดทิ้งสกุลฟางและอี้อ๋องผู้นี้ เฉินหยางก็ผูกไมตรีกับคนผู้นี้เอาไว้จนสนิทชิดเชื้อเช่นทุกวันนี้แล้ว
แม้จะน่ารำคาญไปบ้างที่มีคนมาคอยกวนตัวกวนใจ...
เฉินหยางถอนหายใจ มองคนที่สลดเมื่อโดนเขาเอ็ด เฉินหลี่คุนยังต้องเรียนรู้อีกมาก และการเติบโตมาในวังย่อมทำให้เฉินหลี่คุนมีโลกทัศน์ที่คับแคบจนน่าเหนื่อยหน่ายใจ เฉินหยางจะทำอะไรได้นอกจากค่อยๆ บอก ค่อยๆ สอนกันไป อย่างไรเสียคนผู้นี้ก็เรียกเขาว่าปู่เล็กมิใช่หรือ...
“กิน”
เฉินหยางบอกให้คนที่สลดให้กินอาหารมากมายบนโต๊ะที่เขาสั่งมา เฉินหลี่คุนถึงได้กล้าขยับตัวอีกครั้ง ส่วนคนที่ควักเงินจ่ายค่าอาหารในมื้อนี้ก็มิได้สนใจอะไรอีก นอกจากละเลียดกับอาหารของภัตตาคารเลื่องชื่อในเมืองหลวง
แต่เฉินหลี่คุนก็สลดได้ครู่เดียวเท่านั้น เพราะเจ้าเด็กคนนี้ก็หาเรื่องมาพูดอีกจนได้
“ปีที่แล้วงานชุมนุมบัณฑิตท่านมิได้มาเข้าร่วม อาจารย์หม่าบ่นเสียยกใหญ่ที่ไม่ได้ยลคำกลอนของท่าน ปีนี้ท่านเข้าเมืองหลวงมาได้อาจารย์หม่าคงยินดีน่าดู”
“กลอนของข้าจะมีอะไรดี”
“ท่านเป็นคนเดียวที่อาจารย์หม่ายอมออกจากเมืองหลวงเพื่อไปสอนท่าน”
“เพราะบารมีของหย่งอ๋องทำให้ข้าไม่เป็นคนไร้การศึกษา”
“คนที่อาจารย์หม่ากล่าวชม ต่อให้ท่านถ่อมตนแต่คนอื่นย่อมมองเห็นความสามารถของท่าน”
“ข้าเป็นพ่อค้า ได้เป็นบัณฑิตเพราะหย่งอ๋องมิอยากให้ข้าโดนดูถูกก็เท่านั้น”
“อะไรก็ช่าง แต่ปู่เล็ก...คนทั้งเมืองกำลังจับจ้องมายังท่าน ใครต่อใครก็อยากจะเห็นอันอ๋องกันทั้งนั้น ท่านมีความดีความชอบใหญ่ติดตัว เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์หม่า ไหนจะคำลือที่ว่า...”
“ลือว่าอะไร” เฉินหยางที่ยกน้ำชาขึ้นมาดื่มก็ชะงักมือ ปราดตามองเฉินหลี่คุนที่พูดๆ อยู่แล้วก็หยุด จนคนที่ได้ยินเช่นตนต้องเค้นถาม
“ท่านเป็นคนโปรดของฮ่องเต้”
“!!”
คนที่ได้ยินก็สำลักน้ำชา ไอออกมาโขลกใหญ่จนเฉินหลี่คุนต้องลุกปราดเข้ามาลูบหลังปู่เล็กที่ไอจนหน้าดำหน้าแดง ที่เขาบอกกันว่าคนโปรดของฮ่องเต้นั้นอันตรายคงจะจริง เพราะแค่เอ่ยออกมาปู่เล็กของเขาก็สำลักน้ำชาเข้าให้เสียแล้ว
น่ากลัว ช่างน่ากลัวจริงๆ
