บทที่ 1 : เช้าวันแรกกับกากชาที่เย็นชืด
บทที่ 1 : เช้าวันแรกกับกากชาที่เย็นชืด
แสงอรุณทอประกายผ่านม่านมู่ลี่ไม้ไผ่ที่สลักลายอย่างประณีต ทว่าบรรยากาศภายในเรือนหอกลับไม่ได้มีความอบอุ่นของรุ่งเช้าหลังคืนวิวาห์แม้แต่น้อย จ้าวชิงเยว่ลืมตาขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด นางขยับกายเล็กน้อยก่อนจะพบว่าพื้นที่ข้างกายนั้นเย็นเฉียบและว่างเปล่า บ่งบอกว่าเจ้าของเตียงอีกคนก้าวออกไปนานแล้ว และคงไม่ได้ใส่ใจแม้แต่จะเหลือความอบอุ่นใดๆ ทิ้งไว้ให้เจ้าสาวของเขาเลย
นางลุกขึ้นนั่ง เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยหลุดลุ่ยพาดบ่า ดวงตาหงส์กวาดมองไปรอบห้องหอที่ตกแต่งอย่างหรูหราทว่ากลับดูอ้างว้าง สิ่งของมงคลสีแดงสะดุดตาดูเหมือนจะเป็นการประชดประชันสถานะของนางในตอนนี้เสียมากกว่า จ้าวชิงเยว่ไม่ได้รู้สึกโศกเศร้า ในหัวของนางไม่ได้มีภาพการออดอ้อนสามีหรือการรอคอยความเมตตา แต่นางกำลังประเมิน... ประเมินทรัพยากรที่นางมี และศัตรูที่นางต้องจัดการ
‘ในเมื่อท่านอ๋องผู้นั้นอยากเล่นบทตายด้าน งั้นข้าก็จะเล่นบทนายหญิงผู้โหดเหี้ยมดูบ้าง’ นางคิดในใจพลางแค่นยิ้มที่มุมปาก
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม กลับไม่มีสาวใช้แม้แต่คนเดียวเข้ามาปรนนิบัตินางล้างหน้าหรือผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องปกติของจวนอ๋องผู้สูงศักดิ์ แต่มันคือการ ‘ลองดี’ ของคนในจวนที่รู้ดีว่าท่านอ๋องไม่ได้โปรดปรานพระชายาพระราชทานผู้นี้
“มาคนเดียวหรือ...” จ้าวชิงเยว่เอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่หน้าประตู
เด็กสาวหน้าตาซื่อๆ ในชุดสาวใช้ระดับล่างก้าวเข้ามาด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ในมือกำถังน้ำอุ่นที่ควันแทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว “พะ...พระชายา ตื่นแล้วหรือเพคะ หม่อมฉันชื่อชุนเอ๋อร์ ถูกส่งมาดูแลพระชายาเพคะ”
จ้าวชิงเยว่มองถังน้ำนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย “คนอื่นไปไหนกันหมด?”
ชุนเอ๋อร์ก้มหน้าตัวสั่น “ท่านป้าหลิวบอกว่า... วันนี้ท่านอ๋องมีราชการด่วน ทุกคนจึงต้องไปช่วยเตรียมตัวที่เรือนหน้าเพคะ ส่วนคนอื่นๆ ... ต่างบอกว่าติดงานในครัวและงานสวน จึง... จึงมีเพียงหม่อมฉัน”
“ติดงาน?” จ้าวชิงเยว่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “จวนอ๋องที่กว้างขวางขนาดนี้ มีสาวใช้เป็นร้อย แต่กลับไม่มีคนว่างพอจะมาดูแลพระชายาเอกที่เพิ่งแต่งเข้ามาวันแรกอย่างนั้นหรือ?”
นางก้าวลงจากเตียงช้าๆ ท่วงท่าการเดินนั้นสง่างามดั่งนางพญาที่กำลังเยื้องกราย นางเดินตรงไปที่โต๊ะซึ่งมีถาดอาหารเช้าวางอยู่ มันคือโจ๊กที่มีข้าวเพียงไม่กี่เม็ดและผักเหี่ยวๆ พร้อมกับกาชาที่ส่งกลิ่นเหม็นเขียวของใบชาเกรดต่ำ
ชิงเยว่ใช้ปลายนิ้วแตะกาชา... มันเย็นชืด
“ชุนเอ๋อร์ ไปตามท่านป้าหลิวและหัวหน้าคนงานในเรือนหลังมาพบข้าที่นี่ภายในหนึ่งเค่อ (15 นาที) ”
“แต่... แต่ท่านป้าหลิวบอกว่านางยุ่งมากนะเพคะ”
จ้าวชิงเยว่หันไปจ้องตาเด็กสาว แววตาของนางไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับนิ่งสนิทและแหลมคมจนคนมองต้องเสียวสันหลัง “บอกนางว่า ถ้าไม่มา... ข้าจะเดินไปหาเองที่เรือนพัก และคราวนั้น ข้าจะไม่ได้รับฟังคำแก้ตัวด้วยหู แต่จะใช้ ‘กฎของจวนอ๋อง’ พูดแทน”
ชุนเอ๋อร์รีบวิ่งออกไปทันทีด้วยความหวาดกลัว จ้าวชิงเยว่นั่งลงที่โต๊ะอาหาร นางไม่ได้แตะต้องโจ๊กตรงหน้า แต่กลับหยิบกระจกบานเล็กขึ้นมาส่องสำรวจใบหน้าของตนเอง ใบหน้านี้งดงามไร้ที่ติ ผิวพรรณละเอียดราวกับหยกมันแพะ แต่นัยน์ตาที่เคยดูโง่เขลาและเอาแต่ใจของเจ้าของร่างเดิม บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความสุขุมและเล่ห์เหลี่ยมที่ลุ่มลึก
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ เสียงเอะอะตึงตังก็ดังขึ้นที่หน้าเรือน ป้าหลิว หญิงวัยกลางคนที่มีท่าทางอวดดีและเป็นคนสนิทของอดีตพระชายา (หรืออนุคนโปรด) ก้าวเข้ามาพร้อมกับสาวใช้คนสนิทอีกสองสามคน
“พระชายามีธุระอันใดหรือเพคะ หม่อมฉันงานล้นมือไปหมด คราวหน้ามีเรื่องอะไรให้ชุนเอ๋อร์ไปบอกที่เรือนก็ได้ ไม่เห็นต้องเรียกมาให้เสียเวลา...” ป้าหลิวพูดพลางยืนกอดอก ไม่แม้แต่จะย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม
จ้าวชิงเยว่ยังคงจ้องมองกระจกในมือ “ป้าหลิว อยู่ในจวนอ๋องมานานเท่าไหร่แล้ว?”
ป้าหลิวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างภูมิใจ “มากกว่าสิบปีแล้วเพคะ หม่อมฉันดูแลความเรียบร้อยที่นี่มาตั้งแต่ท่านอ๋องยังเป็นเพียงองค์ชาย...”
“สิบปี...” จ้าวชิงเยว่วางกระจกลงเบาๆ เสียงกระแทกของมันกับโต๊ะไม้ทำให้ป้าหลิวสะดุ้งเล็กน้อย “นานพอที่จะทำให้คนลืมเลือนฐานะของตนเอง และนานพอที่จะทำให้คนคิดว่าตัวเองใหญ่กว่าราชโองการสมรสของฮ่องเต้”
“พระ...พระชายา พูดเรื่องอะไรกันเพคะ หม่อมฉันไม่เข้าใจ!”
จ้าวชิงเยว่ลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะไปหาป้าหลิว นางโน้มตัวเข้าไปใกล้จนป้าหลิวต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “โจ๊กชามนี้ กาชาใบนี้ และการที่ไม่มีใครมาปรนนิบัติข้า... ทั้งหมดนี้เจ้าเป็นคนจัดการใช่หรือไม่?”
“หม่อมฉันเห็นว่าพระชายาชอบความสมถะ...”
เพล้ง!
กาชาถูกจ้าวชิงเยว่ปัดตกลงพื้นแตกกระจาย น้ำชาที่เย็นชืดกระเด็นโดนชายผ้าของป้าหลิว นางร้องเหวอด้วยความตกใจ
“สมถะงั้นหรือ? ป้าหลิว เจ้าเป็นแค่คนรับใช้ แต่กลับกล้าตัดสินใจแทนข้าว่าควรจะกินอะไรหรืออยู่อย่างไร” จ้าวชิงเยว่กดเสียงต่ำ แววตาของนางฉายแวว ‘ร้าย’ ออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ในเมื่อเจ้าทำงานมาสิบปีจนลืมกฎ ข้าก็จะช่วยรื้อฟื้นให้เอง”
นางหันไปหาชุนเอ๋อร์ที่ยืนตัวสั่นอยู่อีกด้าน “ไปหยิบแส้หนังที่ห้องอาวุธมาให้ข้า”
“พะ...เพคะ?” ชุนเอ๋อร์ตะลึง
“ไป!”
ป้าหลิวเริ่มหน้าเสีย “พระชายา ท่านจะทำอะไร! ท่านอ๋องสั่งห้ามไม่ให้ใครมาวุ่นวายที่เรือนนี้ และท่านก็ไม่มีสิทธิ์ลงโทษคนของจวนอ๋องโดยพลการ!”
“ไม่มีสิทธิ์?” จ้าวชิงเยว่หัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วชวนขนลุก “ข้าแต่งเข้ามาเป็นพระชายาเอก มีตราประทับและชื่อในผังตระกูลเซี่ย เจ้าเป็นแค่ทาสรับใช้ที่กล้าลบหลู่เกียรติของพระชายาเอกซึ่งได้รับพระราชทานนามจากฮ่องเต้ ต่อให้ข้าสั่งโบยเจ้าจนตายตอนนี้ แม้แต่ท่านอ๋องก็เอาผิดข้าไม่ได้... เพราะสิ่งที่เจ้าทำ มันคือการ ‘กบฏ’ ต่ออำนาจเบื้องบน”
ป้าหลิวเริ่มขาสั่น คำว่า ‘กบฏ’ และการอ้างถึง ‘ฮ่องเต้’ ทำให้นางรู้ว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่คุณหนูไร้สมองคนเดิมที่นางเคยได้ยินมา
“ชุนเอ๋อร์ แส้มาหรือยัง?” จ้าวชิงเยว่ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าบรรยากาศในห้องกลับกดดันจนสาวใช้คนอื่นๆ ต่างพากันคุกเข่าลงบนพื้นด้วยความหวาดกลัว
นางเดินไปหยุดตรงหน้าป้าหลิวอีกครั้ง มือเรียวบางเอื้อมไปจับปลายคางของหญิงวัยกลางคนให้เงยขึ้นมาสบตา “คืนเข้าหอ สามีของข้าอาจจะทิ้งให้ข้าอยู่อย่างหนาวเหน็บ... แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะอนุญาตให้สุนัขรับใช้อย่างเจ้ามาเห่าหอนใส่หน้าข้าได้”
“หม่อมฉัน... หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะพระชายา! โปรดเมตตาด้วย!” ป้าหลิวทรุดตัวลงคุกเข่า เสียงโขกศีรษะดังโป๊กๆ
จ้าวชิงเยว่มองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชา นางรู้ดีว่าคนเหล่านี้ไม่ได้สำนึกผิดจริงๆ เพียงแค่กลัวตายเท่านั้น แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานอำนาจ นางต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่าจวนอ๋องแห่งนี้... ใครคือเจ้าของที่แท้จริง
“เมตตางั้นหรือ? ได้... ข้าจะเมตตาเจ้าเป็นพิเศษ” จ้าวชิงเยว่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับปลายนิ้วอย่างแช่มช้า “ไปเอาโจ๊กและชากาใหม่มาให้ข้าภายในหนึ่งก้านธูป ต้องเป็นของที่ดีที่สุดที่จวนนี้มี และหลังจากนั้น... เจ้ากับสาวใช้ที่ดูแลเรือนหลังทุกคน ต้องมาคุกเข่าตากแดดที่หน้าเรือนของข้าเป็นเวลาสองชั่วยาม เพื่อเป็นการเตือนสติว่าพวกเจ้ามีหน้าที่ทำอะไร”
“สองชั่วยาม! หม่อมฉันแก่แล้วนะเพคะ...”
“งั้นเพิ่มเป็นสามชั่วยาม... หรืออยากจะลองแส้แทน?”
ป้าหลิวรีบปิดปากสนิทและคลานออกไปจากห้องทันทีพร้อมกับคนอื่นๆ
จ้าวชิงเยว่เดินกลับมานั่งที่เดิม นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นยอดไม้ที่สั่นไหวตามแรงลม แววตาหงส์กลับมาฉายแววเย้ายวนและนิ่งสงบอีกครั้ง
‘ก้าวแรกจัดการขี้ข้า ก้าวต่อไป... ก็คือท่าน สามีผู้น่าตาย’
นางรู้ดีว่าการกระทำของนางในเช้าวันนี้ จะต้องไปถึงหูของเซี่ยหยางเจี้ยนอย่างแน่นอน และนางก็กำลังรออยู่... รอวันที่น้ำแข็งพันปีอย่างเขาจะทนไม่ไหวจนต้องก้าวเข้ามาหาหน้านางเอง
