บทที่ 8
“คนอย่างจวิ้นอ๋องจะยอมลดตัวลงมาพูดคุยเรื่องภายในราชวงศ์ให้ข้าฟังได้อย่างไร เขาเกลียดข้ามากไม่ใช่หรือ”
“ก็…”
“แล้วองค์หญิงเพ่ยเพ่ยอะไรนั่น นางเกลียดข้าเพราะเหตุใดกัน”
“เดิมทีองค์หญิงไม่อยากให้ท่านอ๋องแต่งงานกับท่าน เพราะแท้จริงแล้วท่านอ๋องมีคนรักอยู่แล้วเพคะ”
“แล้วอย่างไรต่อ” หลิวหรงผิงเคี้ยวผลอิงเถาพลางครุ่นคิดตามคำพูดของเสี่ยวเถา
‘เดี๋ยวก่อนนะ! มีคนรักอยู่แล้วงั้นเหรอ? แล้วที่มาแต่งงานกับข้า... อย่าบอกนะว่าเจ้าของร่างนี้ไปแย่งคนรักเขามา! ให้ตายสิ แล้วแบบนี้ข้าควรต้องทำอย่างไรต่อไปกันเล่า’
“เรื่องมันยาวน่ะเพคะ...ท่านอ๋องชื่นชอบคุณหนูเว่ยมานานแล้วและเขาก็วางแผนจะแต่งงานกับนางอยู่แล้ว แต่ทว่า...”
หลิวหรงผิงยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด หวังดับความร้อนรุ่มในอกที่ได้ยินเมื่อครู่แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ช่วยให้นางใจเย็นลงเท่าใดนัก
“เป็นเพราะข้าสินะ...ถึงว่าสิ จากที่พวกเจ้าเล่ามา เขาถึงได้ทำเหมือนข้าเป็นหมูเป็นหมาเช่นนั้น แท้จริงแล้วก็เพียงแค่อยากกำจัดข้าไปให้พ้นทาง เพื่อจะได้ไปแต่งกับแม่นางผู้นั้นนี่เอง”
“พระชายา...”
“อย่าทำหน้าเหมือนสงสารข้าเลย เพราะเวลานี้ข้าหาได้สนใจเขาอีกไม่”
“อะไรนะเพคะ!”
“ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาข้าลองทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดดูแล้ว ถึงได้รู้ว่าในจวนแห่งนี้มีคนที่หวังดีกับข้าจริงๆ เพียงไม่กี่คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือพวกเจ้า”
เสี่ยวเถากับซิ่วอิงหันมองหน้ากันเล็กน้อย ทั้งซึ้งใจและงุนงงจนไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา
“แล้วกับคนที่เอาแต่ทำร้ายข้าเช่นเขา ไยข้าต้องไปใส่ใจด้วยล่ะ”
“แล้วพระชายาจะทำอย่างไรต่อไปเพคะ”
“ไม่ทำอย่างไรทั้งนั้น คอยดูสิว่าเขาจะมีเล่ห์เหลี่ยมอันใดมาใช้อีกแต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป คนอย่างข้าไม่มีทางยอมถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวแน่”
“เอ่อ... ความจริงแล้ว เรื่องที่พระชายาถูกจับขังในเล้าหมู ไม่ได้เป็นความคิดของท่านอ๋องคนเดียวหรอกนะเพคะ”
“หมายความว่าอย่างไร”
“เป็นองค์หญิงเพ่ยเพ่ยที่เสนอความคิดนั้นเพคะ” เสี่ยวเถาเอ่ยเสียงอ้อมแอ้มพลางเหลือบมองพระชายาของตน ซึ่งเวลานี้ใบหน้าเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความโกรธ
“แล้วท่านอ๋องก็เห็นดีเห็นงามด้วยเพคะ” ซิ่วอิงช่วยเสริมขึ้นอีกประโยค คราวนี้หลิวหรงผิงหมดความอดทนลงจริงๆ แล้ว
“เฮอะ! รังแกคนไม่มีทางสู้นี่ช่างเก่งกาจกันเสียจริง ดูสิว่าข้าจะจัดการกับพวกเจ้าอย่างไร!”
หลิวหรงผิงเหยียดยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ นางจะสั่งสอนให้คนพวกนั้นรู้เองว่าคำว่า ‘ร้ายกาจ’ ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร!
‘แต่ว่า... ข้ามมิติมาทั้งที ให้ข้าเป็นคนดีๆ ไม่ได้หรือไงกัน ดันต้องกลายมาเป็นสตรีเสียสติเสียอย่างนั้น เฮ้อ...’
“พระชายา! องค์หญิงเพ่ยเพ่ยต้องการพบเพคะ” เสียงแจ้งข่าวดังแว่วมาจากนอกห้อง ทว่าคนพูดกลับรีบวิ่งหนีออกไปจากเรือนของนางอย่างรวดเร็วราวกับกลัวอะไรบางอย่าง
‘จะกลัวอะไรกันขนาดนั้น’ หลิวหรงผิงนึกขำ
“นางคงรู้แล้วว่าแผนกลั่นแกล้งพระชายาไม่สำเร็จแน่ๆ เพคะ”
“ไม่ต้องออกไปพบนางหรอกเพคะ หากออกไปครานี้ก็คงไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ นางคงหาเรื่องมารังแกท่านอีกตามเคย”
“กลัวอะไรล่ะ? คนอย่างข้ามีหรือจะต้องกลัวใคร...ไปกันเถอะ!”
“แต่ว่าพระชายาเพคะ...”
“เชื่อข้าสิ” หลิวหรงผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์พลางอมยิ้ม คิดแผนการบางอย่างขึ้นมาในใจอย่างนึกสนุก
“หาอะไรทำแก้เครียดสักหน่อยก็แล้วกัน”
หลิวหรงผิงตั้งท่าจะก้าวเดินออกไปจากห้องนอน ทว่าร่างบางกลับหมุนตัวกลับมาหยิบอุปกรณ์ปฐมพยาบาลติดมือไปด้วย
‘เกือบลืมไปเลยว่าต้องทำภารกิจเพื่อกุญแจบ้าๆ นั่นด้วย!’
นางเดินตรงไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น ท่ามกลางแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลของสองสาวใช้
“ครั้งนี้คงได้แผลกลับมาอีกตามเคย เฮ้อ... พระชายานะพระชายา จะออกไปหาเรื่องใส่ตัวทำไมก็ไม่รู้”
“เจ้าจะบ่นทำไมนักหนา รีบตามไปเถอะน่า!”
“รู้แล้วๆ ข้าก็รีบอยู่นี่อย่างไรเล่า!” ซิ่วอิงว่าพลางออกแรงวิ่งตามเสี่ยวเถาไปติดๆ
สองสาวใช้ต่างรีบสับเท้าวิ่งตามผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไล่ตามไม่ทันอยู่ดี
‘พระชายาหายป่วยแล้วก็ไม่เห็นต้องวิ่งซุกซนเหมือนเมื่อก่อนเลยนี่นา พวกนางจะวิ่งตามไม่ทันแล้วนะเนี่ย!’
“พระชายา! รอพวกบ่าวด้วยเพคะ”
