บทที่ 5
“พระชายา”
ขณะกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวในยุคที่จากมา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกสติของนางให้กลับคืนมาอีกครั้ง
หลิวหรงผิงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นร่างของเด็กสาวคนหนึ่งอายุน่าจะราวสิบสี่สิบห้าปี ใบหน้าอ่อนหวานนั้นกำลังเลิกคิ้วมองนางอย่างนึกสงสัยไม่ต่างจากตัวนางในเวลานี้
“เป็นอะไรไปหรือเพคะ หิวงั้นหรือ”
“คือว่าข้า...”
“นี่เสี่ยวเถา เจ้ารีบไปเตรียมอาหารมาให้พระชายาเร็วเข้า” เด็กสาวไม่ทันฟังนางพูดจนจบก็หันขวับไปสั่งให้อีกคนรีบไปจัดเตรียมสำรับโดยเร็ว
เมื่อสาวใช้อีกคนได้ยินก็รีบวางเสื้อผ้าในมือลง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปทันที
“ดะ เดี๋ยวสิ! ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”
ทั้งคู่ดูเหมือนจะสาละวนกับการจัดเตรียมสิ่งของและอาหารจนไม่ทันสนใจเสียงร้องทัก
หลิวหรงผิงจึงได้แต่ปิดปากลงจ้องมองทุกการกระทำของพวกนางที่เอาแต่เดินวุ่นไปมาไม่หยุด แม้จะดูชุลมุนทว่ากลับทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็รับรู้ว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
หลังอาบน้ำชำระล้างกลิ่นกายเหม็นสาบจนหมดสิ้น หลิวหรงผิงก็ขึ้นไปเอนกายบนเตียงนอนหลังงามอย่างเหนื่อยอ่อน
ร่างบางนอนนิ่งจ้องมองขื่อบนเพดานห้องอยู่อย่างนั้นมาร่วมครึ่งชั่วยาม[1] แล้ว แม้จะอยู่ในฐานะชายาจวิ้นอ๋องแต่เรื่องราวที่นางพอจะจับต้นชนปลายได้ผ่านความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมกลับไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
นางหันไปมองหญิงสาวสองคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงพลางจ้องมองมา แววตาของพวกนางเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“พวกเจ้ามองหน้าข้านานแล้วนะ ทำไม…มีอะไรติดหน้าข้ากระนั้นหรือ”
“หามิได้เพคะ...แต่ว่าพระชายาหายป่วยแล้วจริงๆ น่ะหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิไม่รู้เหมือนกันว่าหายขาดได้อย่างไร แต่เอาเป็นว่าข้าหายดีแล้ว” นางเอ่ยพลางส่งยิ้มละมุนให้บ่าวคนสนิท
“เช่นนั้น บอกกับท่านอ๋องดีหรือไม่เพคะเผื่อว่าท่านอ๋องจะ…”
“จะอะไร จะโปรดปรานข้าขึ้นมากระนั้นหรือ หึ! ไม่มีทางเสียหรอก คนจิตใจหยาบช้าเช่นนั้นมีหรือจะรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น”
“แต่ว่า...”
“เรื่องที่ข้าหายดีแล้วพวกเจ้าจงเก็บไว้เป็นความลับ รู้กันเพียงแค่พวกเราสามคนก็พอ”
“แต่ว่าพระชายาเพคะ...”
“เอาน่า ทำตามที่ข้าบอก ให้พวกนั้นคิดว่าข้าเป็นแบบนี้น่ะดีแล้ว จะได้ไม่มีใครมาวุ่นวายกับข้าอีก”
เสี่ยวเถากับซิ่วอิง สาวใช้คนสนิทของเจ้าของร่างเดิมทำได้เพียงพยักหน้ารับคำ เด็กสาวทั้งสองหันมองหน้ากันก่อนจะปิดปากเงียบ
พวกนางเองก็รู้ดีว่าจวิ้นอ๋องและคนอื่นๆ ต่างไม่ชื่นชอบพระชายาเท่าใดนัก ยิ่งพอพระชายากลายเป็นคนสติไม่ดี ก็ยิ่งถูกกลั่นแกล้งรังแกหนักขึ้น
‘แต่ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้จะเป็นผลดีกับพระชายาจริงๆ หรือ’ บ่าวคนสนิทคิดในใจ
“จะว่าไปแล้วจวิ้นอ๋องนี่ก็น่ารังเกียจเสียจริง”
“พระชายาอย่าได้พูดเช่นนั้นเชียวนะเพคะ หากคนในจวนได้ยินเข้าแล้วนำไปทูลท่านอ๋อง ท่านอาจถูกลงโทษได้”
“ข้าแต่งเข้ามาเป็นพระชายาไม่ใช่บ่าว ยังต้องกลัวสิ่งใดอีก” พูดจบก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ นางจึงหันไปถามบ่าวคนสนิทอีกครั้ง
“เจ้าบอกว่าคนที่คอยกลั่นแกล้งข้าคือน้องสาวของจวิ้นอ๋องงั้นหรือ”
“คือว่า...”
“แล้วคืนนั้น ข้าเข้าไปอยู่ในเล้าหมูได้อย่างไร”
ไม่ทันได้ตอบคำถามแรก คำถามที่สองก็พุ่งตรงมาติดๆ เด็กสาวทั้งสองเอาแต่อ้ำอึ้งไม่กล้าเอ่ยปากเพราะกลัวจะถูกสั่งตัดลิ้นเอาได้ง่ายๆ
ก็น้องสาวของจวิ้นอ๋องเป็นถึงองค์หญิง หากปากพร่อยพูดจาไม่คิด พวกนางจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร!
“คือว่า... พระชายาเรื่องนี้...”
“พูดมาเถอะน่า”
“คืนนั้นที่ท่านพลัดตกลงไปในบ่อน้ำ ท่านอ๋องสั่งให้คนนำร่างของท่านขึ้นมาจากก้นบ่อ ก่อนที่จะ…”
“จะอะไร”
“จะจับท่านโยนเข้าไปในเล้าหมู... บอกว่าเผื่อท่านจะมีสติมากกว่านี้เพคะ”
“ข้าเป็นคนนะไม่ใช่หมู! เขาบ้าไปแล้วหรืออย่างไร!”
- - - - - - - - -
[1] ครึ่งชั่วยาม = 1 ชั่วโมง
