บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 พันธสัญญาแรก

ริมทะเลสาบ

จิ่วเหมยฮวาเพลิดเพลินกับการขุดดินที่อ่อนนุ่มบรรจงเก็บกล้าสมุนไพรพันธุ์แปลกตารอบริมน้ำ มีจำนวนไม่น้อยที่นางเคยอ่านพบในตำรา บางชนิดก็เคยพบเห็นหรือได้ใช้มาก่อนในชาติที่แล้วนับว่าเป็นพืชล้มลุกที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น

“นี่ก็ดี เจ้านี่ทำอาหารก็ได้ ปรุงโอสถ ทำพิษก็ได้”

“ศิษย์น้อง ปลาสุกแล้ว”

“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าได้ยินไหมถ้าช้าข้าจะกินให้หมดเลยนะ”

“ได้ยินแล้ว”

มือที่เปื้อนดินทั้งสองข้างของนางรีบจุ่มลงไปในน้ำล้างจนสะอาด เสียงเรียกหลายรอบแล้วหากช้ากว่านี้ศิษย์พี่ของนางต้องบ่นระหว่างทานอาหารเป็นแน่

“น้ำในทะเลสาบเย็นยะเยือกจริงไม่รู้ว่าเบื้องล่างลึกเพียงใด”

นางยิ่งเดินเข้าใกล้ยิ่งได้กลิ่นหอมโชยมากับลมแม้กระทั่งเจ้างูนั่นยังชูคอขึ้นมองอย่างสนอกสนใจแต่จิ่วเอ๋อร์และจิ่วเหมยฮวาไม่ได้นึกสนใจมัน ใครจะคิดว่างูจะอยากกินของปิ้งย่าง มันน่าจะกินเนื้อสดๆเสียมากกว่า ปลาหลายตัวที่เสียบไม้สุกได้ที่แล้วถูกวางพาดไว้กับไม้ด้านบนเสียงน้ำในตัวปลาหยดลงเปลวไฟดัง ชี่ชี่ เป็นระยะ ฮวาเอ๋อร์ยังตัดแบ่งเนื้อปลาสดเป็นชิ้นเล็กเท่าลูกเต๋าเตรียมไว้ให้เจ้างูขาวเกือบครึ่งถ้วยชา

“ฮวาเอ๋อร์ ใบไม้ที่เจ้าให้ข้ามาผสมกับเกลือคลุกเคล้าก่อนโรยบนปลาก่อนย่างช่างดีเยี่ยมเจ้าดู เนื้อปลา เจ้าดมสิ หอมมากใช่หรือไม่ ต้องรสชาติดีแน่ๆ ชิมดูฝีมือข้า”

"ศิษย์พี่ฝีมือผสมสมุนไพรปรุงรสข้าย่อมดีกว่าเจ้าเป็นแน่ นี่เป็นสูตรที่ผสมกับวิชาสมุนไพรใช้กระตุ้นการหมุนเวียนโลหิตได้ด้วยนะ"

“ให้เจ้า..ยังมีอีกหลายตัวเราสองคนน่าจะทานกันไม่หมดนะ”

จิ่วเอ๋อร์รำพึงรำพันขณะที่มือยื่นปลาส่งมาให้ฮวาเอ๋อร์ สองคนฉีกเนื้อปลากินกันไปพลางคุยกันไปพลาง

ทันใดก็มีเสียงดังก้องในหูนาง “ข้าจะกินปลานั่น!” ใคร จิ่วเหมยฮวาร์หันไปรอบๆ ไม่มีใครนอกจากนางสองคนแล้วนางได้ยินเสียงใคร เมื่อหาไม่เจอนางก็ละความสนใจที่จะหา เริ่มแกะปลาในมือ ปลาในมือจิ่วเอ๋อร์หายไปครึ่งตัวแล้วอย่างว่องไวเพราะนางหิวจริงๆ

“ทางนี้ ข้านี่ไง ข้าเอง งูขาวเอาให้ข้ากินด้วย”

“งูขาว”

จิ่วเหมยฮวาหันไปหาเจ้างูขาวที่กำลังชูคอ ผงกหัวไปมาให้นางเห็น งูก็อยากกินปลาย่างได้ด้วยสินะ นางเหลือบมองกองเนื้อปลาสดที่วางไว้มันยังอยู่เหมือนเดิมเจ้างูนี่แปลกประหลาดนางจึงแบ่งเนื้อปลาย่างของนางให้เล็กน้อย เจ้างูกินอย่างรวดเร็ว เมื่อจัดการมื้อเย็นเรียบร้อยเจ้างูน้อยขดนอนอย่างเงียบเชียบ

“เจ้างูนี่ตัวนิดเดียวแต่มันกินจุจริงๆ”

“นั่นสิ มันกินปลาเข้าไปสองตัว ถ้ามันกินจำนวนเท่านี้จริงข้าว่าเมื่อมันโตกว่านี้เจ้าจะหาออาหารมาเลี้ยงมันไหวหรือฮวาเอ๋อร์ ไม่สู้ปล่อยมันไว้ในป่าเช่นนี้จะดีกว่าไหม”

นางมองงูสีขาวนิ่ง จากนี้รอเพียงเวลาในการเก็บต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬ จากคำบอกเล่าของนกยักษ์ ต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬมีลักษณะเป็นพุ่มขนาดเล็กเท่าฝ่ามือเด็กใบเรียวแหลมปกติจะมีสีเขียวเหมือนใบไม้ทั่วไป ทุกวันที่พระจันทร์เต็มดวงเมื่ออาบแสงจันทร์ยามเที่ยงคืนจะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทผลิดอกสีแดงสดส่งกลิ่นหอมบางๆ เพียงครึ่งชั่วยาม

"ท่านต้องจำไว้ ต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬจำเป็นต้องเก็บให้ได้ในช่วงเวลาที่ดอกบานรับแสงจันทร์ซึ่งจะมีกลิ่นหอมกระจายออกมาเท่านั้น"

“มีกลิ่นด้วยหรือ”

“ใช่ และกลิ่นนั้นจะดึงดูงสัตว์อสูรที่มีระดับสูงมาที่นี่ได้ตลอดเวลา ดังนั้นมนุษย์ที่มีวาสนาพบและนำมันกลับไปได้นั้นแทบไม่เคยปรากฏ ท่านทั้งสองต้องระวังตัวให้ดี”

ในที่สุดดวงจันทร์เคลื่อนมาตรงศรีษะแสงของพระจันทร์ส่องผ่านยอดไม้สูงมองเห็นเป็นลำแสงสวยงามฉายไปที่กลางเกาะในทะเลสาบ ต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำและดอกก็ค่อยๆบานออกเริ่มส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ กระจายออกก็มา

จิ่วเหมยฮวานั่งบนหลังนกยักษ์เตรียมข้ามฝั่งไปที่เกาะเล็กกลางทะเลสาบ ทันใดก็มีค้างคาวปีศาจตาสีแดงปีกสีม่วงขนาดเกือบเท่านกยักษ์บินเข้ามาพร้อมส่งเสียงแหลม นกยักษ์รีบบินอย่างรวดเร็วพุ่งข้ามไปถึงเกาะกลางทะเลสาปย่อตัวให้จิ่วเหมยฮวาลงจากหลังของมัน แล้วรีบบินขึ้นไปค่อยปะทะกับฝูงค้างคาวราวกับพวกมันไม่พอใจที่ไม่สามารถบินเข้ามาถึงเกาะได้จึงส่งเสียงดังยิ่งขึ้นทำให้จิ่วเหมยฮวาเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงแทบหมดสติ กลิ่นคาวเค็มทะลักขึ้นมาจากลำคอ เลือดไหลออกจากปากทันที เสียงของค้างคาวยังดังไม่หยุดพุ่งเข้ามาโจมตีด้วยปีกที่แข็งแรงและเสียงที่มีพลังทำลายจิตวิญญาณ หากเป็นคนทั่วไปคงหมดสติ หรืออาจคุ้มคลั่งไปแล้ว นางพยายามกลั้นความเจ็บปวดเฝ้ามองนกยักษ์ที่พยายามปกป้องนางจากฝูงค้างคาว

“ฮวาเอ๋อร์ อดทนไว้”

จังหวะที่ค้างคาวหลายตัวถูกกระแทกถอยหลังไป นางรีบวิ่งพุ่งเข้าไปหาต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬที่กำลังส่งกลิ่นหอมและเลือกเก็บต้นที่ใหญ่ที่สุดในกอมาได้เพียงต้นเดียว ค้างคาวตัวใหญ่สุดที่เป็นจ่าฝูงมองมาด้วยความโกรธเกรี้ยวในดวงตาสีแดงพวกมันส่งเสียงร้องก่อนจะบินพุ่งเข้ามากระแทกนางอย่างแรงจนร่างนางเซไปเกือบตกทะเลสาบ น้ำในทะเลสาบเวลานี้หมุนวนเป็นเกลียวอย่างรุนแรงมีสัตว์ขนาดใหญ่กำลังจะขึ้นมา นกยักษ์รีบบินเข้ามาจิ่วเหมยฮวารีบจับขาแล้วพากันหนีจากมา

ไม่มีฝูงค้างคาวบินตามมาพวกมันละความสนใจจากนางยังคงทุ่มเทพุ่งเข้าไปหาต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬที่เหลืออีกหลายกอที่ขึ้นอยู่บนเกาะ ขณะที่พวกนางพากันหนีออกจากที่นั่นเมื่อเหลือบกลับไปภาพที่เห็นยิ่งน่าหวาดกลัว งูสีดำขนาดใหญ่มากโผล่พ้นน้ำขึ้นมากำลังไล่กินค้างคาวเหล่านั้น ยังมีแมลงประหลาดอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดบินวนรอบๆเกาะนั่นคล้ายหมอกสีดำปิดคลุมไปทั่ว

“โชคยังดีหากช้ากว่านี้พวกเราทั้งสองคงไม่รอดกลับมา”

“ขอบคุณพ่อนกมากที่กรุณาพวกข้า”

“ไม่เป็นไร พวกเรารีบไปจากที่นี่ดีกว่า หากพวกนั้นได้กลิ่นต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬที่เจ้าได้มาเกรงว่าคงยากจะปลอดภัย”

“ไป”

เสียงของค้างคาวไม่มีผลกระทบต่อนกยักษ์เมื่อถึงฝั่งร่างของจิ่วเหมยฮวาก็ตกลงจากหลังนกยักษ์

“ฮวาเอ๋อร์เจ้าได้รับบาดเจ็บ”

เสียงของค้างคาวกระแทกในระยะใกล้ทำให้ชีพจรปั่นป่วน จิตวิญญาณเสียหายรุนแรง ลมหายใจแทบไม่มี จิ่วเอ๋อร์ยกมือป้ายริมฝีปากของตนเองนางก็บาดเจ็บเช่นกันเพียงแต่น้อยกว่าศิษย์น้องอย่างมากเพราะอยู่ไกล นางนั่งเขย่าแขนสลับกับคอยใช้ผ้าซับเลือดที่ไหลรินออกจากปากของจิ่วเหมยฮวา ตอนนี้นางกำลังกลัวมากศิษย์น้องของนางจะตายไหมนางจะทำอย่างไรดี นกยักษ์ทั้งยืนมองด้วยแววตาเป็นห่วงแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

“ทำอย่างไรดี ใครช่วยได้บ้าง โอสถที่ป้อนเข้าไปก็ไม่ช่วยอะไรเลย"

“ฮวาเอ๋อร์ ศิษย์น้อง เจ้าอดทนไว้นะอย่าหลับ ข้าจะแบกเจ้ากลับไป อาจารย์รองต้องช่วยเจ้าได้ ฮือฮือฮือ…”

นางรู้สึกตัวเพียงแต่ไม่มีแรงพอที่จะเจ็บจังเลยลืมตาไม่ขึ้น นางรู้ดีว่าคงจะทนได้อีกไม่นานแล้ว นางอยากพูดกับจิ่วเอ๋อร์แต่ไม่มีแรงเหลืออยู่แล้วเลือดนี่ช่างเค็มและคาวจังเลย ถ้ามีโอกาสนางจะตั้งใจบำเพ็ญให้มากกว่านี้หากพบเจอสัตว์อสูรที่ระดับสูงจะได้ไม่โดนทำร้ายจนตายโดยต่อสู้ไม่ได้แบบนี้ นางรู้สึกไม่อยากตายเสียดายโอกาสที่ได้มีชีวิตใหม่นี้เหลือเกิน คล้ายอยู่ในความฝันมีแต่ความมืดสลัวนางยืนอยู่เพียงลำพังความเจ็บปวดยังคงมีอยู่ จู่ๆก็มีเสียงพูดดังขึ้น

“เจ็บใช่หรือไม่ ข้าสามารถช่วยเจ้าได้นะ เจ้าจะไม่ตายเพียงแต่เจ้าต้องช่วยเหลือข้าแล้วข้าจะช่วยรักษาจิตวิญญาณของเจ้าเอาไว้”

เสียงของเด็กชายวัยห้าหกขวบดังขึ้น เป็นเสียงที่ทั้งรู้สึกคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย

“ใยข้าต้องเชื่อเจ้า"

“ฮ่าฮ่าฮ่า .. เช่นนั้นเจ้าคอยดู”

จิ่วเหมยฮวายืนเซไปเซมาแทบจะยืนไม่ไหวแล้วเด็กเบื้องหน้ากลายร่างในหมอกควันสีขาวจางๆ ภาพที่นางเห็นคล้ายว่าเห็นเด็กกลายเป็นงูขาวจากนั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นรูปลักษณ์เปลี่ยนไปเป็นมังกรตัวใหญ่ลอยละล่องอยู่บนอากาศเหนือยอดไม้ และค่อยๆหดเล็กลงมาจนมีขนาดเท่าเดิม ลอยอยู่เบื้องหน้า

“เป็นไง..ตะลึงเลยใช่ไหมหล่ะ”

“ตอบมาเจ้าจะให้ข้าช่วยไหม หากว่าให้ข้าช่วยเจ้าก็ต้องช่วยข้าเช่นกัน”

“ได้ เจ้าช่วยข้า ข้ายินดีช่วยเจ้าเป็นการตอบแทน”

จิ่วเหมยฮวารู้สึกเหมือนเห็นงูขาวตัวเล็กยักคิ้วเหมือนเด็กได้ใจยังไงยังงั้น คำถามจากงูขาวทำให้นางรู้สึกว่าข้าเลือกได้หรือถามแปลกๆ จากนั้นงูขาวก็กลายร่างเป็นเด็กชายอวบอ้วนหน้าตาน่าเอ็นดู ผิวขาวราวหยกสวมใส่ชุดสีขาวหรูหรา รวบผมปักปิ่นหยกขาว เจ้านี่ล้วนนิยมสีขาวแม้กระทั่งรองเท้ายังเป็นสีขาว ก้าวเข้ามาหยุดห่างเพียงก้าว เงยหน้าขึ้นมอง

“ข้าคือมังกรขาว ปีนี้อายุห้าร้อยปี มีเคราะห์ต้องลงมาอยู่ในโลกมนุษย์โดยอยู่ในรูปลักษณ์งู จนกว่าจะพบผู้มีวาสนาที่วิญญาณเกือบดับสูญและมีจิตใจบริสุทธิ์ กายบริสุทธิ์ ครบทั้งสามเงื่อนไขรับข้าเป็นผู้พิทักษ์และช่วยข้าสะสมบุญบารมี เมื่อนั้นข้าจึงมีโอกาสมีรูปลักษณ์ขึ้นได้อีกครั้ง และเมื่อทำพันธะสัญญาแล้วหากเจ้าดับสูญข้าก็ดับสูญเช่นกัน"

“ข้ามีครบทั้งสามเงื่อนไขสินะแล้วถ้าเจ้าดับสูญ ข้าต้องตายไปกับเจ้าด้วยไหม เจ้าหนู”

“อย่าเรียกแบบนั้น ข้าอายุห้าร้อยปีแล้วนะ ใช่ไม่ว่าเจ้าหรือข้าใครตายอีกคนย่อมต้องสูญสลายไปด้วย”

เจ้าเด็กมังกรนี่งอนแล้ว ทำแก้มป่องหน้ามีสีแดงนิดๆ เอียงข้างหลบไม่มองหน้าตนเองดูท่าจะโกรธจริง นั่นเป็นสิ่งที่จิ่วเหมยฮวามองเห็นและคิดไปเอง มังกรขาวไม่บอกนางว่าหากทั้งสองฝ่ายต่างยังอยู่นั่นย่อมมีอายุที่ยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไปแต่ทำไมเขาจะต้องบอกนางกันเล่า

“ได้ๆ เจ้าบอกมาข้าต้องทำอย่างไร”

“ใช้เลือดของเจ้า ตอนนี้เจ้าหมดสติ ข้าจะทำเองเพียงเจ้ากำหนดจิตอนุญาตทำพันธะสัญญาเท่านั้น”

“ได้”

ภายนอกสิ่งที่จิ่วเอ๋อร์ได้เห็นคือเจ้างูขาวเลื้อยออกจากถุงขึ้นไปพันบนข้อมือขาวซีดของจิ่วเหมยฮวา พลางใช้หัวเช็ดไปที่เลือดสดบนมือของนางพลันมีแสงสีขาวสว่างจ้าเป็นวงล้อมจิ่วเหมยฮวาและมันไว้ จิ่วเอ๋อร์นางตกใจพลางหันไปหาเจ้านกยักษ์ที่ผงกหัวเหมือนอยากให้นางถอยออก นางจึงขยับตัวจิ่วเหมยฮวาวางศรีษะบนห่อผ้าให้นอนราบลงไป ร่างที่นอนเหยียดยาวค่อยๆลอยขึ้น แสงนั้นดูอบอุ่นไม่นานแสงก็ค่อยๆลดลงจนหายไปและร่างนางค่อยๆ ลดต่ำลงมานอนกับพื้นเช่นเดิม เมื่อแสงหายไปสีหน้าของนางยังคงซีดเซียวแต่เลือดไม่ไหลออกจากปากแล้ว ชั่วครู่จิ่วหมยฮวาค่อยๆส่งเสียงครางออกมาทำให้รู้ว่าฟื้นแล้ว

“น้ำ”

จิ่วเอ๋อร์ดีใจ ลนลานไปหมดรีบหาใบไม้ไปนำน้ำจากริมลำธารใกล้ๆ มาค่อยๆหยอดใส่ปาก

“ศิษย์น้อง ฮวาเอ๋อร์ เจ้า เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง นอนพักอีกสักหน่อยนะ”

“ไม่ ข้าไหว พวกเราต้องรีบนำสมุนไพรทั้งสองกลับอาราม บางทีอาจจะมีสัตว์อสูรพวกนั้นตามมาเอาต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬก็ได้ อีกอย่างท่านอาจารย์อาจรอไม่ไหว”

จิ่วเหมยฮวากลั้นใจพูดนางบาดเจ็บและเหนื่อยแต่นางยังพักไม่ได้ ดังนั้นไม่อาจตามใจจิ่วเอ๋อร์ศิษย์พี่ที่เป็นห่วงเป็นใยนางได้ สองคนพยุงกันลุกขึ้นมานกยักษ์ทั้งสองพามาส่งจนสุดชายป่าสัตว์อสูรเมื่อบอกลากันเรียบร้อยจึงพากันเดินจากมา เริ่มเข้าสู่เขตป่าหลังอารามแต่พวกนางยังต้องเดินออกจากเขากันอีกไกล เป็นจิ่วเอ๋อร์ที่พยุงกึ่งแบกจิ่วเหมยฮวาที่มีเพียงสติแต่ไร้เรียวแรงจะพยุงตัว เดินๆหยุดๆ สะดุดบ้างล้มบ้างเกือบ

“ฮวาเอ๋อร์เจ้าอดทนไว้ อีกไม่ไกลพวกเราจะถึงอารามแล้ว ข้า ข้าจะให้อาจารย์รองรักษาเจ้า ฮือฮือ อย่าตายนะ ฮือฮือฮือ

สองวันก็มองเห็นอารามอยู่ในสายตาลิบๆ นัยน์ตาของจิ่วเอ๋อร์มีน้ำตาเอ่อขึ้นมาจะไหลตลอดเวลา นางต้องกลั้นไว้สองวันนี้นางทุกข์มากกังวลกลัวว่าศิษย์น้องเพียงคนเดียวของนาง ฮวาเอ๋อร์จะไม่รอด เมื่อมองเห็นประตูอารามอยู่่ในสายตานางก็ยิ้มกว้างออกมาทันที ในที่สุดนางก็พาศิษย์น้องกลับมาอารามได้แล้ว ส่วนเจ้างูขาวที่พันรอบข้อมือฮวาเอ๋อร์ตั้งแต่เวลานั้นจนบัดนี้ยังไม่ขยับตัวประหนึ่งกลายเป็นหินไปแล้ว จิ่วเอ๋อร์ก็ไม่ได้ใส่ใจมันมีเพียงศิษย์น้องของนางเท่านั้นสำคัญที่สุดในเวลานี้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel