บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 โสมพันปี

ต้นไม้ในป่าแถบนี้มีความสูงใหญ่กว่าชายป่าด้านนอกและมีจำนวนต้นขึ้นหนาแน่นมากกว่า ยอดไม้ด้านบนเบียดเสียดกันก็ปิดคลุมแทบไม่มีแสงตะวันส่องลงมาถึงพื้นดิน จิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์สองคนเดินสำรวจพื้นที่ที่หล่นลงมาเกือบค่อนวัน จู่ๆก็มีเสียงหึ่งๆดังแว่วมาจากทางด้านหน้า เสียงนี้ฟังดูคล้ายเสียงสัตว์จำพวกผึ้งหรือต่อ สายตาของทั้งสองสอดส่ายเพื่อพยายามมองหาแหล่งที่มาของเสียงอย่างระมัดระวัง ใช่ ! เป็นฝูงต่อแต่นี่มันต่อยักษ์ พวกมันแต่ละตัวมีขนาดใหญ่เท่ากาน้ำชาในอารามเลยทีเดียวปีกบนหลังสั่นไหวทำให้มีเสียงดัง

ทั้งสองทรุดตัวแอบหลังพุ่มไม้หนาแน่นห่างไปสักห้าสิบก้าวทันทีที่มองเห็นฝูงต่อยักษ์ ฝูงต่อกำลังรุมซากสัตว์บนพื้นมองไม่ออกว่าเป็นสัตว์ชนิดใดที่โชคร้ายพวกนางมองเห็นเพียงต่อดำลายเหลืองแดงสดบินวนขึ้นๆลงๆ นับว่าพวกนางสองคนโชคยังดีมากการฝึกฝนร่างกายและวิทยายุทธ์ในช่วงที่ผ่านมาทำให้ความสามารถในการได้ยินไวกว่าปกติไม่เดินทะเล่อทะล่าเข้าไปจนกลายเป็นอาหารจานถัดไปของพวกมัน จิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์หันเข้าหากันก่อนจะพยักหน้าให้กันค่อยๆ ถอนเท้าถอยหลังกลับอย่างเบาๆไร้เสียงรบกวน (พวกนางมิกล้ารบกวนพวกมันอย่างเด็ดขาด) เมื่อถอยมาจนไกลมากราวๆ สิบฉื่อคิดว่าน่าจะปลอดภัยแล้วก็หันหลังกลับออกวิ่งทันที

“รอดแล้วๆ โชคดีที่เราได้ยินเสียงพวกมันก่อน มิเช่นนั้นซากต่อไปที่พวกมันจะแทะกินคงไม่พ้นเราสองคนเป็นแน่ ศิษย์น้อง”

“ใช่ โชคดีที่ได้ยินเสียก่อน”

เดินมาอีกห้าหกลี้ทั้งสองได้พบนกตัวหนึ่งตกอยู่ มองแล้วน่าจะเป็นลูกนกกระมังขนของมันยังขึ้นไม่ทั่วตัวเลย ตัวใหญ่เท่าลูกวัวแรกเกิด ขนอ่อนที่มองเห็นมีสีแดงเพลิง มีหงอนน้อยๆสีเหลืองสดสวยงามมาก มองดูบริเวณต้นไม้รอบๆ ที่สูงจนต้องแหงนคอตั้ง มันส่งเสียงร้อง(แกว๊กๆ แกว๊กๆ) ส่งสายตาระแวดระวังมองมาก่อนจะจ้องไปที่จิ่วเหมยฮวา ทั้งสองหยุดเดินใกล้ๆ

“ศิษย์น้องเจ้ากล้าเกินไปแล้วมือที่ยื่นมือไปแตะที่ขนของลูกนกตัวใหญ่นั่นไม่อยากเก็บไว้หรือไร หากเจ้าเห็นปากของมันหรือไม่ หากมันจิกเจ้ากระดูกแขนต้องหักแน่”

“จิ่วเอ๋อร์ เจ้าดูสิไม่มีอาการเกรี้ยวกราดดุร้ายใส่ข้าสักนิด”

“เจ้าควรระวังมากกว่านี้มันอันตรายเกินไปนะ”

“ข้าถึงได้พยายามทำให้มันรู้สึกว่าพวกเราเป็นมิตรไม่ได้คิดจะทำร้ายมัน.

จิ่วเอ๋อร์มองดูท่าทางที่ค่อยๆลูบไปบนขนที่ปีกเบาๆ กับท่าทางของนกที่หรี่ตาลงเล็กน้อยคล้ายพอใจที่ถูกลูบเช่นนี้

“เจ้านกน้อยให้ข้าดูหน่อยสิว่าเจ้าเป็นอะไร เจ้ามีบาดแผลที่โคนปีกคงด้วยนี่ คงจะตกลงมาจากด้านบนสินะ พ่อแม่เจ้าไปไหนกันหล่ะ”

จิ่วเอ๋อร์ แถวนี้น่าจะพอหาสมุนไพที่ใช้ทำแผลให้มันได้ พวกเราลองช่วยกันดูหน่อยเถอะ”

“อือ”

ห่างไปไม่ไกลนัก สองคนช่วยกันหาสมุนไพรจนพบใช้ชายผ้าฉีกเป็นเส้นเล็กๆพันปิดไว้ด้านนอก ก่อนจะบอกลามันเพื่อเดินทางต่อไป ลูกนกส่งเสียงร้องคล้ายจะเรียกให้พวกนางอยู่ต่อแต่พวกนางเองก็มีเป้าหมายที่เร่งด่วนไม่อาจจะอยู่ดูแลมันได้ นางได้แต่หวังว่าพ่อและแม่นกจะมาพบลูกนก (ยักษ์) ตัวนี้

จิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์เดินมาในทิศทางตรงข้ามกับจุดที่ลูกนกตกลงมาบาดเจ็บ สองคนเดินทะลุมาจนถึงริมหน้าผา ฝั่งตรงข้ามห่างออกไปไม่มากนักแค่ความกว้างของลำธารที่พวกนางชอบไปจับปลาเท่านั้นเอง

ก้อนหินในมือถูกทิ้งลงไปนานราวครึ่งเค่อ(หกถึงเจ็ดนาที)

“ด้านล่างลึกเพียงใดกัน”

“น่าเสียดาย สองฝั่งห่างกันเพียงเท่านี้แต่พวกเราไร้ความสามารถ”

“นั่นสินะ ข้าอยู่อารามมาตั้งแต่เด็กไม่เคยมีความคิดจะฝึกฝนพลังวิญญาณ เอาแต่กินเล่นไปเรื่องเปื่อย ยามที่ต้องใช้พลังไม่สามารถที่จะขี่กระบี่บินหรือเหาะเหินเดินอากาศได้ คิดข้ามไปที่ฝั่งนั้นมีแต่จะตกลงไปตายเท่านั้น”

“จิ่วเอ๋อร์มีเถาวัลย์เส้นไม่เล็กห้อยอยู่ เจ้าว่าถ้าโหนไว้จะสามารถข้ามไปถึงอีกฝั่งได้หรือไม่”

“เจ้าเลิกฝันไปเถอะ ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเราสองคนข้าว่าตกไปก็หาซากศพไม่เจอตายเปล่า”

“เช่นนั้นควรทำเช่นไร”

ได้แต่ก้มมองลงไปเบื้องล่างความลึกที่มองไม่เห็น จิ่วเหมยฮวามองไปอีกฝั่งนางมองเห็นต้นไม้ที่มีลักษณะของต้นโสม มันต้องใช่แน่นอนมีโสมจำนวนมากขึ้นอยู่ไม่แน่อาจมีสิ่งที่นางกำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้เพราะมีความหวังจึงทำให้ไม่อาจละทิ้งไปได้ พวกนางนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าผาอย่างไม่อาจตัดใจ

“อาจารย์เป็นคนดีไม่แน่อาจมีปาฏิหาริย์ช่วยให้พวกเราได้ข้ามไปอีกฝั่งก็ได้”

“นั่นสิ ข้าเองเกือบตายมาครั้งหนึ่งยังรอดมาได้เลย”

    แสงตะวันร้อนแรงขึ้นทุกที บนท้องฟ้ามีเงาดำขนาดใหญ่พาดผ่านมาทั้งสองคนจึงแหงนหน้าขึ้นมองที่เห็นคือนกขนาดใหญ่บินวนอยู่ นกสองตัวบินวนเวียนสูงมาก ทันใดนั้นก็พุ่งดิ่งลงมา ยิ่งใกล้ยิ่งใหญ่ นกยักษ์นี่น่า ทำไมวันนี้เจอแต่สัตว์ปีกทั้งฝูงต่อ ทั้งลูกนก ตอนนี้เป็นนกตัวใหญ่ยักษ์ทั้งคู่ มันสองตัวร่อนลงมายืนอยู่ห่างไปเพียงห้าหกก้าว หากมันพุ่งเข้ามาพวกนางคงวิ่งหนีไม่ทัน

จิ่วเหมยฮวาเบิกตามองดูนกยักษ์ทั้งสองตัวด้วยใจที่เต้นระทึก เมื่อมันหยุดยืนนิ่งไม่มีที่ท่าจะทำอันตรายพวกนางทำให้ความรู้สึกกลับสู่ปกติคิดว่ามันน่าเป็นสัตว์อสูรหรือสัตว์เวทย์หรือไม่ก็อาจจะเป็นระดับสูงกว่านั้น ไม่แน่อาจจะมีสติปัญญาพอที่จะสื่อสารกันได้ นางค่อยๆขยับตัวผ่อนคลายลดท่าที่หวาดระแวงที่เป็นอยู่ลง

"ท่านทั้งสองเป็นสัตว์อสูรหรือสัตว์เวทย์ในที่แห่งนี้ใช่หรือไม่ ข้าทั้งสองไม่ได้ตั้งใจลุกล้ำอณาเขตแต่อย่างใด เพียงต้องการเข้ามาหาสมุนไพรเพื่อนำไปปรุงโอสถรักษาอาจารย์ของข้าน้อยทั้งสอง”

จิ่วเหมยฮวาเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวานอย่างเป็นมิตร ก่อนจะส่งสายตาชวนสงสารไปให้นกทั้งสอง

“ไม่ต้องกลัวเราทั้งสอง พวกท่านทั้งสองเป็นมนุษย์ที่มีเมตตาช่วยลูกของเรา ข้ากับภรรยามาเพื่อขอบคุณ”

พ่อนกตัวใหญ่เอ่ยออกมาพลางหันไปผงกหัวให้กับนกตัวเมียที่ขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย

“มนุษย์บอบบางเช่นพวกท่าน มาทำอะไรริมผาแห่งนี้มันอันตราย หุบเหวด้านล่างลึกยิ่งมีแต่โขดหินแหลมคม ท่านทั้งสองมีสิ่งใดที่ต้องการ ท่านอยากให้ข้าทั้งสองช่วยหรือไม่”

“จริงหรือ พวกท่านจะช่วยพวกเรา.

“ใช่ ท่านช่วยลูกเรา เราก็ช่วยท่านตอบแทน”

ในความคิดของนกยักษ์ตรงไปตรงมาอย่างยิ่งในเมื่อทั้งสองคนช่วยรักษาบาดแผลให้ลูกเพียงตัวเดียวของมัน มันก็ต้องช่วยทั้งสองเป็นการตอบแทนไม่ติดค้างเอาไว้

“พวกเราสองคนเข้ามาในป่าแห่งนี้เพื่อค้นหาสมุนไพรสองชนิดไปเป็นส่วนผสมของโอสถรักษาอาจารย์ที่กำลังป่วยหนัก คือ ต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬ และโสมพันปี แต่ท่านดูสิ หน้าผาฝั่งนั้นข้าคิดว่ามีโสมเป็นจำนวนมาก อาจจะมีโสมพันปีอยู่ก็ได้ ข้าไม่สามารถข้ามไป”

“ข้าไม่แน่ใจว่าฝั่งนั้นจะมีของที่ท่านต้องการหรือไม่ แต่ข้าแข็งแรงพอที่จะพาท่านคนใดคนหนึ่งข้ามไปค้นหาถ้าพวกท่านโชคดีอาจจะพบและสามารถนำโสมกลับมาได้”

นกยักษ์เป็นสัตว์อสูรเป็นเผ่าพันธุ์ที่เหย่อหยิ่งไม่เคยยอมรับใช้มนุษย์อ่อนแอ การให้มนุษย์ให้ขึ้นหลังนั้นไม่เคยมีมาก่อนเช่นกันแต่เห็นแก่ที่นางมีจิตใจดี มันจึงยอมให้นางขึ้นหลัง จิ่วเหมยฮวารูปร่างบอบบางกว่าจึงเป็นผู้ที่จะข้ามไปเก็บต้นโสม เมื่อขึ้นเรียบร้อยแล้วนกยักษ์ก็กางปีกพานางบินข้ามไปยังอีกฝั่งเมื่อเกาะกับก้อนหินใหญ่ได้มันย่อตัวให้นางลงจากหลังแล้วมันก็ยืนรอนิ่งๆที่หน้าผาปล่อยให้นางเดินเข้าไปสำรวจบริเวณด้านที่มีโสมขึ้นอยู่ ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยโสมทั้งเล็กทั้งใหญ่ขึ้นอยู่อย่างมากมายละลานตา

ทุ่งโสม !! โสมชัดๆ มีมากมายมหาศาลทั้งอายุน้อยจนหลายร้อยปี โสมพันปีลำต้นไม่อยู่ในดิน จิ่วเหมยฮวาวิ่งไปวิ่งมา พยายามมองหาไปทั่วๆ ในใจนางคิดว่าต้องหาโสมพันปีให้เจอเพียงแต่โสมมากมายขนาดนี้หากสามารถนำกลับไปได้สักหนึ่งส่วนคงสามารถช่วยเหลือคนที่ป่วยไข้ได้อีกมากมาย"

“มนุษย์เจ้าโลภมากเกินไปหรือเปล่า!! ”

“นั่นเสียงใคร”

“เจ้าตอบข้ามา แน่ใจว่าโสมเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนมาก มิใช่ประโยชน์ส่วนตน”

“ข้าแน่ใจ ผู้บำเพ็ญย่อมละเว้นการโกหก การช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเป็นหน้าที่ของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนเป็นการสะสมบุญกุศล”

“ดี เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าเองปล่อยข้าออกจากถุงผ้า”

จิ่วเหมยฮวาคลายถุงผ้าให้เจ้างูสีขาวออกมา มันคายแหวนหยกมันแพะสีขาวออกมาให้ แล้วบอกให้ข้าหยดเลือดลงบนแหวน ที่แท้แหวนหยกก็เป็นของวิเศษสามารถใช้เก็บสิ่งของภายในได้ มันสอนคาถาสำหรับการใช้มิติด้านในแหวน นางลองใช้จิตสำรวจดูเป็นที่ว่างกว้างยาวด้านละสองสามจั๊งเป็นขนาดที่นางมองว่าใหญ่แล้วแต่เจ้างูขาวกลับบอกว่านี่ยังเล็กหากเจ้าของมันแข็งแกร่งขึ้นพื้นที่ด้านในสามารถมีขนาดที่ใหญ่มากกว่านี้อีก การนำเข้านำออกทำได้เฉพาะผู้เป็นเจ้าของเท่านั้นไม่ต้องกลัวผู้ใดจะแย่งชิงสิ่งของและสามารถให้นางนำต้นโสมกลับไปและสามารถคงสภาพไว้ ช่างสะดวกอย่างยิ่ง

“สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ดูแลข้าน้อยขออนุญาตนำโสมจากพื้นที่นี้ออกไปจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่เจ็บป่วยลำบากเดือดร้อนภายนอกหุบเขาแห่งนี้นะเจ้าคะ”

จิ่วเหมยฮวาบอกกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขา นางเชื่อว่าของที่มีพลังฟ้าดินย่อมได้รับการปกปักษ์รักษาจากเทพเซียนจึงบอกกล่าวก่อนจะเลือกเก็บโสมที่มีอายุต่ำกว่าพันปี จิ่วเหมยฮวาคัดแยกต้นโสมตามความจำเป็นสองอย่างคือ นำไปเป็นต้นพันธุ์และนำไปใช้ปรุงโอสถหลังจากค่อยๆจัดเรียงในแหวนเรียบร้อยแล้ว จากนี้ก็เป็นเวลาที่ต้องใช้พลังกายพลังใจอย่างแท้จริง (ไล่จับโสมพันปีกันเถอะ)

นางยืนนิ่งๆ สอดส่ายสายตาไปทั่วทุกมุมจนมองเห็นการเคลื่อนไหวที่อยู่ไม่ไกล ต้นโสมที่สูงเกือบเท่าเข่ากำลังวิ่งไปมาไม่หยุดนิ่งการไล่จับ โสมหนีและแอบซ่อน นางตามหา ขณะที่นักยักษ์เกาะหินค่อย เจ้างูขดหลับอย่างสบายใจ สุดท้ายก่อนตะวันลับฟ้าก็จับโสมต้นนั้นได้เรียบร้อย สภาพของนางตอนนี้อนาทยิ่งนักผมเผ้ายุ่งเหยิงจากตอนนี้สามารถประเมินตนเองได้เรียบร้อย ร่างกายนี้ยังอ่อนแอเกินไปกลับไปครานี้ต้องฝึกฝนเพิ่มให้มากขึ้น แค่วิ่งตามต้นโสมหนึ่งชั่วยามถึงกับขาอ่อนแรงแทบยกเท้าเดินไม่ไหว

นกยักษ์พานางข้ามหุบเหวกลับอีกฟาก ด้วยเห็นความพยามยามของนางและยามนี้ค่อนข้างใกล้ค่ำเข้ามาทุกที นกตัวเมียก็เสนอให้ทั้งสองขึ้นหลังพาไปส่ง ตัวเมียพยายามให้จิ่วเอ๋อร์ที่ร่างเล็กกว่าเล็กน้อยขึ้นหลัง มัน ก่อนจะพากันบินต่ำๆ มายังจุดที่พวกเราช่วยลูกนก เพื่อที่จะส่งทั้งสองเดินทางต่อไปเพื่อหาหญ้าแสงจันทร์ทมิฬ พ่อนกและแม่นกต้องนำลูกนกกลับขึ้นรังก่อนจะตามไปช่วยทั้งสองคนอีกครั้ง ก่อนจากลาลูกนกยักษ์สีแดงเพลิงได้ให้เจ้างูขาวบอกกับจิ่วเหมยฮวาว่าเมื่อกำลังวิญญาณของนางเข้มแข็งพอ ขอให้นางตั้งจิตรำลึกถึงมัน ลูกนกต้องการที่จะทำพันธสัญญาเพื่ออยู่เป็นสัตว์อสูรย์ของนาง เมื่อเห็นแววตาของลูกนกนางก็รู้สึกเอ็นดูและผูกพันขึ้นเล็กน้อย จิ่วเหมยฮวายกมือลูบหัวลูกนกและพยักหน้าให้ นกยักษ์ได้บอกทิศทางให้กับทั้งสองให้เดินเข้าไปในเขตสัตว์อสูรชั้นสูง

“หลังจากนี้ท่านทั้งสองต้องไปต่อกันเอง เพราะเราสองต้องนำบุตรกลับไปรักษาตัวที่รัง”

จิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์สองคนพยายามเดินต่อกันไปตามทิศที่ได้รับคำแนะนำ เสียงเยาะเย้ยถากถางดังออกมาจากในห่อผ้า

“ต่อให้พวกเจ้าหาจนพบ ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถนำมันกลับไปได้นะ ลำพังตบะบำเพ็ญของเจ้าสองคนเรียกได้ว่าไม่มีด้วยซ้ำ”

“หมายความว่าอย่างไร พูดมาให้ชัดเจนไม่เช่นนั้นข้าจะจับเจ้าย่างเป็นอาหารในมื้อต่อไป”

เจ้างูนิสัยไม่ดีพูดจาให้คนอยากรู้แล้วมันก็ไม่ยอมส่งเสียงใดๆออกมาอีกเลย ขดนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ว่านางจะเปิดวางออกเอาไม้เขี่ย เอาไม้จิ่มๆ มันก็ยังคงปิดตาสนิท (แน่จริงเจ้าก็นอนแบบนี้ให้ได้ตลอดเลยนะ)

เดินทางผ่านไปอีกวันพวกนางสองคนก็พบทะเลสาบตามที่นกยักษ์บอกเอาไว้ (นกยักษ์กลับมาอีกครั้งหลังจากดูแลเจ้าลูกนกให้ปลอดภัยแล้ว) พวกมันเป็นห่วงกลัวทั้งสองจะเป็นอันตรายไม่อาจตัดใจได้จึงย้อนกลับมาเพื่อพาทั้งสองบินมาที่แห่งนี้ ก่อนถึงริมลำธารเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่หลายคนโอบแต่ริมลำธารระยะสิบจั้งกลับเป็นต้นไม้ขนาดเล็กมากมายหลายชนิดมองดูเป็นที่ราบ น้ำในทะเลสาบเป็นสีเขียวมรกตใสแต่มองไม่เห็นก้น มีเกาะกลางทะเลสาบที่คาดว่าต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬจะขึ้นอยู่ที่นั่น

เมื่อมีพันธุ์ไม้หลากหลายแตกต่างจากชายป่ารอบอาราม ทำให้ดึงดูดความสนใจจิ่วเหมยฮวาอย่างยิ่ง ดังนั้นระหว่างที่รอการปรากฏขึ้นของสมุนไพรวิเศษสองสาวช่วยกันจับปลามาได้จำนวนมากมาทำอาหารมื้อเย็น การย่างปลาที่ช่วยกันจับมานั้นปรุงแบบสูตรพิเศษจากสมุนไพรที่เก็บได้จากระหว่างทาง ดังนั้นระหว่างรอปลาสุก จิ่วเหมยฮวาจึงแยกตัวออกมาเพื่อขุดกล้าไม้เล็กๆ เข้าไปเก็บรักษาไว้ในแหวนมิติ ตั้งแต่ได้แหวนนี้มาทำให้สะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นั่นยิ่งทำให้นางสนใจเจ้างูขาวมากๆ มากกว่าความชอบในตอนแรกที่พบ ต้องรู้ว่าในดินแดนโบราณยุคนี้สัตว์เวทย์เป็นสิ่งที่สูงค่าและหายากเจ้างูนี่อยู่ระดับไหนนางก็มองไม่ออก หากไม่ได้ทำพันธสัญญาก็ควรจะเป็นพันธมิตรกันไว้ดีกว่าต้องหาวิธีหลอกล่ออีกฝ่ายตลอดเวลา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel