บทที่ 8
หลิวหรงผิงยืนแอบอยู่ตรงพุ่มไม้ที่ถูกปลูกเอาไว้ตรงประตูเล็กของเรือนใหญ่กับสวนดอกไม้ที่นางกำลังยืนอยู่ นางจ้องมองบุรุษในชุดคลุมสีเขียวหยกที่เพิ่งจะเดินผ่านประตูจวนเข้ามาไม่นานและดูเหมือนว่าชายผู้นั้นเองก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นนางเช่นกัน
“พระชายากลับกันเถอะเพคะหากท่านอ๋องพบเข้าท่านจะแย่เอาได้”
“ท่านอ๋องงั้นหรือเจ้าอย่าบอกนะว่าคนผู้นั้นคือ”
“ก็จวิ้นอ๋องอย่างไรเล่าเพคะ”
“อะไรนะ!”
“ชู่ว์! ท่านอย่าเสียงดังไปอย่าบอกนะเพคะว่าแม้แต่หน้าตาของท่านอ๋องท่านก็ลืมสิ้นไปหมดแล้ว”
“ไม่ได้ลืมเสียหน่อย”
‘แต่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยต่างหากเล่าหล่อเหลาไม่น้อยเลยนะเนี่ยแต่เหตุใดถึงได้ใจร้ายกับชายาของตนนักล่ะ’
“แล้วเหตุใดต้องใส่หน้ากากด้วยล่ะ”
“พระชายาลืมที่บ่าวบอกไปแล้วจริงๆ แน่เลย”
“หืม เรื่องอะไร”
“ใบหน้าครึ่งซีกของท่านอ๋องถูกพิษไม่รู้ที่ไปที่มาเช่นกันเพคะว่าเขาได้รับพิษมาได้อย่างไร นี่คงเป็นเหตุผลที่ท่านอ๋องไม่อาจเข้าร่วมคัดเลือกเป็นรัชทายาทได้ถึงมีโอกาสอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ต่ออย่างไรเล่าเพคะ”
“เพราะเหตุใด”
“ร่างกายมีพิษสะสมเช่นนั้นไม่อาจเสี่ยงให้เป็นองค์รัชทายาทได้นี่เป็นกฎระเบียบของราชวงศ์เพคะ และท่านคงไม่ลืมไปอีกอย่างหรอกนะเพคะว่าท่านอ๋องน่ะเป็น…”
“ทำไม? เป็นอะไรอีก”
หลิวหรงผิงรู้สึกหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย ทะลุมิติมาก็เพิ่งจะรู้ว่าตนเองนั้นมีสามีแล้วไหนจะเรื่องลึกลับบางอย่างที่นางยังไม่รู้อีก
“คือว่า”
“อ้ำอึ้งอะไรเล่าพูดออกมาเสียทีสิ”
“ท่านอ๋องมีฉายาว่าเป็นองค์ชายปีศาจที่ไม่ว่าผู้ใดได้พบเห็นหรือเกี่ยวข้องย่อมมีจุดจบที่ไม่ได้ตายดี ไม่ก็ว่ากลายเป็นคนบ้าสติฟั่นเฟือนไปเลยก็มีเพคะ”
“เหมือนข้าน่ะหรือ”
“มะ ไม่ใช่หรอกกระมังเพคะ”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร” ก็เจ้าของร่างนี้เป็นบ้าเพราะเขาไม่ใช่หรือ
“กลับกันเถอะเพคะ หากท่านอ๋องรู้ว่าพระชายาย่างกรายมาเหยียบที่เรือนใหญ่อาจจะถูกโบยอีกเป็นแน่ไหนจะเรื่องเมื่อครู่ที่ท่านก่อเรื่องเอาไว้อีก”
“ก็ได้ ไปกลับเรือนกัน”
หลิวหรงผิงมองแผ่นหลังกว้างที่เดินพ้นประตูเรือนไปแล้วด้วยความรู้สึกหลากหลาย
‘ชอบแม่นางผู้นั้นแล้วมาแต่งกับข้าทำไมกันเล่า’
นางมองตามคนพวกนั้นอยู่ครู่เดียวก่อนจะยอมเดินกลับไปที่เรือนของตนท่ามกลางสายตาของคนสองคนที่กำลังจ้องมองนางอยู่อย่างที่เจ้าตัวนั้นไม่รู้ตัวเลยสักเพียงนิด
“ท่านอ๋องให้ข้าน้อยจัดการอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ พระชายาแอบออกมาที่เรือนใหญ่อีกแล้วไหนจะเรื่องที่องค์หญิงเพ่ยเพ่ยมาฟ้องท่านอีก”
จวิ้นอ๋องถอนหายใจเฮือกใหญ่เขาเองก็ไม่ได้อยากอยู่ใกล้สตรีบ้าผู้นั้นเช่นกันแต่เพราะฮ่องเต้เป็นคนพระราชทานสมรสให้ เขาจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และบิดาของนางก็เป็นประโยชน์ต่อราชสำนักฮ่องเต้จึงจำต้องผูกสัมพันธ์เอาไว้เพื่อใช้งานนั่นเอง
แต่ใครไหนเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้วมีบางอย่างเกี่ยวกับตัวของนางที่มีประโยชน์กับเขา บางอย่างที่นางต้องชดใช้ให้เขาจนกว่าเขาจะพอใจนั่นเอง
“ท่านอ๋อง”
“ไม่ต้อง ปล่อยนางไปแต่หากว่านางคิดจะก่อเรื่องขึ้นอีกไว้ข้าค่อยจัดการนางทีหลัง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เป็นเวลายามจื่อ[1] ของกลางดึกคืนนั้นหลิวหรงผิงที่นอนกระสับกระส่ายเพราะความไม่เคยชินกับสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านของตนเอง ท้ายที่สุดความเหนื่อยล้าของวันก็ดึงดูดนางเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด
ในห้วงแห่งนิทราปรากฎให้เห็นเป็นหมอกควันจางๆ ที่ลอยปะทะกับผิวหน้าบอบบางของนาง หลิวหรงผิงพยายามเบิกตาจ้องมองภาพตรงหน้าที่ลางเรือนนั้น
แสงสลัวสาดส่องเข้ามาปรากฎให้เห็นเป็นห้องหอที่คล้ายคลึงกับห้องที่นางอาศัยอยู่ห้องทั้งห้องถูกประดับประดาด้วยผ้าสีแดงสดสลับทองอร่าม
ผ้าม่านที่ปลิวไสวไปมาด้วยแรงลมยิ่งทำให้นางอดที่จะเอื้อมมือไปสัมผัสไม่ได้ นางหันมองไปรอบๆ ห้องที่ถูกประดับตกแต่งอย่างงดงามแต่ภายในห้องกลับเงียบงันนั้นก็พบเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ในชุดมงคลสีแดงปักลายงดงามทั้งตัว นางนั่งอยู่เพียงลำพังไร้แววบ่าวรับใช้
ไม่รู้เลยว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าใดแล้วเพราะห้องทั้งห้องถูกปิดประตูลงกลอนทั้งหน้าต่างและประตูทุกบานอย่างแน่นหนา
“ทะ ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่กันล่ะเนี่ย”
ห้องหอที่อ้างว้างเงียบงันเวลานี้มีเพียงแสงเทียนไหวเอนไปมาสะท้อนให้เห็นเงาของคนผู้หนึ่งสาดฉายจนเต็มทั่วทั้งผนังห้อง หลิวหรงผิงจ้องมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ขอบเตียงนั้นเพียงลำพังรับรู้ได้ว่าเวลานี้คนตรงหน้าอาจจะเป็นเจ้าของร่างที่นางเข้ามาอาศัยอยู่ก็เป็นได้
“เหตุใดถึงได้ปล่อยให้เจ้าอยู่คนเดียวกันล่ะ เสี่ยวเถากับซิ่วอิงไปไหน”
ใบหน้าของหญิงสาวในเวลานี้เต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง วันนี้น่าจะเป็นงานแต่งงานของนางสินะยังไม่ถึงฤกษ์ส่งตัวเจ้าบ่าวอีกงั้นหรือถึงได้ปล่อยให้นางอยู่คนเดียวเช่นนี้
นางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจผลักประตูออกไปด้านนอกแต่เมื่อมือของนางสัมผัสไปยังบานประตูนั้นปรากฏว่าตัวของหญิงสาวทะลุออกไปข้างนอกอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวเลยสักนิด
“ขะ ข้าเป็นคนหรือผีกันล่ะเนี่ย!”
- - - - - - - - - -
[1] ยามจื่อ = 23.00-01.00 น.
