3
ต้าซีแผ่นดินที่กว้างใหญ่ ปกครองโดยสกุลเฉินมานับร้อยๆ ปี บ้านเมืองเป็นปึกแผ่น ชายแดนแม้มีสงครามแต่ก็ต้านได้ทุกครั้ง ทหารของต้าซีไม่เคยเป็นรองใคร สงครามใดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของต้าซี แต่ไหนเลยใครจะรู้ว่าสงครามที่แท้จริงนั้นมิได้อยู่ที่ชายแดน แต่อยู่ในวังหลวงของต้าซี...
เชื้อพระวงศ์ที่มากมายเริ่มเสียระบบระเบียบเมื่อฮ่องเต้ซีซวนสิ้นพระชนม์ในวัยแปดสิบปี... โอรสบางพระองค์สิ้นชีพไปก่อนบิดา และโอรสบางพระองค์เพิ่งจะลืมตามาดูโลกได้ไม่กี่ปี
ในปีนั้นเฉินจวิ้นอานผู้เป็นรัชทายาทได้ก้าวขึ้นมานั่งบัลลังก์ในวัยหกสิบปี เป็นฮ่องเต้จางหย่ง ฮ่องเต้ที่ได้อำนาจในวันที่ชราภาพย่อมระแวงว่าพี่น้องที่อ่อนวัยกว่าจ้องจะแย่งชิงบัลลังก์ของพระองค์ สิ่งที่ฮ่องเต้จางหย่งทำ คือเรียกพี่น้องทั้งหมดมารวมตัวกันด้วยเหตุผลที่ว่าจะหารือกันภายใน แต่ความจริงแล้วการถูกเรียกตัวเข้าไปในวันนั้นเหตุผลมีเพียงอย่างเดียวคือการปิดตำหนักและสังหารหมู่...
ในวันนั้นแทบไม่มีใครเหลือรอด ฮ่องเต้จางหย่งปรารถนาให้บัลลังก์ตกทอดแก่บุตรของพระองค์เท่านั้น ไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาแย่งชิงได้ ทว่าต่อให้กล่าวว่าเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เชื้อพระวงศ์แทบไม่หลงเหลืออยู่เลยก็อาจจะเกินจริงไป เพราะโอรสของอดีตฮ่องเต้ซีซวนนั้นก็ยังหลงเหลืออยู่เช่นกัน
เฉินหยาง...โอรสในวัยห้าปีถูกหย่งอ๋องขอชีวิตเอาไว้...
หย่งอ๋องนั้นเป็นพระญาติที่มีความดีความชอบอันล้นเหลือ อ๋องผู้นี้เป็นแม่ทัพ มิเคยยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง ยืนนิ่งในราชสำนัก แม้แต่อดีตฮ่องเต้ซีซวนก็เอ่ยขัดสิ่งใดไม่ได้ เมื่อมองไปยังเฉินหยางอ๋องน้อยในยามนั้น ฮ่องเต้จางหย่งจึงได้แต่กลืนเลือดตอบตกลง พร้อมกับข้อแม้ที่ว่าห้ามเฉินหยางเข้ามาในเมืองหลวงเว้นแต่จะมีรับสั่งเรียกตัว ห้ามให้ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักโดยเด็ดขาด ซึ่งหย่งอ๋องก็รับปาก และรับเฉินหยางผู้นั้นมาเลี้ยงดูไม่ต่างจากบุตรของตน...
เฉินหยางเป็นบุตรคนเล็กของอดีตฮ่องเต้ซีซวนเกิดแต่สนมนางหนึ่งจากสกุลชุย ขุนนางเล็กๆ ไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่อะไรจึงทำให้ฮ่องเต้จางหย่งมองข้ามไปได้ อีกทั้งหย่งอ๋องเองก็มีสัจจะมากพอที่พระองค์จะเชื่อถือได้ ชีวิตของเด็กน้อยคนนั้นจึงรอดพ้นจากเภทภัยครั้งใหญ่มาได้
หลังจากนั้นเพียงแปดปี ฮ่องเต้จางหย่งก็สิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้เจียอีขึ้นครองบัลลังก์ต่อ แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอฮ่องเต้เจียอีก็สิ้นพระชนม์ในพระชันษาหกสิบห้า จนตอนนี้ต้าซีมีฮ่องเต้ลี่หมิงปกครองดูแล ภายในระยะเวลาไม่ถึงสามสิบปีมีการเปลี่ยนผ่านฮ่องเต้มาถึงสี่พระองค์ ส่วนบ้านเมืองมีสงครามเป็นระยะนับว่าทหารกองกำลังของต้าซียังแข็งแกร่งพอที่จะต้านเอาไว้ แม้ว่าจะเปลี่ยนผ่านฮ่องเต้มาพระองค์แล้วพระองค์เล่า...
“ปู่เล็กแน่ใจหรือว่าจะไม่รับตำแหน่งในกองทัพ นี่มิใช่ครั้งแรกที่ท่านทำความดีความชอบ”
คนที่ถูกเรียกว่าปู่เล็กยังคงก้มหน้า แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าขันที่เฉินหยางในวัยยี่สิบแปดปีมีสถานะเป็นพระอัยยิกาหรือปู่เล็กของฮ่องเต้ เชื้อพระวงศ์เพียงคนเดียวในรุ่นนั้นที่มีชีวิตเหลือรอด และบัดนี้ก็ได้ถูกเรียกตัวเข้ามาในวังหลวงเพื่อรับความดีความชอบหลังคว้าชัยในสงครามจากชายแดนมาได้
“พ่ะย่ะค่ะ... แม้หย่งอ๋องจะสิ้นไปแล้ว แต่กระหม่อมยังจดจำได้ดีว่าหย่งอ๋องให้คำมั่นกับอดีตฮ่องเต้เอาไว้ว่ากระหม่อมจะไม่เข้าเมืองหลวงหากไม่มีรับสั่ง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก ครั้งนี้ หรือครั้งก่อนๆ กระหม่อมเข้าไปยุ่งกับกองทัพเพราะเห็นว่าบ้านเมืองตกที่นั่งลำบาก กระหม่อมพอจะมีความสามารถ ฝ่าบาทมีเมตตาเห็นความทุกข์ร้อนของราษฎรมาเป็นที่ตั้งจึงได้มีโอกาสเข้ากองทัพไปรับใช้บ้านเมือง”
“เอาล่ะ ในเมื่อปู่เล็กเห็นแบบนั้น ข้าก็จะไม่พูดให้มากความอีก แต่เมื่อมีความดีความชอบย่อมต้องได้รางวัล ท่านอยากได้อะไรเล่า”
“...เดิมทีหลังสิ้นหย่งอ๋อง กระหม่อมกลับไปอยู่บ้านเดิมสกุลไต้ของมารดา ทำการค้าขาย ใจไม่มุ่งในเรื่องการบ้านการเมือง มุ่งแต่จะค้าขายเท่านั้น หากจะทูลขอ กระหม่อมต้องการเพียงใบอนุญาตค้าขายในเมืองหลวง”
“ดี... ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ข้าจะให้ท่าน...”
“...”
“แต่เดิมอาจารย์หม่าขอร้องกับอดีตฮ่องเต้เอาไว้ ขอละเว้นรับสั่งที่ห้ามท่านเข้าเมืองหลวง โดยขอให้ท่านเข้าเมืองหลวงมาได้ปีละครั้งเพื่อมางานชุมนุมบัณฑิตของสำนักฮุ่ยหมิ่น เพราะท่านเองก็ถือเป็นศิษย์ของเขา ในยามนั้นหม่าหงจื้อถือเป็นปราชญ์ของยุค อดีตฮ่องเต้ให้เกียรติอาจารย์หม่ามากจึงอนุญาต แต่เห็นแก่ความดีความชอบ และความภักดีของท่านที่ผ่านมา นับต่อจากนี้ให้ท่านเข้าออกเมืองหลวงได้ตามสบาย ยกเลิกคำสั่งของอดีตฮ่องเต้จางหย่งที่ห้ามให้ท่านเข้าเมืองหลวง”
คนที่ได้ยินก็คุกเข่าน้อมรับคำสั่งของฮ่องเต้ที่ทรงเมตตา เพราะหย่งอ๋องที่ช่วยชีวิตของเฉินหยางเอาไว้ชักจูงให้เข้าไปช่วยกองทัพยามที่บ้านเมืองเกิดสงคราม เมื่อฮ่องเต้ทรงอนุญาตเฉินหยางก็เข้าช่วยเหลือกองทัพอย่างเต็มกำลัง จนได้แต่งตั้งเป็นแม่ทัพ แต่ตำแหน่งของเฉินหยางนั้นมิได้มั่นคงอะไร เพราะจบศึกแต่ละครั้งก็จะถอนตัวออกจากกองทัพ เข้าร่วมฝึกซ้อมประจำปี ปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น เมื่อเริ่มมีความชอบก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอันอ๋อง เฉินหยางน้อมรับบรรดาศักดิ์นั้นเอาไว้ แต่ก็ปฏิเสธรับเบี้ยหวัดหรือเงินทองของรางวัลใด ด้วยเดิมทีก็มิได้ยากจนข้นแค้น มีอาชีพเลี้ยงตัวเองอยู่แล้ว
อันอ๋องเฉินหยางนั้นเป็นพ่อค้า สืบทอดการค้าขายของสกุลไต้อย่างเต็มตัว ดังนั้นเมื่อจบจากศึกสงครามก็จะหวนกลับสกุลไต้ของมารดาทำการค้าขาย จนตกเป็นที่ครหาอยู่เนืองๆ
สถานะของพวกพ่อค้านั้นต้อยต่ำ แต่คนที่เป็นถึงอันอ๋องกลับค้าขายอย่างนึกสนุก ปล่อยให้ผู้คนดูถูกเดียดฉันท์ แต่คนที่ผ่านความเป็นความตายมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยจะมาสนใจลมปากของชาวบ้านทำไมกันเล่า...
หูซ้ายของอันอ๋องได้ยินคำสรรเสริญยามที่รบทัพจับศึก เพราะศึกใดที่มีอันอ๋องศึกนั้นย่อมไม่เคยพ่ายแพ้ หูขวาก็ได้ยินคำดูถูกถึงอาชีพพ่อค้าอันต่ำต้อยและด่าทอว่าโง่เขลา ที่ไม่เอ่ยร้องขอเป็นขุนนางแม้ฮ่องเต้จะเปิดทางให้ก็ตาม
แต่สำหรับอันอ๋องเฉินหยางแล้ว... การถ่วงดุลทั้งเรื่องดีและไม่ดีไว้ในมือทั้งสองข้างนั้นสมควรแล้ว
ดีเกินไปก็ไม่ดีต้องมีเลวปะปนบ้าง มีคำกล่าวสรรเสริญก็ต้องมีคำกล่าวติฉินถึงจะเป็นมนุษย์อย่างถ่องแท้มิใช่หรือ...
แบบนี้น่ะดีแล้ว...
.
