บทย่อ
เมื่อ ‘จ้าวชิงเยว่’ นักเขียนนิยายสาวชื่อดัง ต้องทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของบุตรสาวขุนนางผู้ถูกทอดทิ้ง นางไม่ได้มาเพื่อร้องขอความเมตตา แต่มาเพื่อวางหมากกระดานใหม่ด้วยมันสมองและจริตจิ้งจอกสาว! จากคุณหนูผู้อ่อนแอ กลายเป็นเจ้าของ ‘หอชิงเหยียน’ กิจการลับที่กุมความลับและอำนาจการค้าไว้ในกำมือ ทว่า... แผนการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์บนกองเงินกองทองกลับพังพินาศ เมื่อนางถูกส่งตัวไปเป็น ‘บรรณาการ’ ให้กับ ‘เซี่ยหยางเจี้ยน’ ชินอ๋องผู้ทรงอำนาจที่ได้ฉายาว่า พญายมแห่งสนามรบ บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพปั้นแต่หัวใจเย็นชาปานน้ำแข็ง เขาคือมัจจุราชที่ใครก็ไม่กล้าสบตา และขึ้นชื่อว่าเกลียดสตรีที่ชอบปั่นหัวคนเป็นที่สุด! “เจ้าเป็นใครกันแน่... จิ้งจอกน้อย หรือปีศาจที่ส่งมาลองดีกับข้า?” ท่ามกลางไฟสงครามชิงบัลลังก์และการลอบสังหารที่ดุเดือด จ้าวชิงเยว่ต้องใช้ทุกกลยุทธ์เพื่อเอาตัวรอด จากศัตรูที่คอยจ้องจับผิด กลับกลายเป็นความหลงใหลที่ยากจะถอนตัว พญายมผู้ไม่เคยออมมือให้ใคร กลับกลายเป็นบุรุษคลั่งรักที่พร้อมจะสังหารล้างบางทุกคนที่กล้าแตะต้อง ‘คนของเขา’ เพียงปลายก้อย! “แผ่นดินนี้ข้าอาจจะยกให้ใครก็ได้... แต่ร่างกายและหัวใจของเจ้า ข้าไม่มีวันยกให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น!”
บทนำ : คืนมงคลที่หนาวเหน็บกว่าเหมันต์
บทนำ : คืนมงคลที่หนาวเหน็บกว่าเหมันต์
กลิ่นกำยานมงคลที่ควรจะหอมอบอวลชวนให้จิตใจรัญจวน กลับฉุนจัดจนชวนให้รู้สึกอึดอัด แสงเทียนสีแดงเล่มใหญ่สลักลายมังกรหงส์สลัวรางวูบไหวอยู่มุมห้อง สะท้อนเงาของร่างบางในชุดมงคลสีแดงสดที่นั่งนิ่งสนิทอยู่บนเตียงไม้หนานมู่
ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงปักดิ้นทองบดบังวิสัยทัศน์จนสิ้น ทว่าไม่อาจบดบังความทรงจำมากมายที่เพิ่งหลั่งไหลเข้ามาในหัวของ ‘จ้าวชิงเยว่’
ใช่... นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูใหญ่จวนราชครู ผู้มีรูปโฉมงดงามล่มเมือง แต่กลับมีนิสัยร้ายกาจ เอาแต่ใจ และเป็นที่เกลียดชังของผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวง และที่ตลกร้ายที่สุดคือ ร่างนี้เพิ่งจะถูกฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้แต่งเข้าจวนของ ‘เซี่ยหยางเจี้ยน’ ชินอ๋องผู้กุมอำนาจทางการทหาร บุรุษผู้ได้ฉายาว่าพญายมหน้าหยก... ผู้ซึ่งเกลียดชังสตรีมารยาเข้ากระดูกดำ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้สลักถูกผลักออกอย่างแรง ไร้ซึ่งความทะนุถนอมตามธรรมเนียม ลมหนาวของยามวิกาลพัดกรรโชกเข้ามาจนเปลวเทียนมงคลวูบดับไปหนึ่งเล่ม พร้อมกับกลิ่นอายเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากร่างสูงใหญ่ของผู้ที่ก้าวเข้ามา
จ้าวชิงเยว่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลผ่านผืนผ้าคลุมหน้า เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง ไม่มีเสียงของแม่สื่อ ไม่มีเสียงของสาวใช้ ทุกอย่างเงียบสงัดราวกับป่าช้า มากกว่าจะเป็นห้องหอ
ฟึ่บ!
ผ้าคลุมหน้ามงคลถูกเลิกขึ้น ไม่ใช่ด้วยคันชั่งหยกตามประเพณี แต่เป็นปลายนิ้วหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการจับดาบ ชายผ้าสีแดงร่วงหล่นลงบนตัก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ราวกับถูกสลักเสลาขึ้นจากหยกน้ำแข็ง เซี่ยหยางเจี้ยนสวมชุดมงคลสีแดงเช่นเดียวกัน ทว่าสีแดงนั้นกลับไม่อาจขับเน้นความอบอุ่นใดๆ จากแววตาดุดันคู่นั้นได้เลย
สายตาของเขามองกดลงมาที่นาง... ราวกับกำลังมองเศษขยะชิ้นหนึ่ง
"อย่าคิดว่าราชโองการของเสด็จพี่ จะบีบบังคับให้ข้าต้องปฏิบัติต่อเจ้าเฉกเช่นภรรยา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังขึ้นทำลายความเงียบ มันราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ทว่ากลับเสียดแทงทะลุถึงขั้วหัวใจ หากเป็นจ้าวชิงเยว่คนเดิม คงได้น้ำตาร่วงหล่นและกรีดร้องโวยวายด้วยความอัปยศไปแล้ว
ทว่าจ้าวชิงเยว่คนนี้... เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"หน้าที่ของเจ้าในจวนอ๋องแห่งนี้ มีเพียงการหุบปากให้สนิท และอย่าวุ่นวายกับคนของข้า" เซี่ยหยางเจี้ยนแค่นเสียงหยัน นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงอย่างคุกคาม "จำเอาไว้จ้าวชิงเยว่ อย่าหวังว่าข้าจะแตะต้องสตรีมารยาเช่นเจ้า และอย่าได้คิดสวมหมวกเขียวให้ข้าเป็นอันขาด หากเจ้ากล้าล้ำเส้น... ข้าจะส่งศพเจ้ากลับจวนราชครูด้วยตัวข้าเอง"
บุรุษหนุ่มสะบัดชายแขนเสื้อ หันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องหอไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองจอกสุรามงคลที่วางอยู่บนโต๊ะ ทิ้งให้เจ้าสาวของตนต้องเผชิญกับความอัปยศและคำครหาในเช้าวันรุ่งขึ้น
ทว่า... ก่อนที่ฝีเท้าของเขาจะก้าวพ้นธรณีประตู เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความเกียจคร้านกลับดังขึ้นด้านหลัง
"ท่านอ๋องโปรดวางใจ..."
เท้าที่กำลังจะก้าวเดินชะงักงัน เซี่ยหยางเจี้ยนเหลียวใบหน้ากลับมามองเพียงครึ่ง มุมปากของฮูหยินป้ายแดงที่ควรจะบิดเบี้ยวด้วยความเสียใจ กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงามที่ไปไม่ถึงดวงตา นางเอื้อมมือปลดมงกุฎหงส์ทองคำที่หนักอึ้งบนศีรษะออกอย่างเชื่องช้า โยนมันทิ้งลงบนเตียงราวกับของไร้ค่า ก่อนจะปรายตามองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้เป็นสามี
"สตรีมารยาเช่นข้า... ไม่นิยมกินเต้าหู้ที่เย็นชืดและแข็งกระด้างเช่นท่านหรอกเพคะ คืนนี้ฝนตกอากาศเย็นจัด... ท่านอ๋องก็ห่มผ้าให้หนาหน่อยแล้วกัน ประเดี๋ยวจะหาว่าภรรยาไม่ห่วงใย"
นัยน์ตาสีเข้มของพญายมหน้าหยกวูบไหวไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะแค่นเสียงหึในลำคอแล้วก้าวเดินออกไป ทิ้งให้บานประตูเปิดอ้ากว้างรับลมหนาว
เมื่อแผ่นหลังนั้นลับสายตา จ้าวชิงเยว่ก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นางลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะ รินสุรามงคลลงในจอกทั้งสองใบ ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
เย็นชืดและแข็งกระด้างงั้นหรือ? ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ ริมฝีปากอิ่มสีชาดเหยียดยิ้มร้ายกาจ
ก็มาคอยดูกัน... ว่าน้ำแข็งที่ว่าแน่ จะทนไฟร้อนๆ ของมารยาหญิงอย่างข้าได้สักกี่น้ำ!

