บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 : บุกรุกถึงถิ่น... หยั่งเชิงบุรุษน้ำแข็ง

บทที่ 3 : บุกรุกถึงถิ่น... หยั่งเชิงบุรุษน้ำแข็ง

เวลาล่วงเลยผ่านไปสามวันนับตั้งแต่วีรกรรม ‘สั่งสอนบ่าวไพร่’ ของจ้าวชิงเยว่ ข่าวลือเรื่องความโหดเหี้ยมและเด็ดขาดของพระชายาเอกแพร่สะพัดไปทั่วจวนชินอ๋องราวกับไฟลามทุ่ง บัดนี้ ไม่มีสาวใช้หรือบ่าวรับใช้คนใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรงเมื่อเดินผ่านหน้าเรือนหอ อาหารการกินและเครื่องใช้ทุกอย่างถูกจัดเตรียมมาให้อย่างดีเลิศที่สุด ชนิดที่ว่าหากมีฝุ่นเกาะแม้แต่ริ้นไรเดียว พวกเขาก็กลัวว่าจะถูกสั่งโบยจนหลังลาย

จ้าวชิงเยว่นั่งพิงพนักเก้าอี้กุหลาบอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวกรีดพลิกหน้ากระดาษบัญชีของเรือนหลังที่นางเพิ่งสั่งให้พ่อบ้านใหญ่นำมาส่งเมื่อเช้า ดวงตาหงส์กวาดมองตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะแค่นยิ้มหยัน

“ช่องโหว่เต็มไปหมด มิน่าเล่า... ถึงได้มีปลวกแมลงแอบสูบเลือดสูบเนื้อจวนอ๋องมาตั้งหลายปี”

ชุนเอ๋อร์ที่ยืนคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้างลอบกลืนน้ำลาย นางไม่เข้าใจตัวเลขพวกนั้นหรอก แต่เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบของพระชายาแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีคนชะตาขาดอีกแน่

“ชุนเอ๋อร์”

“พะ...เพคะพระชายา!”

“ไปเตรียมน้ำชา ‘หลงจิ่ง’ ยอดอ่อนที่สุดมาให้ข้าหนึ่งกา แล้วเตรียมเตาอุ่นชาใส่ถาดมาด้วย” จ้าวชิงเยว่ปิดสมุดบัญชีดังป้าบ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดชายกระโปรงสีโอรสอ่อนที่ขับเน้นความอ่อนหวานทว่าซ่อนความเย้ายวนเอาไว้ “ข้าจะไปเยือนเรือนเหมันต์รำลึกเสียหน่อย ปล่อยให้สามีทำงานหนักอยู่ผู้เดียว ภรรยาเช่นข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร”

ชุนเอ๋อร์เบิกตากว้าง “ตะ...แต่ว่า เรือนเหมันต์รำลึกเป็นเขตหวงห้ามนะเพคะ หากท่านอ๋องไม่อนุญาต แม้แต่อนุภรรยาคนโปรดก็ยังเข้าไม่ได้...”

“อนุภรรยาก็ส่วนอนุภรรยา ข้าคือภรรยาเอก” จ้าวชิงเยว่ปรายตามอง “ไปเตรียมของมา”

“เพคะ!”

ครึ่งชั่วยามต่อมา ร่างบางระหงก็มายืนอยู่หน้าประตูเรือนเหมันต์รำลึก บรรยากาศรอบเรือนนี้เงียบสงัดและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตของทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่ทุกมุม เกาเฟิง องครักษ์คนสนิทของเซี่ยหยางเจี้ยนก้าวออกมายืนขวางหน้าประตูทันทีที่เห็นนาง

“ถวายบังคมพระชายา ท่านอ๋องกำลังยุ่งอยู่กับราชการด่วน ไม่สะดวกให้ผู้ใดเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ” เกาเฟิงประสานมือบ่ายเบี่ยงอย่างสุภาพ ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่นไม่ยอมโอนอ่อน

จ้าวชิงเยว่ไม่ได้มีท่าทีขุ่นเคือง นางเพียงแค่ยกยิ้มบางๆ “องครักษ์เกา ท่านอ๋องยุ่งเรื่องงานราชการ ข้าย่อมเข้าใจ แต่เรื่องที่ข้ามาวันนี้ คือเรื่อง ‘ความอยู่รอด’ ของจวนอ๋อง หากท่านอ๋องมัวแต่รบราฆ่าฟันอยู่แนวหน้า แต่หลังบ้านกลับถูกปลวกแมลงกัดกินจนกลวงโบ๋ ท่านคิดว่าท่านอ๋องจะยังมีกะจิตกะใจจับดาบอยู่อีกหรือ?”

นางยกสมุดบัญชีปึกใหญ่ในมือขึ้นมาให้ดู “หลีกทางเถิด ข้ามีเรื่องต้องหารือกับสวามี... หากท่านอ๋องโกรธกริ้ว ข้าจะรับผิดชอบเอง”

เกาเฟิงมองสมุดบัญชีสลับกับใบหน้างดงามที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของพระชายา เขายังจำเหตุการณ์ที่ลานหน้าเรือนเมื่อสามวันก่อนได้ดี สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะต่อกรด้วยง่ายๆ และเหตุผลที่นางอ้างก็น่าฟังจนเขาไม่อาจหาข้อโต้แย้ง สุดท้ายองครักษ์หนุ่มจึงจำใจถอยหลบทางให้

“ขอบใจ” จ้าวชิงเยว่แย้มยิ้ม ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไปด้วยตนเอง

ภายในห้องหนังสืออันกว้างขวาง เซี่ยหยางเจี้ยนกำลังขมวดคิ้วจดจ่ออยู่กับแผนที่ค่ายกลบนโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า รังสีสังหารก็แผ่ซ่านออกจากร่างทันที

“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามรบกวน!” เขาตวาดลั่นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง

“เสียงดังปานนี้ ระวังคอจะอักเสบนะเพคะท่านอ๋อง”

น้ำเสียงหวานใสที่เจือความหยอกเย้าคุ้นหู ทำเอาเซี่ยหยางเจี้ยนชะงักกึก เขาเงยหน้าขึ้นขวับ นัยน์ตาดุดันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้ที่บุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามของเขาคือใคร

จ้าวชิงเยว่เดินถือถาดน้ำชาและสมุดบัญชีเข้ามาด้วยท่วงท่าเนิบนาบ ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน นางวางถาดลงบนโต๊ะเล็กข้างๆ ก่อนจะหอบสมุดบัญชีเดินตรงเข้ามาหาเขาที่โต๊ะทำงาน

“ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามา จ้าวชิงเยว่” น้ำเสียงของเขากดต่ำ เย็นเยียบจนแทบจะแช่แข็งคนฟังได้

“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องรายงานสวามี ย่อมต้องมาด้วยตนเองเพคะ” นางตอบหน้าตาเฉย วางสมุดบัญชีปึกใหญ่ลงบนโต๊ะทำงานของเขา “สามวันมานี้ ข้าตรวจดูบัญชีรายรับรายจ่ายของเรือนหลังทั้งหมด พบว่ามีรายจ่ายที่สูญเปล่าและราคาของใช้ที่ถูกเบิกเกินจริงไปถึงสามส่วน... บ่าวไพร่ที่ท่านอ๋องทรง ‘เมตตา’ ดูเหมือนจะลอบทุจริตเงินของจวนไปไม่น้อยเลยทีเดียว”

เซี่ยหยางเจี้ยนขมวดคิ้ว เขาก้มมองสมุดบัญชีที่ถูกกางออก รอยหมึกสีชาดขีดวงกลมเน้นย้ำจุดที่มีตัวเลขผิดปกติไว้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบ เขารู้ดีว่ามีบ่าวไพร่บางคนยักยอกเงิน แต่ไม่คิดว่ามันจะมากมายถึงเพียงนี้ และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... คือสตรีที่ใครๆ ก็ด่าว่าโง่งมตรงหน้าเขา กลับสามารถอ่านบัญชีที่ซับซ้อนและจับผิดตัวเลขเหล่านี้ได้ภายในเวลาแค่สามวัน!

ความประหลาดใจพาดผ่านนัยน์ตาของบุรุษหนุ่มไปวูบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะรีบซ่อนมันไว้ภายใต้หน้ากากน้ำแข็งตามเดิม

“นี่คือหน้าที่ของพ่อบ้าน ไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า” เขาปัดสมุดบัญชีออกห่างตัว “หมดธุระแล้วก็ไสหัวไปซะ ข้ามีงานต้องทำ”

“เรื่องบัญชีอาจจะจบแล้ว...” จ้าวชิงเยว่ลากเสียงยาว มุมปากยกยิ้มร้ายกาจขึ้นทีละนิด “แต่ธุระของข้า... เพิ่งจะเริ่มเพคะ”

แทนที่นางจะยอมถอยออกไปตามคำไล่ จ้าวชิงเยว่กลับก้าวเดินอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่เข้ามาประชิดตัวเขา!

เซี่ยหยางเจี้ยนตัวแข็งทื่อ กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนเกร็งเขม็งโดยสัญชาตญาณ เขากำลังจะอ้าปากตวาดไล่อีกครั้ง แต่นางกลับชิงจังหวะรินน้ำชาหลงจิ่งที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยื่นมาจ่อที่ริมฝีปากเขาเสียก่อน

“ท่านอ๋องทำงานหนักตรากตรำ ดื่มชาบำรุงหยางสักหน่อยเถิดเพคะ”

จังหวะที่นางโน้มตัวลงมานั้นใกล้ชิดเสียจนเขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างบาง ชายแขนเสื้อกว้างของนางเลื่อนตกลงเล็กน้อย เผยให้เห็นลำแขนขาวผ่องและลาดไหล่เนียนละเอียดที่โผล่พ้นสาบเสื้อ กลิ่นหอมของดอกอวี้หลานที่เคยปั่นป่วนประสาทเขากลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ราวกับมอมเมาสติสัมปชัญญะของเขาให้พร่ามัว

“ถอยออกไป” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามเอนตัวหลบไปด้านหลังเพื่อรักษาระยะห่าง

แต่นางเอกสายรุกมีหรือจะยอมปล่อยเหยื่อไปง่ายๆ? จ้าวชิงเยว่ขยับตาม รอยยิ้มเย้ายวนบนใบหน้างดงามนั้นดูอันตรายยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดที่เขาเคยเผชิญ

“ข้าเป็นภรรยา การปรนนิบัติสามีใกล้ชิดเช่นนี้ผิดตรงไหนหรือเพคะ? หรือว่าท่านอ๋อง... ทรงเกรงกลัวสิ่งใด?” นางจงใจกดเสียงให้แหบพร่าลงเล็กน้อย นัยน์ตาหงส์ทอดมองริมฝีปากที่เม้มแน่นของเขาอย่างสื่อความหมาย

ความท้าทายในน้ำเสียงของนาง ทำให้เส้นความอดทนของพญายมหน้าหยกขาดผึง!

หมับ!

มือใหญ่ที่เต็มไปด้วยพละกำลังคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของนางอย่างรวดเร็วและบีบแน่นจนถ้วยชาในมือนางสั่นไหว น้ำชาร้อนๆ บางส่วนหกกระฉอกรดหลังมือของเขา แต่เซี่ยหยางเจี้ยนไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขาดึงร่างของนางให้กระชากเข้ามาใกล้จนหน้าอกของนางปะทะกับแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งดั่งหินผาของเขา

“เจ้าคิดว่าข้าอ่านเกมของเจ้าไม่ออกหรือ จ้าวชิงเยว่?” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ลมหายใจร้อนระอุรินรดพวงแก้มขาวเนียน “เจ้าอยากจะทดสอบความอดทนของข้า... อยากรู้ว่าข้าจะกล้าทำลายสตรีที่ฮ่องเต้ประทานมาให้หรือไม่!”

หากเป็นสตรีอื่นคงตกใจกลัวจนสิ้นสติไปแล้วที่ถูกชินอ๋องคุกคามในระยะประชิดเช่นนี้ ทว่าจ้าวชิงเยว่กลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางไม่ขัดขืน แต่กลับจงใจทิ้งน้ำหนักตัวพิงอกกว้างของเขาอย่างออดอ้อน

“ท่านอ๋องประเมินข้าสูงเกินไปแล้วเพคะ ข้าไม่ได้คิดซับซ้อนถึงเพียงนั้น...” นางช้อนตามองเขา แววตาเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับชวนหลงใหล “ข้าก็แค่... เห็นว่าสามีของข้าหล่อเหลาเอาการ ถึงจะเย็นชาไปนิด ดุไปหน่อย แต่ก็... ‘น่ากิน’ ไม่หยอก ข้าก็เลยอยากจะเข้าใกล้... เผื่อว่าน้ำแข็งก้อนนี้จะละลายเพราะไฟในตัวข้าบ้าง ก็เท่านั้นเอง”

“เจ้า... หน้าไม่อาย!”

เซี่ยหยางเจี้ยนเบิกตากว้างกับคำสารภาพที่ตรงไปตรงมาและหยาบโลนเกินกว่าสตรีในห้องหอจะกล้าเอื้อนเอ่ย หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เลือดในกายสูบฉีดจนใบหูและลำคอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนให้จนมุมด้วยเสน่ห์ที่ล้นเหลือของนาง

เขาอยากจะผลักนางออก อยากจะโยนนางออกไปนอกห้องเสียเดี๋ยวนี้ แต่สัมผัสที่ข้อมือบางและกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยแตะจมูกกลับตรึงร่างของเขาไว้แน่นคล้ายถูกมนต์สะกด ยิ่งเขาจ้องมองริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่เผยอขึ้นเล็กน้อยนั่น เขาก็ยิ่งรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาอย่างประหลาด

จ้าวชิงเยว่มองเห็นความสับสนและความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในแววตาของเขา นางรู้ดีว่าสุนัขป่าตัวนี้กำลังสับสนและใกล้จะตบะแตกเต็มที แต่ถ้ารุกหนักกว่านี้เหยื่ออาจจะตื่นตูมได้ การค่อยๆ หยอดทีละนิดให้ทุรนทุรายเล่นต่างหาก คือศิลปะของการยั่ว!

นางค่อยๆ บิดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะยกปลายนิ้วขึ้นมาจัดระเบียบปกเสื้อของเขาที่ยับย่นเล็กน้อยจากการดึงรั้งเมื่อครู่

“วันนี้ข้าคงรบกวนเวลาทำงานของท่านอ๋องมากเกินไปแล้ว... บัญชีพวกนั้น ข้าฝากให้ท่านพิจารณาด้วยนะเพคะ” นางถอยห่างออกมาก้าวหนึ่ง ส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่ทำเอาคนมองตาพร่า “อ้อ... รอยน้ำชาที่หกใส่หลังมือท่าน รีบเช็ดออกเถิดเพคะ ปล่อยไว้นาน... ประเดี๋ยวจะ ‘ร้อน’ จนทนไม่ไหว”

กล่าวจบนางก็หันหลังเดินกรีดกรายออกจากห้องหนังสือไป ปล่อยให้บุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นต้องยืนแข็งทื่ออยู่กับที่

เซี่ยหยางเจี้ยนก้มลงมองมือของตนเองที่ยังคงค้างอยู่ในอากาศ สัมผัสถึงความนุ่มละมุนและอุณหภูมิร่างกายของนางยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว ไม่ยอมจางหายไปไหน เขาหลับตาลงแน่น สูทลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกั้นอารมณ์พลุ่งพล่านที่กำลังปะทุขึ้นในอก

‘บัดซบ! สตรีผู้นี้เป็นปีศาจจิ้งจอกจำแลงมาหรืออย่างไร!’ เขาเค่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ พยายามปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้หวั่นไหว ทว่าจังหวะการเต้นของหัวใจที่บ้าคลั่งอยู่ในอก ซ้ำยังดังก้องไปทั่วห้องที่เงียบสนิท กลับเป็นหลักฐานชิ้นดีที่ไม่อาจโกหกได้เลยว่า... กำแพงน้ำแข็งของเขากำลังถูกไฟแห่งมารยาเผาผลาญจนเริ่มหลอมละลายเสียแล้ว!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel