บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ข่าวจากชายแดน

“เริ่มการประชุมได้”

เสียงแหลมของขันทีขานดังก้องทั้งท้องพระโรง

“ทูลฝ่าบาท การรวบรวมเสบียงและเก็บภาษีในปีนี้เรียบร้อยดีเนื่องจากสภาพอากาศและน้ำบริบูรณ์ชาวบ้านทำไร่ทำนาได้ผลดี การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดี แพรพรรณไม่มีปัญหาแต่อย่างใด คาดว่าปีนี้ภาษีน่าจะได้ตามเป้าที่พระคลังต้องจัดการเก็บพะยะค่ะ”

เสนาบดีฝ่ายซ้ายหลิวหลิงฝั่นควบคุมพระคลังรายงานเป็นคนแรกซึ่งเป็นรายงานทั่วไปขุนนางต่างรับฟังจนกระทั่งมีเสียงก้องกังวาลปลุกให้ทุกคนตั้งใจฟังขึ้นมา

“ฝ่าบาท กระหม่อมหลิวโฮวหมิงมีเรื่องทูลเกี่ยวกับการคัดเลือกขุนนางใหม่ ปีนี้ครบกำหนดสามปีแล้วพะยะค่ะ ต้องจัดสอบสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถมีจริยธรรมสูง ไม่ทราบจะดำเนินการอย่างไรพะยะค่ะ”

เสนาบดีฝ่ายขวาหลิวโฮวหมิงพี่ชายฮองเฮาเอ่ยด้วยเสียงอันดัง หัวข้อนี้เป็นประเด็นร้อนแรงการคัดเลือกขุนนางคือโอกาสในการจัดสรรที่ว่างให้กับคนในสังกัดของตนได้เข้ารับราชการเพื่อผลประโยชน์ในอนาคตทั้งสิ้น การเสนอชื่อผู้ทำหน้าที่คัดเลือกนับว่าส่งผลต่อทุกคนทั้งสิ้นท้องพระโรงที่แต่เดิมเงียบอยู่ก็มีเสียงกระซิบกระซาบเบาๆ จากนั้นก็เริ่มดังเพิ่มมากขึ้นตามความร้อนแรงของรายละเอียดที่ถกเถียงกัน

การคัดเลือกขุนนางใหม่ที่เวียนมาครบกำหนดสามปีเดิมสมควรจะต้องจัดสอบสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถมีจริยธรรมสูง เป็นเรื่องที่อยู่ในพระทัยของฮองเต้มาสักระยะหนึ่งด้วยรู้ว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนถ่ายขุนนางที่ดีและเลวเข้ามาในรัชสมัยที่พระองค์เพ่งเล็ง สายพระเนตรกวาดมองหลายคนอย่างเงียบๆ แม้ภาพลักษณ์ของพระองค์จะดูมีความเมตตา ฟังความคิดเห็นของขุนนางแต่ก็ทรงมีจุดยืนที่ยึดมั่นในการปกครองบ้านเมืองเสมอมา ครั้งนี้พระองค์ก็มีแผนการณ์ของพระองค์อยู่เช่นกัน

เมื่อเสนาบดีฝ่ายขวาหลิวโฮวหมิงพี่ชายฮองเฮาเปิดประเด็นร้อนแรงเรื่องการคัดเลือกขุนนางย่อมเป็นโอกาสในการจัดสรรขุนเข้ารับราชการเพื่อผลประโยชน์ในอนาคต พระองค์ย่อมต้องยินดีที่จะลอยเรือตามน้ำจึงกล่าวด้วยเสียงเรียบๆ ไม่ดังจนเกินไปนัก

“ขุนนางทั้งหลายพวกท่านปรึกษาหารือกันสักระยะหนึ่งแล้ว เจิ้นอยากฟังว่าขุนนางทั้งหลายเห็นควรให้ผู้ใดรับผิดชอบในการจัดสอบในปีนี้”

“กระหม่อมคิดว่าองค์รัชทายาททรงมีความสามารถในการบริหารราชการ เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งพะยะค่ะ”

“กระหม่อมคิดว่าชินอ๋องเหมาะสมเช่นกันทรงมีความสามารถทั้งด้านบริการและการทหารพะยะค่ะ

เสียงของเหล่าขุนนางมราพากันออกมาถวายความคิดเห็นสนับสนุนคนที่ตนชื่นชอบหรือฝักฝ่ายอยู่เซ็งแซ่ ในแถวมีเสียงที่เริ่มถกเถียงกัน รัชทายาทและชินอ๋องต่างยืนนิ่งมองดูการพูดถกเถียงกันไปมา ในที่สุดฮ่องเต้ก็เริ่มไม่พอพระทัย

“หยุดเถียงกันได้แล้ว ยังพอมีเวลาเจิ้นจะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งในภายหลัง ยังมีเรื่องใดจะรายงานอีกไหม”

ทันใดมีเสียงทหารตะโกนแทรกจากนอกประตูเข้ามา

“ขอถวายรายงานด่วนจากชายแดนพะยะค่ะ”

ขุนนางทุกคนพากันเหลียวหลังไปตามเสียงนั้น แสงจากด้านนอกทำให้เห็นได้ผู้ที่วิ่งเข้ามาไม่ชัดเจน เป็นทหารในชุดพร้อมรบหมวกที่บิ่นแหว่งเอียงลงเล็กน้อย ทรุดตัวคุกเข่าด้านในประตูไม่ได้วิ่งต่อเข้ามาเบื้องหน้าราชบัลลังก์

“ข่าวด่วนจากชายแดนเหนือกระหม่อมเป็นทหารส่งสารสังกัดหน่วยพยัคฆ์คำรามพะยะค่ะ”

“เหตุใดไม่เข้ามาเบื้องหน้าพระพักตร์ ให้เข้ารายงานได้”

ทหารคนนั้นเมื่อได้ยินเสียงขันทีข้างฝ่าบาทตำหนิได้ยินทั่วรีบลุกขึ้นเดินเกือบเป็นวิ่งเข้ามาร่างกายอาบไปด้วยเลือดและฝุ่นบนเสื้อผ้าไม่มีสักส่วนที่เห็นสีเดิมทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผล โซเซเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าท่ามกลางขุนนางที่ถอยออกด้านข้างเว้นช่องกลางให้เขาที่ถลาลงมาคุกเข่ากระบอกปิดผนึกที่สะพายและผูกไว้อย่างแน่นหนาเขารีบแก้เชือกยื่นกระบอกขึ้นสูงเหนือศรีษะ

ฮองเต้คิ้วขมวดเพราะเหตุการณ์นี้สภาพของทหารบอกเหตุโดยไม่ต้องคิดให้มากความเลยว่านี่เป็นเรื่องร้ายแรง รีบโบกพระหัตถ์ให้ขันขีประจำพระองค์รีบเดินลงไปหยิบก่อนรีบนำขึ้นถวาย ขันทีแกะออกถวายให้ทรงทอดพระเนตรตัวอักษรที่เขียนไว้ท่ามกลางสายตาขุนนาง ใบหน้าและดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธเกรี้ยว

“บังอาจ!! พวกเจ้าเห็นข้าเป็นอะไร ปิดบังข่าวสารจากชายแดนสมควรลงโทษเช่นไร”

“มีเหตุอันใดที่ชายแดนเหนือ พะยะค่ะ”

รัชทายาทเห็นท่าทางและน้ำเสียงที่เกรียวกราดต่างจากปกติโดยทันที รีบถามขึ้น

“พวกโจรนอกด่านรวมหัวกันตีเมือง ปล้นสะดมชาวบ้าน เป็นเวลานานเดือนกว่าแล้ว เหตุใดไม่มีการถวายรายงานเข้ามาพวกเจ้าทำอะไรกันอยู่พูดมา”

เสียงตรัสอันเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนบ่งบอกถึงความร้ายแรงของเนื้อหาภายในเอกสารฉบับนั้นได้เป็นอย่างดี ในท้องพระโรงแห่งนี้ต้องมีขุนนางที่ทรยศร่วมมือกับข้าศึกภายนอกแน่นอนการรบยาวนานหลายเดือนเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีข่าวสารรายงานมาให้พระองค์ได้รับรู้นอกจากมีพวกที่ค่อยบิดเบือนปิดบังเอาไว้ นี่เป็นเรื่องที่พระองค์จะต้องจัดการในภายหลังตอนนี้จำเป็นต้องแก้ไขเหตุการณ์ให้คลี่คลายเสียก่อน

“ทหาร เจ้าพูดมาสิว่าเหตุใดเจ้าจึงมารายงานในวันนี้ได้”

“ทูลฝ่าบาท ท่านแม่ทัพได้ส่งม้าเร็วมาถวายรายงานหลายครั้งหลายคราแล้วพะยะค่ะ กองทัพได้แต่เฝ้ารอแต่ไม่มีการตอบกลับไปจึงคาดเดาว่าน่าจะมีคนร้ายดักลอบสังหารทหารที่เดินทางมาส่งรายงานก็ได้ แล้วเมื่อสิบวันที่ผ่านมาเหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงมาก ที่ปรึกษาจึงเสนอให้ส่งม้าเร็วออกมาเป็นหลายๆกลุ่มฝ่าทะลวงออกมาพร้อมกันอาจมีสักกลุ่มที่สามารถรอดมาถึงเมืองหลวงได้ คิดว่ามีเพียงกระหม่อมที่รอดมาได้พะยะค่ะ”

“เจิ้นรู้แล้วเจ้าออกไปพักได้รักษาตัวให้หายดีจะได้เดินทางกลับไปช่วยพี่น้องของเจ้าที่ชายแดนพร้อมกองทัพเสริมจากเมืองหลวง”

       “ขอบพระทัยที่ทรงพระกรุณา กระหม่อมจะต้องกลับไปช่วยพวกเขาแน่นอนพะยะค่ะ”

พระพักตร์ที่ยามนี้บ่งบอกความเกรี้ยวกราดในอารมณ์เป็นอย่างดี โบกพระหัตถ์ให้ขันทีเข้าไปพยุงทหารออกไปส่ง ก่อนจะเริ่มตรัสด้วยเสียงดังและห้วนเข้ม

“พวกเจ้าเป็นขุนนางมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านเกิดสงครามนานขนาดนี้ชาวบ้านทุกข์ยากหนีไฟสงคราม ใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้ แม้ชายแดนจะส่งสารมาไม่ถึงแต่มิได้หมายความว่าหัวเมืองที่อยู่ติดชายแดนจะไม่ได้รับข่าวคราว ในเมื่อชาวบ้านมีการอพยพหนีไฟสงคราม ขุนนางของเจิ้นเหล่านั้นทำอะไรกันอยู่มั่วแต่กินนอนอย่างสุขสบายไม่ได้ทำหน้าที่ใช่หรือไม่ หลังสงครามครานี้เสร็จสิ้นเจิ้นจะลงโทษขั้นเด็ดขาดทั้งหมด ราชอาลักษณ์บันทึกคำพูดข้าไว้ทั้งหมด”

“พะยะค่ะ”

“เรื่องเร่งด่วนคือการส่งทัพหนุนและเสบียงไปช่วยเหลือ พวกเจ้าใครอาสานำทัพในครั้งนี้”

สิ้นสุรเสียงขุนนางก็แบ่งฝ่ายเสนอตามฝ่ายที่ตนสนับสนุนทันที ทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ตะโกนแข่งกันเสียงดังไปทั่ว สถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งในเส้นทางสู่เก้าอี้มังกรในอนาคตทั้งกำลังทหารและผลงานที่ตามมา ทำให้ต่างฝ่ายต่างโจมตีกันสลับไปมา

“สถานการณ์คับขันยิ่งนัก ทรงให้ชินอ๋องนำทัพเถอะพะยะค่ะ ประสบการณ์การออกรบเป็นที่ประจักษ์นะพะยะค่ะ”

“ชินอ๋องทรงมีประสบการณ์มาก แต่รัชทายาทก็เหมาะสมยิ่งเช่นกันพะยะค่ะ ทรงมีความสามารถในการวางแผนและการบริหาร ย่อมสามารถดูแลควบคุมความวุ่นวายได้พะยะค่ะ”

“ไม่ต้องเถียงกันแล้ว เหตุการณ์เร่งด่วนเช่นนี้พวกเจ้ายังมองแต่ผลประโยชน์ ชาวบ้านล้วนเดือดร้อนพวกเจ้าก็ไม่ใส่ใจช่างเป็นขุนนางที่น่าภาคภูมิใจของข้าเสียเหลือเกิน เจิ้นให้ชินอ๋องนำทัพ อู่อ๋องควบคุมทัพเสบียงตามไปสมทบ รัชทายาทอยู่ช่วยเจิ้นบริหารราชกิจและจัดเตรียมทหารเข้าขบวนไปชายแดน รวบรวมข้อมูลและเสบียงเพิ่มเติม มีใครอยากแย้งความคิดของเจิ้นไหม”

คำเรียกขานแทนตัวของฝ่าบาทเปลี่ยนไปแล้วแสดงว่าถึงขีดสุดของพระองค์ ฮองเต้ที่เคยมีพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใสอบอุ่นตลอดเวลาแล้ว ยามนี้ยังจะมีขุนนางคนใดต้องการโผล่ศรีษะยื่นออกไปขัดพระทัยกันเล่าตนยังต้องการเก็บคอไว้บนไหล่เช่นเดิม ได้แต่ก้มหน้ามองเท้าตนเองไม่ส่งเสียงให้เป็นที่ขัดพระทัยแม้แต่น้อย

“ดี เลิกประชุม ขุนนางที่เกี่ยวข้องยังไม่รีบไปจัดการอีก”

ตรัสไล่ขุนนางก่อนที่ขันทีจะรีบเลิกการประชุม ยังไม่ทันสิ้นเสียงของขันที ร่างสง่าในชุดสีทองก็สะบัดชายแขนเสื้ออย่างขัดพระทัยลุกออกไปไม่เห็นเงาเสียแล้ว ขุนนางทุกระดับเงยหน้าขึ้นมายังแปลกใจไปตามๆ กัน ก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปจัดการงานของตน เมืองหลวงวุ่นวายจัดเตรียมทัพและเสบียงตั้งแต่บนลงล่าง

ตำหนักฮองเฮา

ฮองเฮาหลิว หลิวอิ๋นหรู บุตรสาวอดีตราชครูในรัชกาลก่อน พระพักตร์ยังคงงดงามแม้ว่าจะล่วงเลยมาสี่สิบห้าปีแล้วแต่ยังดูคล้ายสามสิบต้นๆ พระญาติฝ่ายพระนางต่างมีความมั่นคงในหน้าที่การงานทั้งกิจการในตระกูลหลิวก็กลายเป็นอันดับหนึ่งไม่มีผู้ใดเทียบเคียงขึ้นมาได้ น้องชายเป็นถึงเสนาบดีฝ่ายซ้าย หลานสาวเกี่ยวดองกับเจ้ากรมพระคลัง เรียกได้ว่ามองไปทางใดก็ล้วนเป็นคนของตระกูลหลิวทั้งสิ้น พระนางกำลังนั่งรอพระโอรสองค์เล็กที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวไปทั่ว ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับราชกิจตามที่พระนางต้องการแม้แต่น้อย

“เสด็จแม่ หม่อมฉันถวายบังคม ทรงพระเจริญ พันปี พันๆปี”

“อู่อ๋อง เจ้ายังมาตำหนักข้าได้ถูกแล้วหรือ เจ้าหายหน้าหายตาเกือบปี ข้าเกือบจะลืมเจ้าไปแล้ว”

“ทรงไม่ลืมกระหม่อมหรอกพระเจ้าค่ะ ทรงรักกระหม่อมมากที่สุด นี่ของฝากจากชายฝั่งทะเลใต้พะยะค่ะ”

“รัชทายาทไปไหนล่ะ เหตุใดไม่มาพร้อมเจ้า”

“ชายแดนเหนือมีปัญหา เสด็จพ่อทรงแต่งตั้งชินอ๋องคุมกองทัพและเสด็จพี่ควบคุมการจัดทหารที่จะไปเสริมทัพจึงกำลังวุ่นวาย อีกสักครู่กระหม่อมก็ต้องไปเตรียมตัวเช่นกันพะยะค่ะ หม่อมฉันรับผิดชอบเสบียงไปยังด่านชายแดน”

“เจ้าพึ่งมาก็ต้องไปอีกแล้ว เอาเถอะๆ เจ้าก็เตรียมหมอหลวงและโอสถให้มากหน่อย ขันทีที่ไว้ใจได้นำไปด้วยแล้วก่อนออกเดินทาง เจ้าอย่าลืมแวะไปถวายพระพรไทเฮาสักครา”

“กระหม่อมทราบแล้วพะยะค่ะ

ฮองเฮาได้ฟังคำของพระโอรสองค์เล็กก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็มิได้แสดงสีหน้ายังคงรอยยิ้มอ่อนโยน ตรัสเตือนพระโอรสในการเตรียมตัวและเดินทางไปชายแดนเกี่ยวกับอันตรายต่างอย่างเป็นปกติ

ในตลาดภายในเมืองหลวงทุกแห่งล้วนมีข่าวการเตรียมทัพไปชายแดนเหนือเป็นหัวข้อการพูดคุยที่ชาวบ้านพูดจากันตลอดทั้งวัน บางครอบครัวกำลังมีความรู้สึกหดหู่เป็นกังวลกับพี่น้องที่ต้องเดินทัพ ตามวัดและศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ มีแต่ควันธูปและเสียงขอพรขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ป้องกันตัวดังตลอดทั้งวัน บางแห่งต้องเปิดตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเพราะจำนวนคนไปสักการะมากเกินกว่าจะรับได้ในยามกลางวันตามปกติ บนถนนมีเสียงเกวียนและรถม้าที่จัดเตรียมสิ่งของส่งเข้าไปในค่ายทหารแทบตลอดทั้งวัน ในค่ายเองก็ครึกครื้นไม่ต่างกับภายในเมืองการตรวจนับอาวุธ เสบียงและอุปกรณ์เดินทัพถูกดำเนินการอย่างละเอียด ท่ามกลางแดดที่ร้อนแรงชุดของทหารต่างชุ่มไปด้วยเหงื่อเช่นเดียวกับชินอ๋องที่ได้รับพระราชโองการก็อยู่ในค่ายทหารตลอดเวลามิเคยกลับจวนสักวัน

บนกำแพงเมือง ฮ่องเต้ ฮ่องเฮา รัชทายาทและขุนนางล้วนมายืนส่งทหารออกเดินทาง ชินอ๋องนำหน้าขุนพลในฐานะแม่ทัพ ทัพหลวงออกเดินทัพมุ่งหน้าไปชายแดนอย่างรีบเร่ง ในสองวันถัดไปขบวนเสบียงที่มีเกวียนนับหลายร้อยเกวียนก็ออกเดินทางมีอู่อ๋องคุมเสบียงตามหลังไป

ผ่านมาสี่ปีกว่ายามนี้นางมีอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีได้ผิวพรรณกระจ่างใสอาจเป็นเพราะการบำเพ็ญเพียร จิ่วเหมยฮวาที่มีความก้าวหน้าแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในอาราม ท่านอาจารย์ยังบอกว่าพลังวิญญาณของนางดูละเอียดบางเบาบางครามีแสงเปล่งประกายคล้ายเทพเซียน(พวกท่านอาจจะคิดไปเอง) นางก็ยังรู้สึกว่าตนยังคงห่างชั้นจากปรมาจารย์อีกยาวไกล

วันนี้อากาศดีมาก หลังทำงานช่วงเช้าเสร็จเรียบร้อย ศิษย์พี่ชวนข้าไปธารน้ำเพื่อซักผ้า ความจริงแล้วก็เป็นเพียงข้ออ้างออกจากอารามตามที่เราสองนัดกันไว้เพื่อหาโอกาสไปเที่ยวบนเขาและลิ้มรสเนื้อสัตว์ แม้นางจะฝึกตนบำเพ็ญเพียรแต่ความสามารถในอดีตนางก็ยังไม่เคยละทิ้ง เมื่อมีโอกาสมักจะเก็บสมุนไพรที่แตกต่างออกไปรวมทั้งการทดลองนำผลไม้ป่าชนิดต่างๆ มาใช้ปรับรสชาติสมุนไพร

เมื่อสามวันก่อนจิ่วเอ๋อร์เก็บยายหลานสองคนที่นั่งหมดแรงอยู่ริมทางระหว่างกำลังจะกลับขึ้นเขา นางได้เห็นสภาพของคนทั้งคู่แล้วรู้สึกสงสารจึงไปสอบถามได้ความว่าทั้งคู่ไม่เหลือคนในครอบครัวแล้ว ทั้งสองเดินด้วยเท้าอพยพมาจากชายแดนทางเหนือระหว่างทางถูกปล้นแย่งชิงทรัพย์สินจนหมด ไม่มีเงินซื้อเสบียงอาหารอดมาหลายวันได้กินเพียงน้ำเปล่าจากบ่อน้ำลำธารประทังชีวิต บางคราโชคดีก็ได้ผลไม้ริมทาง จึงพาทั้งสองไปขอความเมตตาจากอาจารย์ ได้พักอาศัยชั่วคราว

“เรารีบซักผ้าให้เสร็จ ศิษย์พี่ตั้งใจชวนเจ้าไปเที่ยวเล่นดีหรือไม่ ฮวาเอ๋อร์”

“ศิษย์พี่ ครานี้เราลองเดินเลียบลำธารขึ้นไปหาน้ำตกดีหรือไม่ พวกเรายังไม่เคยเดินไปทางนั้นเลยนะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel