บท
ตั้งค่า

2

หลูซีตื่นจากนิทราที่เต็มไปด้วยฝันร้าย นางตื่นขึ้นมาพร้อมกับรู้ว่าตอนนี้นางคงยังอยู่ดีมีสุขในจวนสกุลหลู แล้วเรื่องเมื่อก่อนหน้านี้เล่าคืออะไร

ความเจ็บปวด ความทรมานและความย่อยยับของสกุลหลูที่นางเห็นนั้นมิใช่แค่ความฝันเพียงหนึ่งตื่นแน่ๆ หรือนี่คือปรโลกกันเล่า...

ปรโลกในเรือนสกุลหลูน่ะหรือ น่าขันเกินไปกระมัง แต่หากนี่ไม่ใช่โลกหลังความตาย หรือว่านางจะได้โอกาสอีกครั้งกัน...

โอกาสให้กลับมาแก้ไขในเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจ หาหนทางรอดให้กับตนเองและสกุลหลู...

หลูซียังคงนั่งนิ่งอยู่ในห้องของตัวเอง หลังจากสอบถามจากสาวใช้ ช่วงเวลานี้คือหนึ่งปีก่อนที่นางจะถูกส่งเข้าวัง

หากนี่คือโอกาสที่นางได้รับจากสวรรค์ หลูซีจะแบกรับโอกาสนั้นเอาไว้และใช้มันอย่างดีที่สุด

ชีวิตห้าปีในวังหลังที่ทรมานนั่นจะไม่เกิดขึ้นอีก เคราะห์กรรมที่ทำให้สกุลหลูย่อยยับนั่นจะไม่บังเกิดซ้ำรอยอีก

หลูซียึดมั่นในตระกูลหลูเพราะนางเติบโตมากับฮูหยินผู้เฒ่าหลูผู้เป็นย่า คำสอนของตระกูลนางย่อมจดจำได้มากกว่าใคร ความปรารถนาของท่านย่านางยิ่งจำได้ขึ้นใจ สิ่งที่ท่านย่ากังวลมากที่สุดคือตระกูลหลู ความรุ่งโรจน์หลายชั่วอายุคนเกิดขึ้นเพราะความทะเยอทะยานและอาจหาญ ท่านย่าของนางก็กังวลว่าตระกูลหลูจะล่มจมด้วยเหตุผลเดียวกัน

ซึ่งไม่ผิดเลย สิ่งที่ท่านย่าของนางหวาดกลัวนั้นถูกต้อง ตระกูลล่มจมเพราะเหตุผลพวกนั้นจริงๆ แม้ในตอนนี้ท่านย่าของนางจะเสียไปนานปีแล้ว แต่ถ้อยคำฝากฝังตระกูลอันรุ่งโรจน์นี่ยังติดอยู่ในหูของนาง

‘สกุลหลูฝากเจ้าดูแลด้วย...หลูซี อย่าให้จวนนี้ต้องย่อยยับ อย่าให้สกุลหลูต้องล่มจม หลูซีข้าขอฝากให้เจ้าดูแล...’

หลูซีในยามนั้นยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่านางเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งในจวนไยท่านย่าจึงพูดฝากสกุลหลูไว้ในมือของนางกัน บุตรสาวในจวนท้ายที่สุดก็ต้องแต่งออกมิใช่หรือ นางที่เป็นเพียงสตรีไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยปัดหรือตอบรับงานแต่งงานของตนเองด้วยซ้ำ เหตุใดท่านย่าจึงกล้าเอ่ยฝากฝังสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้ไว้กับหลูซีกัน

ทว่าหากมองไปยังลูกหลานที่เป็นชายก็เดินนวยนาดอยู่ในราชสำนัก แต่หากพินิจให้ดี นอกจากบิดาของนางหลูเยี่ยนที่ได้เป็นเจ้ากรมคลังแล้ว ลูกหลานของสกุลหลูคนอื่นๆ นั้นก็ไม่มีใครได้ก้าวหน้าอีกเลย

หากคำพูดของท่านย่าแม่นยำราวกับผู้หยั่งรู้ หลูซีที่หวนกลับมายังอดีตก่อนที่ทุกอย่างจะพินาศไปต่อหน้าก็จะขวนขวายทุกวิถีทางเพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผู้อาวุโส

ครั้งนี้นางจะไม่ปล่อยให้ชีวิตถูกลมพัดพาไปดั่งใบไม้ที่ร่วงหล่นจากกิ่งก้านอย่างไร้ค่าอีกแล้ว...

“คุณหนูเจ้าคะ รถม้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”

“อือ”

หลังจากนั่งทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด จนสุดท้ายหลูซีที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากตั้งหลักให้มั่น แล้วเดินหน้าต่อพร้อมกับร่องรอยแห่งอดีตที่นางจะต้องไม่ก้าวพลาดตามรอยเท้าเดิมของตนอีก

ตอนนี้เหลือเวลาอีกหนึ่งปีที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไม่ให้ออกมาเป็นเหมือนเดิม

ส่วนในวันนี้นั้นจากที่เกาฮว่าบอก นางตั้งใจจะไปไหว้พระที่อารามอันจิ้ง ในเมื่อตั้งใจแล้วก็ต้องไป ต่อให้เป็นความตั้งใจที่นางจดจำไม่ได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ได้ไปเปิดหูเปิดตา และทบทวนเรื่องทุกอย่างให้ถ้วนถี่

ไปไหว้พระก็ดีเหมือนกัน เผื่อจิตใจที่ว้าวุ่นของนางจะได้สงบลงบ้าง เผื่อหนทางที่ยังมองไม่เห็นทางออก จะมีลู่ทางใหม่ให้นางได้เลือกเดินบ้าง...

เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ทอดถอนหายใจ ลุกขึ้นและก้าวเท้าไปใช้ชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับอดีตที่ติดอยู่ในใจ เมื่อถึงอารามก็จุดธูปอธิษฐาน แต่คำอธิษฐานของหลูซีกลับว่างเปล่า เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหากเอ่ยคำอธิษฐานออกไปจะเป็นจริงได้หรือไม่ คนที่ผ่านการใช้ชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง ไยจะไม่รู้ว่าต่อให้จุดธูปนับร้อยนับพัน อธิษฐานสวดมนต์จนเสียงแหบแห้ง ก็ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือคนเราได้นอกจากตัวเอง

อีกอย่างได้หวนกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งนี่ก็ถือว่านางได้รับพรอย่างอัศจรรย์แล้วมิใช่หรือ คนเรามิควรโลภให้มากนัก

หลูซีจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านางในอดีตอยากมาวัดเพื่ออะไร อาจจะอยากมาอธิษฐานเพื่ออะไรสักอย่าง แต่ในวันนี้กลับไม่เหมือนในวันนั้นแล้ว นางแค่อยากมาเพื่อสงบจิตใจของตนเองก็เท่านั้น

เมื่อก้าวออกจากอาราม นางก็ยังคงนิ่งขรึมจนผิดตา สาวใช้ที่อยู่เคียงกายยังเอ่ยปากถามว่าไม่สบายตัวตรงไหนหรือไม่ นางก็ทำได้เพียงแค่เอ่ยปัด เพราะความไม่สบายของนางนั้นมิได้อยู่ที่กาย แต่อยู่ในจิตใจอันกลัดกลุ้มของตัวเองต่างหาก

ทว่าอารามที่ผู้คนคลาคล่ำ หลูซีก็ได้ยินนามของคนผู้หนึ่งที่ติดค้างในใจของนางเมื่อก่อนตาย...

‘ปีนี้งานชุมนุมบัณฑิตใหญ่กว่าทุกครั้งเชียว เห็นว่าจัดเจ็ดวันเจ็ดคืน’

‘จริงหรือ’

‘ใช่...แม้แต่อันอ๋องก็ยังมาร่วมในครั้งนี้ด้วย’

‘อันอ๋องน่ะหรือ’

‘ก็ใช่น่ะสิ... ปีๆ หนึ่งอันอ๋องจะได้เข้าเมืองหลวงมาก็ช่วงชุมนุมบัณฑิตของสำนักอาจารย์หม่าเท่านั้น แต่ปีก่อนไม่ได้มาเพราะเพิ่งจะจบสงคราม ท่านอ๋องตั้งแท่นเคารพผู้วายชนม์ ไว้อาลัยให้ทหารที่ตายในสนามรบ ไม่มีกะจิตกะใจมางานรื่นเริง’

‘เช่นนั้นปีนี้ก็ดีจริงๆ เช่นที่เจ้าว่า ข้ายังไม่เคยได้เห็นหน้าท่านอ๋องเลยสักครั้ง...’

‘ก็ใช่ว่าท่านอ๋องมาแล้วจะได้เห็นหน้า ได้เข้าถึงตัวเสียเมื่อไร คนระดับนั้นจะเจอกันง่ายดายตามถนนหรือ’

งานชุมนุมบัณฑิตอย่างนั้นน่ะหรือ...

หลูซีระบายยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น ‘อันอ๋อง’ อ๋องผู้นั้นก็จะมางานชุมนุมบัณฑิตด้วยน่ะหรือ นี่มันมิใช่โอกาสดีหรอกรึ ก่อนหน้านี้นางไม่เคยได้พบอันอ๋องเลยด้วยซ้ำ ได้ยินแค่ชื่อรับรู้แค่เกียรติยศอันเกรียงไกรของคนผู้นั้น คราวนี้กลับมีโอกาสมาเยือนถึงหน้าจวนเสียแล้ว

นับว่าไม่เสียเที่ยวจริงๆ การมาอารามในครั้งนี้นับว่าไม่เสียเปล่าเลยจริงๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel