บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 เก็บได้จากเขาสูง

“จิ่วเอ๋อร์เจ้าเก็บมาเยอะแล้วนะ”

“พวกเรากลับกันเถอะฮวาเอ๋อร์ ที่นี่ไกลมากระวังจะกลับไม่ทัน เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ”

“เจ้านี่เป็นต้นไม้ที่แปลกตา ข้าไม่เคยเห็นในคัมภีร์ ต้องขุดกลับไปศึกษา ด้านนั้นก็มีอีกหลายชนิด ศิษย์พี่ท่านยืนรอข้านิ่งๆสักครู่”

“เจ้านี่นะ.! บอกว่าจะมาเที่ยวเล่น กลับมานั่งขุดต้นไม้ใบหญ้าไปศึกษา ช่างน่าเบื่อ”

ในตะกร้ามีต้นสมุนไพรหลากหลายชนิดที่ชอบขึ้นตามที่ชื้นแฉะริมน้ำอีกทั้งผลไม้ขนาดเล็กหลายลูกวางอยู่มุมหนึ่งของตะกร้า สองมือที่เล็กเรียวยังคงบรรจงขุดต้นพืชหน้าตาแปลกประหลาด

“ศิษย์พี่ ท่านก็เรียนวิชาจากอาจารย์พร้อมข้า ท่านไม่สนใจพวกมันเหรอเจ้าคะ มาช่วยกันเก็บดีกว่าแล้วเรานำไปถามอาจารย์กันนะเจ้าคะ”

“ศิษย์พี่ ท่านเคยออกจากอารามบ้างไหม?"

“เคย... ข้าเคยออกไปครั้งหนึ่งแต่นานมากแล้ว”

แกรก แกรก... จิ่วเหมยฮวารู้สึกเหมือนว่าเสียมเล็กในมือนางกระทบหินหรือเปล่านะ นางวางเสียมในมือลงก่อนจะใช้มือคุ้ยดินด้านบนออกงัดขึ้นมาเป็นก้อนหินกลมผิวเรียบมองดูสวยงามเป็นมันเงารูปทรงเหมือนไข่แต่มีขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่ นางรู้สึกสนใจจึงเก็บกลับไปด้วยอย่างน้อยก็วางประดับในห้องได้ ด้วยกลัวเป็นรอยนางตัดหญ้าวางรองก่อนจะวางก้อนหินแล้วคลุมด้วยต้นหญ้าอีกชั้น(ไว้ก้นตะกร้านี่แหละ) มองดูแสงตะวันแล้วสมควรแก่เวลาวันนี้พอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวกลับไปไม่ทันตะวันลับฟ้า พวกนางได้นอนนอกอารามพร้อมคัดคัมภีร์ห้าสิบจบแน่

“กลับกันเถอะ จิ่วเอ๋อร์ พวกเราต้องรีบเดินให้ไวถ้าช้ากว่านี้พวกเราอาจกลับไม่ทันเวลาปิดประตูนะ”

แสงแดดเหลือน้อยมากแล้วสองคนเดินกึ่งวิ่งกลับมาถึงอาราม บรรยากาศดูวุ่นวายไม่เหมือนปกติมีอาจารย์เดินไปเดินมาอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองรีบวิ่งตามอาจารย์หลายท่านที่พากันเดินอย่างรวดเร็วไปทางห้องพักอาจารย์

“พวกเจ้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ใหญ่ไปอยู่ที่ไหนกันมาจึงกลับมาป่านนี้ ท่านอาจารย์ใหญ่ หมดสติตั้งแต่หลังเที่ยงอาจารย์รองกำลังดูแลอยู่ด้านใน ยังไม่รีบเข้ามาดูแลอาจารย์ของเจ้าอีก”

เสียงตำหนิเบาๆจากอาจารย์เหยาอวี่ที่ยืนอยู่ใกล้ประตูห้องพักท่านอาจารย์ดังขึ้นเมื่อมองเห็นทั้งสองยืนแอบอยู่ด้านข้าง

“ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ พวกเราสองคนขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรไม่ได้อยู่ในอารามไม่ทราบว่าอาจารย์ไม่สบาย พวกศิษย์ขอเข้าไปดูแลท่านอาจารย์นะเจ้าคะ”

พวกนางรีบค้อมตัวอย่างนอบน้อมผ่านประตูเข้าไป

“อาจารย์ของพวกเจ้าน่าจะรู้ว่าป่วยมาเป็นเวลานานแล้ว ข้าเองก็ไม่รู้มาก่อนนางจงใจปิดบังอาการไว้มองภายนอกเหมือนไม่รุนแรง อายุที่เพิ่มมากขึ้นกำลังวังชาย่อมน้อยลงมีผลต่ออาการทั้งช่วงนี้ปลายฤดูอากาศเปลี่ยนแปลงไอร้อนไอเย็นภายนอกกระทบทำให้้อาการทรุดหนัก ตอนนี้โอสถที่มีในอารามได้ข้าลองให้อาจารย์ของเจ้าทานเข้าไปแล้วทำได้เพียงแค่ประคองอาการไว้เท่านั้น ข้าคิดว่าจะไปค้นหาวิธีรักษาจากคัมภีร์เพิ่มเติม หากไม่มีหนทางคงต้องปล่อยวาง พวกเจ้าก็ดูแลอาจารย์เจ้าให้ดี หากมีอะไรไปตามข้าที่หอคัมภีร์”

อาจารย์รองเดินจากไปพร้อมเสียงบ่นพึมพำเบาๆ พวกเราทุกคนในอารามต่างรู้ดีการบำเพ็ญเพียรมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป็นเซียน เมื่อบรรลุแล้วย่อมมีชีวิตไม่สิ้นสุดสภาพร่างกายไม่แตกดับ การบำเพ็ญต้องเลื่อนขั้นขึ้นไปจนผ่านขั้นเก้า ท่านอาจารย์ใหญ่ติดอยู่ขั้นแปดเป็นเวลาหลายสิบปีไม่สามารถก้าวข้ามขึ้นไปได้ ดังนั้นเมื่อเจ็บป่วยก็ยากหลีกหนีการดับสูญเช่นคนธรรมดาได้ ทั้งสองมองร่างอาจารย์ของนางที่ผอมบางแต่เดิมนอนเหยียดยาวบนเตียงการหายใจแผ่วเบาอ่อนแรงด้วยความรู้สึกหดหู่

ลำดับขั้นในการบำเพ็ญเพียรที่นางได้รับการสั่งสอนมาแบ่งออกเป็นขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูง สามขั้นคือสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์

(ขั้นหนึ่งถึงสามเป็นขั้นต้นบรรลุแล้วความสามารถมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปเพียงสามารถเคลื่อนไหวได้ร่างกายแข็งแรง คล่องแคล่วว่องไวยังไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ บรรลุขั้นต้นสามารถมองเห็นสีของพลังวิญญาณเป็นสีเหลือง

ขั้นกลางสี่ถึงหกบรรลุแล้วหมดความอยากได้อยากมี ลดความต้องการอาหาร ร่างกายสะอาดผ่านการชำระล้างกายใจ ร่างกายสามารถฝึกเวทย์ขี่กระบี่บินไปมาได้ สามารถมีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้นหลายสิบปี บรรลุขั้นกลางสามารถมองเห็นสีของพลังวิญญาณเป็นสีฟ้า

ขั้นเจ็ดถึงขั้นเก้ายากบรรลุถึงสามารถละทิ้งความโกรธ ความอยาก หากไม่สามารถบรรลุถึงระดับเก้า บรรลุขั้นสูงสามารถมองเห็นสีของพลังวิญญาณเป็นขาว)

ผ่านไปอีกสองวันอาจารย์ก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมา คัมภีร์ที่อาจารย์รองค้นเจอในอารามขาดสมุนไพรหลักสองชนิดในการปรุงโอสถ คือ โสมพันปี, ต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬ ในคัมภีร์ยังบอกว่ามักจะกำเนิดในป่าลึก โดยเฉพาะต้นแสงจันท์ทมิฬมักพบเจอได้ในป่าสัตว์เวทย์ บรรดาอาจารย์ต่างมองอาการเจ็บป่วยของอาจารย์ใหญ่เป็นเรื่องวิถีของธรรมชาติ เพียงสั่งสอนพวกนางสองคนให้ดูแลอาจารย์ให้ดีตามอาการเท่านั้น แล้วพวกเขาก็แยกย้ายไปบำเพ็ญเพียรตามกิจวัตรของตน

จิ่วเหมยฮวาตัดสินใจจะออกไปตามหาสมุนไพรทั้งสอง ในป่าลึกด้านหลังอารามมีขุนเขาหลายลูกที่สูงลิบต้นไม้สูงใหญ่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปถึงอาจได้พบสมุนไพรทั้งสอง ถ้าโชคดีนางอาจนำกลับมาได้ถือเป็นการทดแทนคุณอาจารย์ที่สั่งสอนเลี้ยงดูนางเป็นเวลาหลายปี

จิ่วเหมยฮวาเดินออกจากอารามขึ้นเขาเข้ามาในพื้นที่ป่าได้สักชั่วยามกว่า ขอบฟ้าเริ่มมีแสงรำไร นางแอบออกมาโดยเขียนจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะในห้องด้วยข้อความสั้นๆ ว่า "ออกมาหาสมุนไพร ไม่ต้องเป็นห่วง" ท่านอาจารย์มีจิ่วเอ๋อร์คอยปรนนิบัติแล้วตัวนางเองต้องพยายามอย่างเต็มที่ ใกล้เที่ยงแล้วนางเตรียมพักที่ริมลำธารก่อนจะข้ามเข้าเขตป่าลึกของภูเขาขนาดใหญ่มองเห็นเพียงต้นไม้ที่สูงใหญ่ที่มีใบไม้สีเขียวหนาทึบจนมองไม่เห็นท้องฟ้า ในห่อผ้ามีเพียงอาหารแห้ง ยาเล็กน้อย มีด เสียมอันเล็กและตะกร้าเก็บสมุนไพร

“เจ้าช่างดีนักนะ ทิ้งข้าแอบหนีมาคนเดียวฮวาเอ๋อร์?”

“จิ่วเอ๋อร์ เจ้ามาได้อย่างไร”

“ข้าตื่นมาปลดเบา เห็นเจ้ากำลังออกจากประตูจึงแอบย่องตามมา ไม่คิดว่าเจ้าจะมาไกลขนาดนี้ เจ้าไม่ต้องคิดไล่ข้ากลับไปเลยนะ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย พวกเราไปไหนไปด้วยกัน!”

“ข้ารู้เจ้าเป็นห่วงอาจารย์ ต้องออกมาหาสมุนไพรไปปรุงโอสถแน่ ไปด้วยกันสองคนมีเพื่อนดีกว่าไปคนเดียวนะ ..นะ”

จิ่วเหมยฮวามองจิ่วเอ๋อร์ยึดแขนนางโดยใช้สองแขนกอดรัดไว้แน่นไม่ว่าจะดึงจะแกะยังไงก็ไม่ขยับเอาแรงมาจากไหนกันนะ จะมาช่วยหรือมาเป็นภาระข้ากันแน่นะ ร่างกายบอบบางนุ่มนิ่มไร้เรียวแรงจะยกไก่ (กรรมของข้า)

“ได้ เราไปด้วยกัน”

ทั้งเดินทั้งปีนสองคนกลิ้งตกก็หลายครั้งหลายคราผ่านมาสองวันสามารถเดินเข้ามาลึกมาก ปกติยามเดินบนเขามักจะมีเสียงสัตว์ขนาดเล็ก เสียงแมลงดังอยู่ทั่วไป แต่เวลานี้รอบด้านกับเงียบสนิทแสงตะวันผ่านใบไม้ลงมาบนพื้นดินก็น้อยมากทำให้อึมครึ้ม รู้สึกอึดอัด

“ข้ารู้สึกว่าแถวนี้แปลกๆนะ ระวังตัวกันหน่อยหากเกิดอะไรขึ้นเจ้ารีบหนีทันทีเข้าใจไหมจิ่วเอ๋อร์”

“แล้วเจ้าหล่ะ”

“ไม่ต้องห่วงข้า เจ้าไม่เป็นภาระข้าก็เอาตัวรอดได้เข้าใจไหม”

ตะวันลับฟ้าแล้ว ยิ่งเดินลึกเข้าไปในหุบเขาก็ยิ่งรู้สึกหนาวเย็น มือถือคบไฟที่ทำขึ้นยื่นไปข้างหน้าอีกไม่นานคงมองไม่เห็นแล้ว

“ฮวาเอ๋อร์ พวกเราสองคนควรจะหยุดหาที่พักที่ปลอดภัยได้แล้ว”

“ข้าก็คิดเหมือนกัน ท่านดูข้างหน้ามีโพรงไม้เราเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วจุดไฟสักกอง ให้ความอบอุ่นและกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้ามาทำร้ายพวกเรา”

สองคนช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้งรอบข้างแต่ไม่นานกลับมีแสงจันทร์ส่องลงมาเป็นลำเห็นได้แต่ไกล ด้วยความสงสัยทั้งสองคนขยับเท้าเดินตามกันไปยิ่งเข้าไปใกล้ยิ่งเห็นแสงจันทร์ส่องลงมาเป็นพื้นที่หนองน้ำหรือบึงขนาดไม่กว้างกว่าสนามฟุตบอลในชาติที่แล้ว

ริมตลิ่ง มีอะไรสักอย่างอยู่บนก้อนหิน ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ สิ่งนั้นกระทบแสงจันทร์ก็สะท้อนเป็นประกาย ตอนนี้ห่างเพียงห้าก้าวเห็นชัดเจนบนก้อนหินเป็น “งู” ขดอยู่ ลำตัวเกล็ดมีสีขาววาววับ ทันใดข้ารู้สึกถูกกระแทกอย่างรุนแรงถลาไปข้างหน้าสองสามก้าว

“งู!!!"

ใช่นั่นงูข้าคิดในใจ แต่เหตุใดศิษย์พี่ท่านจึงผลักข้าเข้าไปหามัน นางหันไปเบิกตากว้างมองไปที่จิ่วเอ๋อร์

“ศิษย์พี่ ท่านผลักข้าเข้าไปหามัน ถ้าข้าโดนมันกันจะทำอย่างไร”

“ขอโทษด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจข้าตกใจ”

“ช่างเถอะ”

“เจ้าจะทำอะไร”

จิ่วเอ๋อร์มองดูฮวาเอ๋อร์ด้วยความตกใจที่อีกฝ่ายก้าวต่อไปจนชิดก้อนหินเอื้อมมือเข้าไปจับคอ (ข้าคิดว่าตรงนั้นคือคอของเจ้างูนั่น) นางกล้าทำได้อย่างไร ต่อจากนี้ไปข้าต้องระวังตัวเพิ่มขึ้นหากทำให้นางโกรธศิษย์น้องข้าอาจจะจับงูมาแกล้งข้าก็ได้ นางจับงูนั่นหย่อนใส่ลงไปในถุงผ้าแล้วผูกปากถุงหย่อนลงตะกร้าเก็บสมุนไพร ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยเป็นอย่างมาก หลังจัดการเก็บเจ้างูนั่นเสร็จยังไม่ลืมหันมาทำตาโตใส่นางอีก

“ท่านสิทำอะไร ศิษย์พี่ท่านผลักข้าเข้ามาหามัน ท่านไม่กลัวข้าโดนงูทำร้ายหรืออย่างไร”

“ข้าขอโทษ ข้าตกใจ ข้ากลัวงูมากที่สุด ที่สุดของชีวิตเลยนะ เจ้าอย่าโกรธข้านะ”

“เจ้าไม่กลัวมันเหรอ กล้าใช้มือจับ”

“ไม่กลัว”

ในชาติก่อนข้าเคยเลี้ยงงูและข้าไม่กลัวงู ที่สำคัญเจ้านี่สวยงามแปลกตาข้าจะนำกลับไปเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนที่อาราม

ภายในถุงผ้า

เจ้ามนุษย์ไร้ค่ากล้าจับข้ามาขังไว้ในถุงผ้า ถ้าข้าไม่ถูกสาปไว้ข้าจะเคี้ยวเจ้าให้ละเอียดเชียว เชื้อสายมังกรเช่นข้าต้องมาขดอยู่ในถุงช่างน่าตายนัก คอยดูเถอะพลังเวทย์คืนมาเมื่อใดจะต้องให้เจ้าขอโทษข้าให้จงได้

เช้ารุ่งขึ้นหลังจากจัดการอาหารเช้าที่ประกอบด้วยกระต่ายที่โชคร้ายโผล่เข้ามาใกล้พอดีจึงกลายเป็นกระต่ายย่าง ผลไม้ที่เก็บมาตามทางแค่นี้ก็มีอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว

ทั้งสองเริ่มขึ้นเขาต่อไป ต้องลึกเข้าไปอีกสักเท่าใดจึงจะพบสมุนไพรทั้งสอง สภาพเราทั้งสองตอนนี้ไม่เหลือคราบผู้บำเพ็ญเพียรที่สงบเรียบร้อยอีกต่อไป คล้ายขอทานที่ย่ำแย่สกปรกมอมแมมทั่วทั้งตัว พื้นที่เหยียบก็ทรุดลงอย่างกระทันหัน

“ศิษย์น้องเจ้าระวัง!.."

“จิ่วเอ๋อร์!!!”

พวกเรากำลังล่วงหล่น….

อุ๊ค…ขาข้า (เหมือนหมูทับขา) จิ่วเอ๋อร์ ศิษย์พี่ท่านหล่นมาบนตัวข้า ข้ากำลังจะตายใครก็ได้ช่วยด้วย ยัง..ยังนั่งอยู่อีกลงไปจากตัวข้าได้แล้ว

“ศิษย์พี่ ท่านลุกจากตัวข้าก่อนได้หรือไม่”

เสียงครางเบาๆข้างใต้ ทำให้ข้าหายตกใจมิน่าทำไมตกลงมาตั้งไกลไม่รู้สึกเจ็บหนักที่แท้ศิษย์น้องที่น่ารักเสียสละเป็นเบาะรองให้ข้านี่เอง ละอายใจยิ่งนัก 555

“ข้า ขอโทษ” ข้าขยับลงจากตัวนางแล้วเอื้อมไปประครองนางค่อยๆขยับตัวขึ้น

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ค่อยๆ ไหวไหม เจ็บมากไหม”

“เจ้า .. เจ้าช่างน่าตายยิ่งนัก ทำไมไม่รีบลุกออกจากตัวข้า ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว”

“ฮวาเอ๋อร์ ฮ่าฮ่าฮ่า..ไม่ไหวแล้ว หน้าเจ้า…ดำยิ่งนัก”

จิ่วเอ๋อร์ขำหนักมากพลางชี้นิ้วไปที่ใบหน้าจิ่วเหมยฮวา ทั้งสองคนหล่นลงมาบนพื้นที่อ่อนนุ่มเป็นดินโคลน มีใบไม้ทับถมเป็นจำนวนมากทำให้ไม่ได้รับอันตราย มีเพียงรอยขีดข่วนที่เพิ่มขึ้นมาและจุดฟกช้ำตามร่างกายไม่กี่จุด อยู่ๆจิ่วเหมยฮวาก็ยิ้มก่อนเอื้อมมือมาอย่างว่องไว หน้าข้า!!!

“เจ้าแกล้งข้า”

“เพื่อความเท่าเทียมไงศิษย์พี่”

จิ่วเหมยฮวาละความสนใจจากศิษย์พี่ของนางไปสนใจเจ้างูขาวที่เก็บมา จิ่วเอ๋อร์มองดูท่าทางรักใคร่เอ็นดูของจิ่วเหมยฮวา(เหมือนนางจะชอบมันมาก) หรือข้าจะต้องพยายามชอบ(งู)ตามนางไปด้วยเพราะคงจะต้องเจอกันไปตลอดทางจนกว่าจะกลับถึงอาราม

“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้างูน้อย เจ้าถูกพวกข้าทับแบนไปแล้วหรือยัง เจ้ายังดีอยู่หรือไม่”

จิ่วเหมยฮวาเทงูขาวออกมาจับคอไว้ยกขึ้นสูงในระดับสายตามองเห็นแล้วจับมันหมุนไปหมุนมาดวงตากลมโตจ้องมองตรวจสอบทุกมุม จับไปแกว่งในน้ำจนนางคิดว่าสะอาดแล้วเอาผ้ามาซับจนเกล็ดแห้งสนิท จับแมลงมาป้อน เจ้างูขาวไม่กิน(ข้าไม่กินของชั้นต่ำนั่นหรอก ข้าคือมังกรเชียวนะ) สุดท้ายเห็นเจ้างูขาวไม่ยอมอ้าปากกินนางก็เก็บลงห่อผ้าไว้อย่างเดิม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel