บทที่ 3
ศูนย์วิจัยยา เมืองปักกิ่ง
“เลยเวลาอาหารกลางวันมานานแล้วนะ รีบมากินข้าวกันเถอะ”
เสียงใสกระฉับกระเฉงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏกายของร่างบางในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาที่สวมทับชุดทำงาน ในมือของเธอถือกล่องอาหารมาสองกล่อง
“ฉันซื้อมาเผื่อเธอด้วยรีบมากินเร็วเข้า ยังมีงานทดลองที่ต้องทำต่ออีกนะ ทำเวลาหน่อย” มู่อิงเถา เพื่อนสนิทของเธอเอ่ยกระตุ้น น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตและความตื่นเต้นราวกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการอดหลับอดนอนไม่อาจทำอะไรเธอได้เลยสักนิด
“พวกเราไม่ได้ออกไปเที่ยวด้วยกันนานแค่ไหนแล้วนะ” หลิวหรงผิงเอ่ยพึมพำออกมาพลางสาวเท้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายเพื่อนสนิท
“เห็นอาจารย์เปรยๆ อยู่ว่า หากจบโครงการวิจัยชิ้นนี้แล้วพวกเราก็สามารถลาพักผ่อนยาวได้เลย”
“จริงหรือ! เธอแน่ใจนะ” หลิวหรงผิงเอ่ยถามด้วยความไม่มั่นใจนัก
เพราะที่ผ่านมาไม่ว่างานวิจัยชิ้นใดจะสำเร็จลุล่วงไปได้ทว่าพวกเธอกลับไม่ได้พักจริงจังสักที ทำให้หนนี้หลิวหรงผิงไม่เชื่อมั่นในคำพูดนั้นมากนัก
“ก็จริงน่ะสิ ฉันตรวจตารางงานแล้ว โล่งยาวพอให้เราสองคนเที่ยวได้ทั้งเดือนเลย”
หญิงสาวตอบพลางยิ้มสดใส หลิวหรงผิงส่ายหัวให้เพื่อนสนิทก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นคีบเนื้อหมูเข้าปากพลางเคี้ยวตุ้ยๆ สายตาจับจ้องไปที่มู่อิงเถาซึ่งกำลังดูดน้ำหวานจากแก้วอย่างเอร็ดอร่อย
‘วันๆ ดื่มแต่เครื่องดื่มรสหวานชงเข้มข้น แต่ทำไมถึงไม่มีทีท่าว่าจะอ้วนขึ้นเลยนะ’
เธอคิดในใจอย่างนึกอิจฉา
“เอาเถอะน่า ทดลองเพิ่มอีกสักสองครั้งก็เสร็จแล้ว อดทนอีกหน่อยนะ” มู่อิงเถาเอ่ยปลอบพลางหันไปหยิบหนังสือนิยายเล่มเล็กยัดใส่กระเป๋าเสื้อกาวน์เอาไว้
“เดี๋ยวนี้เธอหันมาอ่านนิยายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“อ่านคลายเครียดน่ะ”
ทว่าในระหว่างที่ทั้งสองกำลังนั่งสนทนากันอย่างเพลิดเพลิน โดยมิได้ทันสังเกตเลยว่าตอนนี้เริ่มมีควันสีขาวจางๆ ลอยล่องคละคลุ้งเข้ามาภายในห้องพักเสียแล้ว
หลิวหรงผิงผู้มีประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นไวเป็นเลิศ รีบหันขวับไปมองยังต้นตอก่อนจะเห็นร่างสูงของอาจารย์แพทย์ที่พวกเธอให้ความเคารพ วิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้องปฏิบัติการหลัก
“รีบหนีเร็วเข้า!”
“กะ…เกิดอะไรขึ้นหรือคะอาจารย์?”
“ไฟไหม้! ไม่ต้องสนใจอาหารพวกนั้นแล้ว รีบหนีเอาชีวิตรอดเร็วเข้า!”
เหล่านักวิทยาศาสตร์และแพทย์ในศูนย์วิจัยต่างพากันวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ทว่ายังไม่ทันที่สองเท้าของพวกเธอจะก้าวพ้นขอบประตูห้อง เสียงระเบิดกัมปนาทก็แผดลั่นขึ้นจากทางด้านหลัง หลิวหรงผิงหันกลับไปมอง สมองอันชาญฉลาดประมวลผลในเสี้ยววินาทีว่าไม่มีทางหนีพ้น
เธอจึงคว้าร่างของเพื่อนสนิทเข้ามากอดกำบังเอาไว้แน่น!
“ผิงเอ๋อ…ตื่นได้แล้ว!”
“ผิงเอ๋อ!”
เสียงเรียกแผ่วเบาสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ทว่าความเจ็บปวดแปลบที่แล่นพล่านในสมอง กลับฉุดรั้งไม่ให้เธอลืมตาตื่นขึ้นมาได้ในยามนี้
‘เสียงของใครกัน…’
แสงแดดอ่อนรำไรที่สาดส่องกระทบเปลือกตาไม่อาจปลุกให้เธอฟื้นตื่น ทว่ากลิ่นเหม็นสาบเข้มข้นของอะไรบางอย่างที่ลอยมาเตะจมูกกลับทำให้หลิวหรงผิงเริ่มรู้สึกตัว
ความหนักอึ้งในศีรษะเหนี่ยวรั้งให้เธออยากจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราต่อ ทว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์อันรุนแรงนั้นบีบบังคับให้เปลือกตาบางเริ่มกระพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ
“พระชายา! ท่านฟื้นแล้ว!”
“เสี่ยวเถา! พระชายาฟื้นแล้ว!”
เสียงหวีดร้องด้วยความยินดีของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นข้างหู เมื่อหญิงสาวลืมตาขึ้นเต็มตาก็พบใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของคนผู้หนึ่งที่กำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างกาย
ดวงตาของเด็กสาวบวมเป่งและแดงก่ำ ราวกับผ่านการร่ำไห้มาอย่างหนักหน่วงร่วมหลายชั่วโมง
‘ใครกัน…แล้วทำไมฉันจึงรู้สึกปวดหัวแทบระเบิดแบบนี้นะ’
ยิ่งเสียงคร่ำครวญทวีความดังมากขึ้นเท่าใด อาการปวดแปลบในหัวก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ประกอบกับร่างบอบบางถูกเขย่าด้วยแรงมหาศาล ทำให้เธอรู้สึกเจ็บร้าวไปถึงกระดูกซี่โครง
หลิวหรงผิงพยายามเบิกตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าที่พร่าเลือนก็ค่อยๆ ปรากฏชัดเจนจนทำให้เธองุนงงสับสนอย่างถึงที่สุด
เพราะสถานที่ที่เธอนอนอยู่นั้นไม่ใช่ห้องหับธรรมดา หรือห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล แต่กลับเป็นสถานที่แปลกตาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวและเหม็นสาบอย่างที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
หญิงสาวเบนสายตาตามเสียงร่ำไห้ มองเห็นสตรีสองคนที่มีใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเสื้อผ้าอาภรณ์ที่พวกเธอสวมใส่ ช่างดูคล้ายคลึงกับเครื่องแต่งกายในซีรีย์ย้อนยุคที่เธอเคยนั่งดูกับเพื่อนสนิทไม่มีผิดเพี้ยน!
‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!’
ความทรงจำสุดท้ายที่จำได้ชัดเจน คือเธอกำลังนั่งกินอาหารกลางวันกับเพื่อนสนิทในศูนย์วิจัยยาของมหาวิทยาลัยเอกซ์ หลังจากนั้นเสียงกรีดร้องเตือนภัยก็ดังลั่น
แต่เมื่อหันกลับไปมองสิ่งที่ปะทะสายตากลับมีเพียงลำแสงสีขาวสว่างจ้าส่องประกายวาบ เข้ากระแทกสะท้อนร่างของเธออย่างจัง
ร่างกายของเธอพลันเบาหวิวคล้ายปุยนุ่นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ สติสัมปชัญญะสุดท้ายดับวูบไปพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่น ทว่าเมื่อฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง…กลับพบว่าตนเองมาติดอยู่ในสถานที่แห่งนี้
‘ที่นี่คือที่ไหนกันแน่? เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแล้วคนแปลกหน้าในชุดโบราณเหล่านี้ล่ะเป็นใครกัน!’
