บทที่ 7
‘อยากให้เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความฝันเสียจริง... เฮ้อ’
“พระชายา บ่าวเข้าไปนะเพคะ”
“อืม”
สิ้นคำอนุญาตเสี่ยวเถาก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับตะกร้าที่อัดแน่นไปด้วยผลไม้สีแดงฉ่ำ
“นั่นอะไรหรือ”
“ผลอิงเถา(เชอร์รี่) เพคะ ที่ท้ายเรือนของเราขึ้นเต็มเลย”
“ผลอิงเถางั้นหรือ”
“ใช่แล้วเพคะ”
‘ชื่อผลไม้พานให้คิดถึงสหายในยุคที่จากมาเสียจริง ผลของมันสีแดงฉ่ำน่ากินเหลือเกิน แต่รสชาตินั้น...’
“อะ เดี๋ยวสิเพคะ! ให้บ่าวล้างก่อน อาจมีดินหรือแมลงเกาะอยู่ก็เป็นได้”
เสี่ยวเถาพูดจบก็ฉวยผลไม้ในมือของหลิวหรงผิงไปล้างในถังน้ำที่ซิ่วอิงแบกตามเข้ามาทีหลัง
“ข้าแค่จะหยิบมาดูเท่านั้นเอง...ทำอย่างกับผลไม้นี้ถูกฉีดพ่นด้วยยาฆ่าแมลงอย่างนั้นแหละ” ท้ายประโยคนางพึมพำกับตนเองเบาๆ แต่เสี่ยวเถานั้นกลับหูดีเกินคาด
“พระชายาพูดว่าอะไรนะเพคะ”
“หือ…ไม่มีอะไรหรอกน่าอย่าสนใจเลย”
“อย่างนั้นหรือเพคะ เสร็จแล้วกินได้แล้วเพคะ” เสี่ยวเถายื่นผลไม้นั้นมาตรงหน้าแต่หลิวหรงผิงเอาแต่ขมวดคิ้วไม่ยอมหยิบเสียที
“มันเปรี้ยว ข้าไม่ชอบ” แม้ปากจะบอกไม่ชอบแต่สายตากลับเอาแต่จ้องเขม็งไม่วางตา
“เปรี้ยวที่ไหนกันเพคะ หวานกรอบอร่อยจะตายไป”
“หวานอย่างไรกันที่ข้าเคยกินมัน...”
“ก็เมื่อก่อนท่านยังชมอยู่เลยนี่เพคะ ว่าที่จวนแห่งนี้ปลูกผลอิงเถาได้อร่อยยิ่งนักไม่เหมือนที่จวนใต้เท้าหลิวเลย เปรี้ยวมากกว่าหวานเสียอีก” เสี่ยวเถาเอาแต่เคี้ยวผลไม้ตุ้ยๆ ไม่ได้สนใจสีหน้าของหลิวหรงผิงที่แอบกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก
“ไม่เปรี้ยวแน่นะ” นางหยิบมันขึ้นมาลูกหนึ่งก่อนจะตัดสินใจกัดชิมคำแรก ความหวานฉ่ำละมุนแทรกซึมไปทั่วทั้งปาก
“อร่อย!”
“ใช่ไหมล่ะเพคะยังมีอีกเยอะเลย หากท่านต้องการอีกบ่าวจะไปเก็บมาให้”
“เมล็ดของมันน่ะ...”
“ทำไมหรือเพคะ”
“เก็บเอาไว้ให้ข้าด้วย”
“จะเก็บไปทำไมกันเพคะ”
“เก็บไว้ปลูกอย่างไรเล่า”
“แต่ว่าที่ท้ายจวน...”
“เจ้าคิดว่าข้าจะอยู่ที่จวนอ๋องนี่ไปจนตายหรือไง”
“เอ๋ เหตุใดพระชายาถึงได้...”
“จวิ้นอ๋องไม่มีทางอยู่กินกับข้านานถึงเพียงนั้นหรอก สักวันเขาต้องหาทางเขี่ยข้าออกจากตำแหน่งชายาอย่างแน่นอน ตอนนี้ข้ากำลังแอบเก็บหอมรอมริบเงินทองเอาไว้ เพื่อที่พวกเราสามคนจะได้ไม่ลำบากในวันข้างหน้า”
“อะไรนะเพคะ!”
สาวใช้คนสนิทอ้าปากค้างด้วยความงุนงง นั่งฟังพระชายาของตนพูดจนปรับอารมณ์ตามแทบไม่ทันและไม่มีจังหวะได้ซักไซ้ต่อแต่อย่างใด
“อย่าถามมากน่า ทำตามที่ข้าบอกก็พอแล้ว”
“เพคะ / เพคะ”
หลิวหรงผิงที่ยังเคี้ยวผลอิงเถาอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น จู่ๆ ก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางชะงักค้างไปพลางหันไปจ้องมองสาวใช้ของตนเอง
เมื่อทั้งคู่เห็นว่าถูกหลิวหรงผิงจ้องมองไม่วางตา ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาแปลกๆ
“มีอะไรหรือเปล่าเพคะเหตุใดถึงได้มองพวกบ่าวเช่นนั้น”
เสี่ยวเถากับซิ่วอิงนึกกลัวว่านายสาวจะเกิดคลุ้มคลั่งเข้ามาทุบตีพวกนางเหมือนยามที่ไม่ได้สติก่อนหน้านี้
พวกนางเริ่มถอยหลังไปทีละนิด จนหลิวหรงผิงต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน
“พวกเจ้าเป็นอะไรไป”
“มะ...ไม่ได้เป็นอะไรเพคะ”
“พวกเจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามของข้าเลยนะ ว่าคนที่คอยกลั่นแกล้งข้าคือน้องสาวของจวิ้นอ๋องใช่หรือไม่”
“คือว่า...” ทั้งคู่มองหน้ากันและเอาแต่สะกิดกันไปมาไม่ยอมพูด
“พูดมาเถอะน่าข้าไม่เอาไปเล่าให้ใครฟังหรอก ข้าก็มีแค่พวกเจ้าสองคนนี่แหละ”
บ่าวทั้งสองชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกัน แล้วเริ่มเปิดปากเล่าเรื่องราวให้นางฟัง
“องค์หญิงเพ่ยเพ่ยเป็นน้องสาวร่วมสายเลือดเดียวกับท่านอ๋องเพคะ อ้อ... แล้วก็ยังมีองค์ชายเล็กอีกคนด้วยนะเพคะ”
“องค์ชายเล็กงั้นหรือ”
“องค์ชายเก้าเป็นน้องชายแท้ๆ ของจวิ้นอ๋อง เพียงแต่เขาหายตัวไปตั้งแต่ยังเยาว์ ความจริงเรื่องราวในราชวงศ์พวกบ่าวเองก็รู้มาแค่งูๆ ปลาๆ เท่านั้นแหละเพคะ”
“แม้อยากจะสืบความให้กระจ่างชัดแต่ความจริงแล้วไม่มีใครอยากรู้เรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่หรอกเพคะ” ซิ่วอิงพูดเสริมขึ้นมา
“เพราะเหตุใดล่ะ”
“เรื่องใหญ่ระดับราชวงศ์เช่นนั้นใครจะกล้าพูดกันเล่าเพคะ หากยังอยากมีเงาหัวอยู่บนบ่าก็ต้องปิดปากให้เงียบเอาไว้…”
ซิ่วอิงที่ขยับเข้ามาใกล้กระซิบบอกนางเสียงแผ่วเบาอย่างกับกลัวจะมีใครมาได้ยินพวกนางพูดคุยกันอย่างไรอย่างนั้น
‘กลัวอะไรของนาง เรือนแห่งนี้จะมีผู้ใดอยากเข้าออกกันล่ะ’
“หากพระชายาอยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้ คงต้องไปถามท่านอ๋องเองแล้วกระมัง”
“ถามท่านอ๋องเนี่ยนะ?” ทั้งคู่พยักหน้าตอบกลับมาอย่างซื่อๆ
‘ให้ไปถามตัวต้นเหตุเนี่ยนะ พวกนางเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!’ หลิวหรงผิงคิดในใจอย่างเหนื่อยหน่าย
