บทที่ 7
“เจ็บมากหรือไม่”
“อะไรหรือเพคะ”
“ก็หัวของพวกเจ้าอย่างไรเล่าต่อไปอย่าได้ทำเช่นนั้นอีกนะเข้าใจหรือไม่”
“หากว่าไม่ทำเช่นนั้นองค์หญิงก็คงไม่ยอมเลิกง่ายๆ เป็นแน่”
“ข้าก็บอกพวกเจ้าไปแล้วว่าข้ามีวิธีจัดการกับนางแต่ก็ช่างเถอะ นั่งลงได้แล้ว”
เมื่อเห็นว่ามีโขดหินอยู่ตรงหน้านางก็รีบสั่งให้ทั้งสองนั่งลงทันทีก่อนจะล้วงเอาอุปกรณ์ทำแผลออกมา เด็กสาวทั้งสองจ้องมองตาไม่กระพริบ
“นะ นั่นอะไรหรือเพคะ”
“มันคือที่ทำแผล”
“ที่ทำแผล”
“อย่าถามมากน่ายื่นหน้ามาให้ข้า”
“เพคะ/เพคะ”
ทั้งคู่ยอมทำตามที่นางสั่งแต่โดยดี หลิวหรงผิงเริ่มต้นทำความสะอาดบาดแผลโดยใช้น้ำเกลือเทใส่ผ้าสะอาดเช็ดบาดแผลและบริเวณโดยรอบ แม้ในใจจะมีคำถามมากเพียงใดแต่เมื่อดวงตาสบเข้ากับสีหน้าจริงจังของหลิวหรงผิง เด็กสาวทั้งสองก็จำต้องปิดปากเงียบไว้
หลิวหรงผิงเมื่อทำความสะอาดบาดแผลเสร็จสิ้นนางก็ลงมือเปิดขวดยาสำหรับฆ่าเชื้อ นางเทน้ำยาลงใส่ในผ้าสีขาวสีที่เหมือนเลือดทำเอาทั้งสองตื่นตะลึงจนเผลอร้องตะโกนออกมา
“พระชายาท่านมีบาดแผลตรงไหนหรือเพคะ”
“บาดแผลอะไรของพวกเจ้า”
“ก็นั่นๆ เลือดไม่ใช่หรือเพคะ”
“หืม"
นางมองไปตามมือที่ชี้มาก็อดยิ้มขบขันให้เด็กสาวทั้งสองไม่ได้
“ไม่ใช่เลือดแต่มันคือยาที่ใช้ทาบาดแผลป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลของพวกเจ้าหายเร็วขึ้นอย่างไรเล่า”
“ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย”
“ไม่เชื่อข้ากระนั้นหรือ”
พูดจบนางก็หัวเราะเบาๆ ให้กับความไร้เดียงสาของพวกนาง
‘ยังดีที่ทะลุมิติมาแล้วมีพวกนางเป็นเพื่อนมิเช่นนั้นข้าคงเหงาแย่เลย ไม่คิดว่าภารกิจแรกก็ต้องมาช่วยเหลือคนของตัวเองก่อนใครเสียอย่างนั้นทำเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นล่ะ’
[แน่นอนเพราะว่าข้าคือระบบวิเศษอย่างไรเล่า]
“ตาเถร!”
“อะไรหรือเพคะ”
“มะ ไม่มีอะไร”
‘เจ้าจะมาเหตุใดไม่ให้ซุ่มให้เสียงกันเล่า’
[ก็ข้าเป็นระบบวิเศษเลื่อนลอยอยู่ใกล้ตัวเจ้า ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไปลืมแล้วหรือ”
‘ไม่ได้ลืมแต่ข้าแค่คิดไม่ถึงต่างหากเล่า’
[ก็คือลืม ภารกิจต่อไป….]
‘ข้าไม่ทำ! เพิ่งทะลุมิติมาไม่นานก็ควรให้ข้าได้ทำใจบ้างสิ’
นางบ่นโอดครวญในใจจนเผลอลงน้ำหนักมือมากขึ้นทำเอาเสี่ยวเถาอดร้องออกมาไม่ได้
“ขะ ขอโทษทีข้าลืมตัวไปหน่อย”
“พระชายายังไม่เสร็จอีกหรือเพคะ”
“ใกล้แล้วๆ”
[เจ้าไม่ทำแน่หรือ รางวัลในครั้งนี้คือหนึ่งพันตำลึงทองเลยนะ]
‘จริงหรือ!’
“พระชายาข้าว่าน่าจะพอได้แล้วกระมังเพคะ”
หลิวหรงผิงที่กำลังตื่นตะลึงกับรางวัลที่ยั่วยวนนางอยู่นั้น มือของนางก็ถือผ้าสะอาดแช่ค้างไว้ที่บาดแผลของเสี่ยวเถาจนนางอดปวดแสบปวดร้อนไม่ได้
‘นี่พระชายาทำแผลให้นางหรือเพิ่มบาดแผลให้กันแน่นะ’
“ขอโทษทีเอาล่ะเสร็จแล้ว”
“เช่นนั้นพวกเรากลับเรือนกันเลยดีหรือไม่เพคะ”
“ก็ได้”
หลิวหรงผิงเองเวลานี้ใจของนางอยู่ที่เงินรางวัลในภารกิจหน้านั้นแล้วจึงยอมเชื่อฟังทั้งสองคนอย่างง่ายดายแต่ในระหว่างทางที่จะเดินกลับเข้าเรือนเฟิ่งอวี้นั้น นางก็มองเห็นซุ้มประตูหนึ่งที่ถูกประดับตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพรรณสะกดให้หลิวหรงผิงเดินเข้าไปชมเมื่อเห็นว่าพระชายาของตนเดินออกนอกเส้นทางเสี่ยวเถาและซิ่วอิงก็รีบเดินตามไปรั้งนางเอาไว้ทันที
“พระชายาหากว่าองค์หญิงรู้ว่าท่านไม่กลับเข้าเรือนทั้งจวนคงได้วุ่นวายอย่างแน่นอนนะเพคะ”
“พวกเจ้าเห็นข้าเป็นเด็กหรือถึงต้องคอยฟังคำสั่งของนาง”
“แต่ว่า”
“อย่ากลัวไปเลยน่า ข้าเพียงแค่อยากออกมาสูดอากาศก็เท่านั้นอยู่แค่ในห้องอึดอัดจะตายอยู่แล้ว”
นางพูดขึ้นก่อนที่สายตาจะสอดส่ายมองไปจนทั่วจวน
‘จวนแห่งนี้น่าอยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ เหตุใดถึงได้เอาแต่กักขังนางเอาไว้ที่เรือนท้ายจวนเช่นนั้นกันนะ’
นางเดินไปไม่ไกลก็เข้าสู่อาณาบริเวณของเรือนใหญ่ ซิ่วอิงที่เห็นว่าผู้เป็นนายเอาแต่เดินไม่ยอมหยุดนางจึงรีบเข้าไปดึงแขนของหลิวหรงผิงเอาไว้แน่นจนหลิวหรงผิงถึงกับหันกลับมามองเด็กสาวก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสงสัย
“อะไร”
“พระชายากลับเรือนกันเถอะเพคะ”
“ขอเดินต่ออีกหน่อยน่า”
“เช่นนั้นก็ไปทางอื่นกันเถอะนะเพคะ”
“ทำไมกันเล่า”
นางไม่สนใจในท่าทีของสาวใช้คนสนิทตั้งหน้าตั้งตาจะเดินต่อแต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของบรรดาบ่าวรับใช้ที่กำลังเดินตามใครบางคนเข้าไปในเรือนใหญ่ตรงหน้านั้น คนที่เดินนำหัวกลุ่มรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาไม่น้อยแม้จะมีหน้ากากปกปิดไปครึ่งหน้าก็ตาม
‘ใครกัน หล่อจัง’
