บทที่ 2 : พยัคฆ์หน้านิ่ง กับ ฮูหยินหน้ามึน - 1
บทที่ 2 : พยัคฆ์หน้านิ่ง กับ ฮูหยินหน้ามึน
ณ เรือนเหมันต์รำลึก ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานและหอตำราส่วนตัวของชินอ๋องเซี่ยหยางเจี้ยน บรรยากาศภายในห้องนั้นเย็นเยียบและเงียบสงัดราวกับสุสาน กลิ่นหมึกหอมชั้นดีลอยอวลผสมกับกลิ่นกระดาษเซวียนจื่อ บุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนด้วยดิ้นเงินกำลังนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง คิ้วกระบี่พาดเฉียงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นัยน์ตาสีรัตติกาลดุดันจดจ่ออยู่กับฎีกาลับและแผนที่ค่ายกลทางทหาร
เซี่ยหยางเจี้ยนคือแม่ทัพผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน เขาเกลียดความวุ่นวาย เกลียดความอ่อนแอ และที่เกลียดที่สุดคือ... สตรีมารยาที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมในเรือนหลังเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน การที่เสด็จพี่บีบบังคับให้เขาแต่ง ‘จ้าวชิงเยว่’ สตรีที่ได้ชื่อว่าร้ายกาจและไร้สมองที่สุดในเมืองหลวงเข้ามา เป็นดั่งการโยนก้อนกรวดน่ารำคาญลงในสระน้ำที่เงียบสงบของเขา เขาตั้งใจจะปล่อยให้นางเน่าตายไปในเรือนท้ายจวน โดยไม่คิดจะชายตามอง
“เรียนท่านอ๋อง...”
เสียงทุ้มของ ‘เกาเฟิง’ องครักษ์คนสนิทดังขึ้นที่หน้าประตู ทำลายความเงียบในห้องลง เซี่ยหยางเจี้ยนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกระดาษ เพียงแค่เปล่งเสียงตอบรับสั้นๆ ในลำคอ
“มีเรื่องอันใด”
“เกิดเรื่องที่เรือนของพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” เกาเฟิงรายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ป้าหลิวและสาวใช้ในเรือนหลังกว่าสิบคน ถูกพระชายาสั่งให้ไปคุกเข่าตากแดดอยู่ที่ลานหน้าเรือนตั้งแต่ต้นยามซื่อ (09.00 น.) ตอนนี้มีสาวใช้สองคนเป็นลมล้มพับไปแล้ว แต่พระชายาก็ยังไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปช่วยพ่ะย่ะค่ะ”
ปลายพู่กันในมือของเซี่ยหยางเจี้ยนชะงัก หยดหมึกสีดำร่วงเผาะลงบนกระดาษจนเกิดรอยด่าง เขาวางพู่กันลงช้าๆ นัยน์ตาที่เคยสงบนิ่งวูบไหวด้วยประกายโทสะจางๆ
“เพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่ทันพ้นวัน ก็คิดจะวางอำนาจก้าวก่ายคนของข้าแล้วงั้นหรือ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา “นางคงคิดว่าราชโองการของฮ่องเต้เป็นเครื่องรางคุ้มหัว จนข้าไม่กล้าแตะต้องนางสินะ”
“ท่านอ๋องจะให้กระหม่อมไปจัดการระงับคำสั่งหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่ต้อง” เซี่ยหยางเจี้ยนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนเกาเฟิงต้องลอบกลืนน้ำลาย “ข้าจะไปดูด้วยตาตัวเอง ว่าสตรีโง่งมผู้นั้นจะเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้มาทำกำเริบเสิบสานในอาณาเขตของข้า”
ชายอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มสะบัดพริ้วตามแรงก้าวเดินอันหนักหน่วง รังสีฆ่าฟันที่ติดตัวมาจากการทำศึกทำเอาบ่าวไพร่ที่เดินสวนทางมาต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบตัวสั่นเทา เซี่ยหยางเจี้ยนก้าวตรงไปยังเรือนหอด้วยความหงุดหงิด เขาเตรียมใจมาแล้วว่าคงจะได้เห็นภาพสตรีร้ายกาจกำลังกรีดร้องด่าทอ หรือไม่ก็บีบน้ำตาเรียกร้องความสนใจเหมือนที่สตรีเหล่านั้นชอบทำ
ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำเอาคิ้วกระบี่ต้องขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
ณ ลานกว้างหน้าเรือนหอ ป้าหลิวและสาวใช้นับสิบกำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่กลางแดดจัด ใบหน้าแต่ละคนซีดเผือด เหงื่อไหลโทรมกาย บางคนถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไร้เสียง แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของชินอ๋องกลับไม่ใช่ภาพการลงโทษอันโหดร้ายนั้น แต่เป็นร่างบางของสตรีผู้เป็นต้นเหตุ ซึ่งกำลังนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนตั่งไม้บุกำมะหยี่ใต้ร่มไม้ใหญ่
จ้าวชิงเยว่อยู่ในชุดกระโปรงสีแดงสดที่ขับเน้นผิวขาวผ่องราวกับหยกไขมันแกะ เส้นผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นหลวมๆ ปักปิ่นระย้าทองคำที่สั่นไหวไปมาตามแรงขยับ ในมือเรียวบางถือถ้วยชาเคลือบศิลาชั้นดี นางกำลังจิบชาอย่างเชื่องช้า พลางทอดสายตามองเหล่าสาวใช้ด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความอาฆาตมาดร้าย ราวกับกำลังนั่งชมดอกไม้ร่วงหล่นในฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ปาน
บรรยากาศรอบตัวนางดูผ่อนคลายและเย้ายวนอย่างประหลาด จนเซี่ยหยางเจี้ยนเผลอชะงักฝีเท้าไปเสี้ยววินาที... นี่ใช่จ้าวชิงเยว่ สตรีไร้สมองที่เอาแต่วิ่งตามบุรุษและกรีดร้องโวยวายผู้นั้นแน่หรือ?
ทว่าความหงุดหงิดที่นางกล้าล้ำเส้นทำให้เขาปัดความคิดนั้นทิ้งไป ชายหนุ่มก้าวอาดๆ เข้าไปหา ดุดันราวกับพายุที่พัดเข้าทำลายความสงบ
“จ้าวชิงเยว่!” น้ำเสียงตวาดกร้าวของเขาดังลั่นลานกว้าง ทำเอาป้าหลิวและสาวใช้สะดุ้งสุดตัวรีบหมอบกราบด้วยความดีใจราวกับเห็นพระโพธิสัตว์มาโปรด
จ้าวชิงเยว่ไม่ได้สะดุ้ง นางเพียงแค่ละสายตาจากถ้วยชาขึ้นมามองบุรุษร่างสูงที่กำลังเดินหน้าถมึงทึงเข้ามาหา ริมฝีปากอิ่มสีชาดค่อยๆ คลี่ยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“อ้อ... ท่านอ๋องนั่นเอง ลมอะไรหอบท่านมาถึงเรือนหลังได้เพคะ นึกว่างานราชการจะรัดตัวจนลืมไปแล้วว่ามีภรรยาเอกนั่งรออยู่ตรงนี้” น้ำเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ ไม่ได้มีความเร่งรีบที่จะลุกขึ้นทำความเคารพตามธรรมเนียมแม้แต่น้อย
“ลุกขึ้น!” เซี่ยหยางเจี้ยนตวาดใส่บ่าวไพร่ที่คุกเข่าอยู่ ก่อนจะหันมาตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมใส่นาง “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาลงโทษคนเก่าคนแก่ของข้า เพิ่งก้าวเข้ามาในจวนแค่วันเดียว ก็คิดจะทำตัวเป็นนายหญิงใหญ่เลยงั้นหรือ?”
จ้าวชิงเยว่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเล็กข้างกาย เสียงกระทบกันดังแกร๊กเบาๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดขึ้น นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูก นางก้าวเดินเข้าไปหาบุรุษที่กำลังแผ่รังสีอำมหิตอย่างไม่เกรงกลัว
“มีสิทธิ์อะไรหรือเพคะ?” นางทวนคำถาม รอยยิ้มมุมปากยิ่งลึกขึ้น “สิทธิ์ของความเป็นภรรยาเอกที่ได้รับพระราชทานจากฝ่าบาทอย่างไรเล่าเพคะ หรือท่านอ๋องคิดว่า บ่าวไพร่ที่กล้าเสิร์ฟชาเย็นชืดและอาหารบูดเน่าให้พระชายา ไม่สมควรได้รับการอบรมสั่งสอน?”
“ถ้าพวกนางทำผิด ย่อมมีกฎของจวนลงโทษ ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าที่ต้องมาแส่” เขาโต้กลับเสียงแข็ง ไม่ยอมลงให้
