บทที่ 2
หลิวหรงผิงทอดสายตาหม่นหมองมองมือหนาที่ยื่นถ้วยยามาตรงหน้า ก่อนจะเบนสายตาเลยไปยังร่างสูงตระหง่านที่ยืนหันข้างให้
แม้ใบหน้าครึ่งซีกของเขาจะถูกปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากทองคำอันน่าเกรงขาม ทว่าสิ่งนั้นกลับมิอาจลดทอนความหล่อเหลาคมคายของเขาลงได้เลยสักนิด
สายตาของจวิ้นอ๋องทอดตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย โดยไม่คิดจะมองมาที่นางแม้เพียงหางตาหยาดน้ำตาเม็ดโตยังคงร่วงโรยเผาะๆ จากดวงตาคู่งามดูน่าเวทนาจับใจ
“แต่งงานกับข้าสมใจเจ้าแล้ว ทว่า…ข้าจะไม่มีวันยอมให้สายเลือดอันสูงส่งของข้าปะปนกับคนตระกูลหลิวเช่นเจ้าเด็ดขาด! ดื่มเข้าไปให้หมดไม่เช่นนั้น ข้าจะเป็นคนกรอกมันเข้าปากเจ้าด้วยตัวเอง!”
น้ำเสียงกร้าวข่มขู่เฉียบขาด ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่กรีดแทงหัวใจของนางจนแหลกสลาย
“และนับจากคืนนี้เป็นต้นไป ก็อย่าหวังว่าข้าจะก้าวเท้าเข้ามาแตะต้องเจ้าอีกแม้เพียงปลายนิ้ว สตรีน่ารังเกียจและแพศยาเช่นเจ้า…ไม่คู่ควรกับข้าเลยสักนิด!”
หลิวหรงผิงสะอื้นไห้จนตัวโยน หัวใจแหลกลาญยับเยิน นางกลั้นใจยกถ้วยยาขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มรวดเดียวจนน้ำยาสีเข้มไหลลงคอรสชาติขมของโอสถชามนั้น ยังมิอาจเทียบเคียงความขมขื่นที่เกาะกินหัวใจของนางในยามนี้ได้เลย
เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นของกลุ่มคนค่อยๆ เดินลับหายไปจากเรือนแห่งนี้ เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ ‘เรือนเฟิ่งอวี้’ ก็จมดิ่งลงสู่ความเงียบงันอันวังเวงอีกครั้ง
สายฝนเริ่มตกลงมากระทบหลังคาดังก้องสนั่นหวั่นไหว ทว่ากลับมิอาจขับไล่ความอ้างว้างในจิตใจของนางให้คลายลงได้
หลิวหรงผิงนั่งคุดคู้กอดเข่าหยาดน้ำตาไหลรินเป็นสายไม่ขาดตอน สตรีผู้เคยเพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติและเป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษทั่วทั้งใต้หล้า บัดนี้กลับถูกทอดทิ้งให้เดียวดายในเรือนหอท้ายจวนอย่างไร้ค่า
นางพยุงร่างอันอ่อนแรงลุกขึ้นจากเตียงนอนที่มีแต่ร่องรอยความบอบช้ำ ก้าวเท้าเปลือยเปล่าเหยียบย่ำลงบนพื้นเรือนอันเย็นเยียบ เดินออกไปสู่สวนดอกไม้หน้าเรือน เงยหน้ารูปไข่รับหยาดน้ำฝนที่ตกโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง
พลันร่างบางอรชรก็เริ่มร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะปะปนเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้น ดังก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ
เสียงคร่ำครวญอันโหยหวนแว่วดังไปถึงเรือนใหญ่ คล้ายเสียงกรีดร้องของภูตผีปีศาจจนบ่าวรับใช้ในจวนต่างหวาดผวาไม่มีผู้ใดกล้าโผล่หน้าออกมาดูเลยแม้แต่คนเดียว
สาวใช้คนสนิททั้งสองเมื่อได้ยินเสียงผิดปกติก็รีบวิ่งหน้าตื่นออกมายังสวนดอกไม้หน้าเรือน พยายามดึงรั้งร่างของพระชายาให้กลับเข้าเรือน ทว่าร่างบางกลับดิ้นรนขัดขืน
ดึงดันจนทั้งสามร่างเสียหลักหงายหลังล้มลงไปบนพื้นดินที่เปรอะเปื้อนโคลนตมด้วยกัน
“พวกเจ้ามาเล่นสนุกกับข้าแล้วหรือ? มาสิ…มาเล่นกัน ข้าเหงาเหลือเกิน…”
น้ำเสียงไร้เดียงสาเอื้อนเอ่ยออกมาท่ามกลางสายฝนที่เริ่มเทกระหน่ำลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ สาวใช้ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันด้วยความโศกเศร้าและจนปัญญา
‘พระชายาผู้เคยสง่างามของพวกนาง เหตุใดเพียงชั่วข้ามคืนจึงสิ้นสติกลายเป็นคนวิปลาสไปเช่นนี้ได้…’
เพียงชั่วข้ามคืนเรื่องราวของคุณหนูรองตระกูลหลิวที่สติฟั่นเฟือนก็แพร่กระจายราวกับไฟลามทุ่ง ไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ต่างลือกันว่าพระชายาจวิ้นอ๋องคงตื่นตระหนกตกใจเมื่อได้เห็นโฉมหน้าภายใต้หน้ากากของผู้เป็นสวามีจนเสียสติ
จากสตรีงามล่มเมืองกลับกลายเป็นคนบ้าคลั่งพูดจาไม่รู้ความ ช่างน่าเวทนาจับใจยิ่งนัก
วันเวลาผ่านไปร่วมเดือน หลิวหรงผิงยังคงถูกกักขังให้อยู่แต่ภายในเรือนเฟิ่งอวี้อันอ้างว้าง ในกลางดึกคืนหนึ่งพายุฝนฟ้าคะนองพัดกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรงเฉกเช่นทุกคืน
นางนั่งกอดเข่าอยู่ตรงระเบียงหน้าเรือน ทันใดนั้นสายตาที่เลื่อนลอยก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างลึกลับสายหนึ่ง กำลังเดินผ่าสายฝนตรงเข้ามาหานาง
ร่างที่พร่าเลือนขยับเข้าใกล้เรื่อยๆ ก่อนจะยื่นมือเรียวบางออกมา คล้ายจะชักชวนให้หลิวหรงผิงเดินตามไป
หญิงสาวผู้ไร้ซึ่งสติลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าตามแรงดึงดูดอันลึกลับ นางเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงขอบบ่อน้ำลึกท้ายสวนดอกไม้
‘มาสิ…’
เสียงกระซิบแผ่วเบาทว่าแจ่มชัดในหัวของนาง เย้ายวนชวนให้หญิงสาวก้าวเข้าหาความมืดมิด
เท้าเปลือยเปล่าขยับเข้าใกล้ขอบบ่อขึ้นทีละก้าว
ทันใดนั้นเสียงหวีดร้องแหลมสูงด้วยความตื่นตระหนกที่ดังมาจากเบื้องหลัง ทำให้หญิงสาวชะงักแล้วค่อยๆ เหลียวหน้ากลับไปมอง
ภาพใบหน้าที่ซีดเผือดด้วยความตกใจสุดขีดของ เสี่ยวเถา และ ซิ่วอิง สาวใช้คนสนิทที่จ้องมองมาทำให้ริมฝีปากบางของหลิวหรงผิงค่อยๆ คลี่รอยยิ้มออกมาบางเบา
นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า ในชั่วชีวิตที่พังทลายนี้ จะยังมีคนห่วงใยสตรีร้ายกาจและน่ารังเกียจเช่นนางอยู่อีก…
“ข้าขอโทษนะ…” นางเอ่ยกระซิบฝากสายลม
เท้าเปลือยเปล่าเหยียบย่ำลงบนผืนดินขอบตลิ่งที่อ่อนตัวลงเพราะโอบอุ้มน้ำฝนไว้จนชุ่มฉ่ำพื้นดินพลันทรุดฮวบลง
ร่างบอบบางทั้งร่างจึงหงายหลังพลัดร่วงหล่นลงสู่สระน้ำอันลึกและกว้างใหญ่เบื้องล่างทันที!
“พระชายา!”
