บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 ชีวิตใหม่นี้ช่างดียิ่งนัก

นางเดินไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบ มองเห็นจิ่วเอ๋อร์ยืนหันหลังให้ นางกำลังทำความเคารพอาจารย์รองผู้ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรเป็นอย่างดีแต่ท่านค่อนข้างเข้มงวดน้อยครั้งที่จะเอ่ยปากชมใครสักคน

“เจ้าวิ่งมาไม่สำรวมเอาเสียเลย”

“ขอโทษเจ้าค่ะ ครั้งหน้าจะไม่ทำแล้วเจ้าค่ะ”

“จิ่วเอ๋อร์ เราฝึกฝนบำเพ็ญภาวนาอย่าได้รับปากมั่วซั่ว เจ้าต้องทำให้ได้ตามที่พูดการสำรวมเป็นการฝึกฝนตนอย่างหนึ่งเจ้าต้องระลึกเสมอว่ากำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร การวิ่งวุ่นวายทำให้จิตใจเตลิดไม่อยู่นิ่งมันไม่สมควร”

“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”

“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าจำสมุนไพรที่ข้าบอกให้จัดเป็นชุดได้หรือยัง”

“ศิษย์ยังจำไม่ค่อยได้เจ้าค่ะ”

“เจ้าน่ะ ความจำดีขาดแค่ความเข้าใจเท่านั้นพยายามต่อไปข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้ดีแน่นอน”

“ขอบคุณท่านอาจารย์รองเจ้าค่ะ”

สองสาวก้มลงทำความเคารพให้กับอาจารย์รองที่เดินกลับเข้าอารามในมือหิ้วตะกร้าไม้สานที่ใส่สมุนไพรหลายชนิดจากไป จิ่วเหมยฮวารู้สึกว่าตนเองโชคดีเพราะมีความทรงจำในอดีตอาม่าของนางสอนเกี่ยวกับสมุนไพรโบราณสำหรับชีวิตประจำวันและการบำรุงรักษาร่างกายที่สืบทอดกันมาในตระกูลทำให้รู้จักสมุนไพรจำนวนไม่น้อยถึงไม่มีความรู้ในการจัดยารักษา แต่เมื่อได้รับการชี้แนะก็ทำให้การเรียนรู้ได้ไวจนได้รับคำชมหลายครั้ง

ชีวิตในเวลานี้ช่างแตกต่างจากชาติที่แล้วนัก นางจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและทำความดีให้มากที่สุด สร้างบุญสร้างกุศล บำเพ็ญเพียรภาวนาเผื่อว่าจะส่งผลต่อเจ้าของร่างเดิม คาดว่าพลัดหลงกับญาติหรือถูกนำมาทิ้งแล้วพยายามดิ้นรนจนมาถึงทางขึ้นอารามแห่งนี้เสียดายที่สุดท้ายก็ต้องจากไป บังเอิญเป็นเวลาเดียวกับที่นางประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลงจึงประจวบเหมาะให้นางได้มาอาศัยร่าง ช่างน่าสงสารยิ่งนัก

นางคิดว่าชีวิตหลังจากนี้ตนเองจะมุ่งมั่นบำเพ็ญภาวนาให้สำเร็จเป็นเซียนเช่นปรมาจารผู้ก่อตั้งของอารามแห่งนี้ให้จงได้

ในลำธารห่างไปจากอาราม

ทั้งสองคนกำลังเดินย่ำริมน้ำซึมซับความเย็นเข้าผิวหนัง จิ่วเหมยฮวาพับขากางเกงและแขนเสื้อขึ้นทั้งสองข้างพับจนเห็นแขนขาที่เรียวยาว รูปร่างบอบบาง นางก้มมองภาพที่สะท้อนในน้ำร่างนี้มีหน้าตาจัดว่างดงามมากหากเป็นชาติทีผ่านมาต้องเป็นเนทไอดอลหรือดาราวัยรุ่นได้อย่างแน่นอน

“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าชมโฉมตัวเองอยู่หรือไร”

“ข้าไม่เคยเห็นหน้าตัวเองมาก่อน ที่อารามก็ไม่มีกระจก ข้าเห็นเป็นเงาลางเลือนดูไม่ออก”

“เจ้าเชื่อสายตาข้าสิ เจ้านะงดงามมาก ผิวก็ขาวอมชมพู ผมยาวดำสลวยถึงเอว เอวก็ไม่หนาเหมือนข้า”

“ถ้าเชื่อเจ้าสิแปลก ข้าแค่เอวเล็กกว่าเจ้าเพราะเจ้าอายุยังน้อยรูปร่างเช่นนี้จึงเรียกว่าสมบูรณ์ตามวัย แต่ว่าเจ้าน่ะเคยเห็นคนสวยด้วยหรือ พวกเราอยู่แต่ในอารามทั้งวัน”

“ถึงข้าไม่เคยเห็นสาวงามที่ในเมือง แต่ข้าเคยเห็นในภาพวาดนะ เจ้าน่ะโตขึ้นต้องสวยมากแน่นอน”

“ได้ ข้าเชื่อเจ้า”

ร่างกายเด็กสาวคนนี้เทียบกับชาติที่แล้วที่ตัวใหญ่ค่อนข้างหนากว่าก็ถือว่าดีอย่างยิ่ง นางชอบตัวนางเองในยามนี้ยิ่งนัก

การแต่งกายของจิ่วเอ๋อร์แตกต่างกับนาง เพราะจิ่วเอ๋อร์อายุสิบสองปีแต่ร่างกายสูงและหนากว่าสวมชุดสีเทาซับในสีขาว ตัวนางอายุมากกว่าสองถึงสามปีแต่รูปร่างเล็กและผอมทำให้สวมชุดของจิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ ลำบากอาจารย์ต้องหาผ้ามาตัดเย็บให้นางใหม่มีเพียงผ้าสีขาวที่ใช้ได้ชุดที่นางสวมใส่จึงเป็นสีขาวทั้งตัวในและตัวนอก

ในแต่ละวันนางและจิ่วเอ๋อร์มักจะอยู่ด้วยกัน อาจารย์ท่านว่าพบนางที่ใดพบจิ่วเอ๋อร์ที่นั่น เราทั้งคู่เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องเรียนรู้หลักธรรม บำเพ็ญเพียร ฝึกสมาธิ เรียนรู้สมุนไพรรักษาโรค ดูแลทำความสะอาดอารามทำงานทั่วไป รอบอารามทั้งสามด้านเป็นป่าเป็นเขาโอบล้อมเอาไว้มีเพียงทางขึ้นด้านหน้าที่ค่อนข้างโล่งกว่าต้นไม้เตี้ยกว่าเล็กน้อย พวกเราได้รับอนุญาตเพียงให้ออกไปที่ลำธารและเชิงเขาใกล้ๆ ได้เท่านั้น อาจารย์ท่านเป็นกังวลกลัวจะเกิดอันตรายจากสัตว์ร้ายในป่า ตอนนี้ข้าร่างกายแข็งแรงขึ้นมากสามารถเดินและปีนขึ้นเขาตามจิ่วเอ๋อร์ได้คล่องแคล่ว

ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่ง คือในชาติก่อนนางชอบอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ไม่ชอบผัก ผลไม้หากจะทานต้องปั่นหรือคั้นจึงทานเข้าไปได้ ส่วนใหญ่อาหารที่อารามเป็นผัก ผลไม้และอาหารที่ทำจากแป้งไม่ทานเนื้อสัตว์ (ช่วงแรกต้องทานข้าว โจ๊กเปล่า เพราะมีแต่ผักกว่าจะพยายามทานผักได้ก็นานหลายเดือน) อีกทั้งไม่มีความสามารถในการทำครัวเป็นแม่บ้านไมโครเวฟอย่างแท้จริงบวกกับเป็นสาวกของบะหมี่สำเร็จรูปทุกชนิดทุกรสชาติ ดังนั้นเมื่อเข้าครัวทำอาหารครั้งแรก จึงมีสภาพอนาถอย่างแท้จริง เสื้อผ้า หน้า ผม ทุกส่วนของร่างกายมีแต่เขม่าควันบางครั้งก็ได้แผลจากมีด โชคดีอีกอย่างคืออาจารย์ทั้งหลายในอารามรับอาหารเพียงมื้อเดียวในแต่ละวัน มีเพียงนางสองคนที่ทานได้สองมื้อจึงลดความยากลำบากในการปรุงอาหารไปไม่น้อย

“สุกหรือยัง กลิ่นปลานั่นทำเอาท้องข้าร้องไปหมดแล้วนะ”

“เกือบแล้ว ไม่น่าเชื่อนะว่าคนที่โกรธและโวยวายในครั้งแรกที่เห็นข้าจับปลาและกระต่ายห่างไปไม่ไกลจากลำธารมาย่างคือคนที่ร้องกินคนแรกในยามนี้”

“ศิษย์น้องเจ้าละกล่าวยอกย้อนทำไม เมื่อก่อนข้ากินแต่อาหารเจล้วนแต่เป็นพืชผักและเต้าหู้ไม่เคยได้ลิ้มลองเนื้อสัตว์มาก่อนอีกทั้งเติบโตภายใต้คำสอนของท่านอาจารย์จะไม่แสดงอาการเช่นนั้นได้อย่างไร”

“นั่นสินะ ดังนั้นท่านจึงได้แต่เฝ้ารอเวลาที่จะได้ออกมากับข้าเพื่อลิ้มรสเนื้อสัตว์ใช่หรือไม่”

“ใช่ใช่ใช่ ข้าเฝ้ารอ แต่ข้าก็ช่วยปิดบังอาจารย์นะ”

“ศิษย์พี่ ข้าคิดว่าการที่เราสองคนแอบกินเนื้อสัตว์คงทำให้หนทางของการบำเพ็ญเพียรล่าช้า การสำเร็จเป็นเซียนคงยิ่งยากและยาวนานออกไป ดังนั้นข้าจะกินให้น้อยลงเพื่อจะได้สำเร็จมรรคาไวขึ้น”

“อ๊าย ไม่ได้เชียวนะเจ้ามาหลอกล่อให้ข้าชื่นชอบการกินเนื้อสัตว์แล้วจะงดได้อย่างไร ข้าต้องเจ็บปวดใจมากเชียว ศิษย์น้องที่รักเราออกมาย่างเนื้อกินเช่นเดิมเถอะนะ”

“ได้ แต่ว่ากลับไปข้าจะขออาจารย์ออกกำลังกายร่างกายจำเป็นต้องมีความแข็งแรงกระฉับกระเฉงศิษย์พี่ต้องไปฝึกด้วยกันกับข้า”

“ข้าไม่ฝึกได้หรือไม่ ข้าชอบการนอนมากกว่า”

“ไม่ได้ ถ้าท่านไม่ฝึกกับข้า งั้นเราก็ไม่ต้องออกมาหาปลาย่างเนื้อก็แล้วกัน”

“หึ เจ้าใจร้าย”

จิ่วเหมยฮวายิ้ม อากาศอบอุ่นกำลังสบายๆ ที่นี่ไม่เหมือนชาติที่แล้วความล้าหลังของเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้จำเป็นต้องเตรียมร่างกาย จิตใจ และทักษะต่างๆให้พร้อมมิฉะนั้นอาจเจ็บป่วย หรือเกิดอันตรายได้ ดังนั้นอันดับแรกจำเป็นต้องให้อาจารย์อนุญาตก่อน ด้านหลังเรือนพักมีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะใช้ในการออกกำลังและฝึกฝนร่างกายแบบพื้นฐานจำพวกวิ่ง ซิทอัพ โยคะ ส่วนอุปกรณ์อื่นๆก็ค่อยๆดูกันไปว่าจะทำออกมาได้หรือไม่อย่างไรก็ตามร่างกายนางเล็กเพียงนี้บางสิ่งคงยากเกินไป

“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขออนุญาตใช้เวลาช่วงเช้าก่อนเตรียมอาหาร ออกกำลังกายในพื้นที่ด้านหลังเรียนพักได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ร่างกายเจ้าแข็งแรงดีแล้วหรือ เจ้าจะฝึกฝนอย่างไรอย่าได้หักโหมจนเกินไปจะป่วยไข้ได้อีก”

“ในช่วงแรกศิษย์จะฝึกฝนให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง นอกเหนือจากนั้นท่านอาจารย์มีคำแนะนำให้แก่ศิษย์หรือไม่เจ้าคะ”

“ในห้องอาจารย์น่าจะมีคำภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของคนที่จะฝึกยุทธ์ แต่เจ้าก็สามารถนำไปฝึกฝนได้ พรุ่งนี้เช้าเจ้าค่อยมารับไป”

“ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”

สุดชายแดน ด้านนอกป้อมปราการตลอดจนกำแพงล้วนปรากฏร่องรอยการโจมตีด้วยอาวุธต่างๆของศัตรูจากนอกด่าน หลายเดือนแล้วที่สภาพอากาศที่แห้งแร้ง ชนเผ่าต่างๆ ที่มองเห็นสภาพความอุดมสมบูรณ์ อาคารบ้านเรือนที่แข็งแรง การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่าจึงเกิดความรู้สึกต้องการเป็นเจ้าของอย่างแรงกล้า ชนเผ่ารวมมือกันหวังช่วงชิงและปล้นสดมสิ่งของจากในด่าน เมื่อถูกโจมตีหลายคราในบางจุดก็เกิดความเสียหาย บ้างช่วงเวลาที่ศัตรูบุกเข้ามาได้ชาวบ้านก็ถูกปล้นชิง ข่มเหง ถูกฆ่า อาหารเริ่มขาดแคลน มีคนได้รับบาดเจ็บมีคนป่วย สูญเสียทรัพย์สิน บ้านเรือนวอดวายจากการถูกวางเพลิงของศัตรูอาศัยอยู่ไม่ได้ แม้ว่าจะแม่ทัพจะพาทหารไล่ฆ่าศัตรูจนหนีกลับออกนอกกำแพงออกไปได้ แต่ชีวิตไร้ซึ่งความหวังชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เริ่มอพยพย้ายออกจากเมือง

ทหารที่อยู่ในเมืองบาดเจ็บล้มตาย เสบียงลดน้อยลงแทบมีชีวิตอยู่ไม่ได้จำเป็นต้องรายงานส่งสาร์นไปกราบทูล นับเดือนที่ส่งไปไม่มีสิ่งใดตอบรับกลับมา ทหารที่เฝ้าประตูเฝ้ากำแพงเมืองเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลสายตาทอดยาวออกไปต่างรอคอยความหวัง เมืองหลวงจะส่งทัพใหญ่และเสบียงมาเสริม ในโถงประชุมแม่ทัพใหญ่ประจำเมือง ขุนพล นายกองและที่ปรึกษาต่างร่วมประชุมเตรียมการรบอยู่ด้วยกัน

“ท่านแม่ทัพเสบียงลดน้อยลงมาก ทหารก็บาดเจ็บล้มตายลง ม้าเร็วที่ไปเมืองหลวงเพื่อส่งรายงานขอเสบียงและกำลังพลสามครั้งสามคราแล้ว เหตุใดไม่มีข่าวสารแจ้งกลับมาสักที”

“จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าม้าเร็วที่พวกเราส่งออกไปทั้งหมดไม่สามารถไปถึงเมืองหลวงได้ บางทีอาจมีศัตรูดักลอบซุ่มโจมตีระหว่างทางก็เป็นได้นะขอรับ”

“ท่านแม่ทัพ ข้ามีความเห็นว่าเราควรจัดเตรียมม้าเร็วและองค์รักษ์แบ่งออกเป็นหลายๆกลุ่ม ออกจากกำแพงเมืองพร้อมๆกัน แยกย้ายกันมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงอาจจะพอมีหวังที่จะบุกทะลวงออกไปส่งรายงานได้นะขอรับ”

“เช่นนั้นก็ประกาศออกไปกองทัพต้องการคัดเลือกผู้ทำหน้าที่นี้ ผู้สมัครใจนำสารออกไปเมืองหลวงอาจจำเป็นต้องเสียสละชีวิตก็ได้”

ก่อนตะวันส่องแสงสามกองทหารพุ่งทะยานออกจากประตูเมืองแยกเป็นสามทิศทางตีฝ่าวงล้อมศัตรูเสียงสะท้อนอาวุธกระทบกันดังขึ้นจนจางหายไปบนกำแพงเมืองสายตานับร้อยนับพันเพ่งดูและส่งกำลังใจให้กับผู้กล้าของกองทัพที่พวกเขารู้ตัวดีออกไปครั้งนี้มีแต่ตายเท่านั้น ขอให้พวกเจ้ารอดพ้นไปถึงเมืองหลวงได้สักเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือความหวังทางรอดของคนทั้งเมืองฝุ่นผงจางหายไป จากนี้คือการเฝ้าระวังและตอบโต้ป้องกันกำแพงเมืองให้ปลอดภัยจากชนเผ่าที่โหดเหี้ยมรอคอยความหวังจากเมืองหลวง

เมืองหลวงแคว้นเฟิ่ง

ท้องพระโรงที่หรูหราสง่างาม ผ้าม่านปักลวดลายทิ้งตัวจากเพดานประดับประดาอย่างงดงามบ่งบอกความมั่งคั่งทหารยืนยามหลังตรงเงียบเฉียบขาด ข้าราชการบริพารทยอยเดินเข้าร่วมประชุมเช้ามีเสียงพูดคุยกันเบาๆ ขึ้นบันไดเข้าไปยืนตามตำแหน่งแยกซ้ายขวาฝ่ายบุ๋น(ปกครอง/บริหาร) ฝ่ายบู๋(ทหาร)

“ชินอ๋อง เสด็จ”

ชินอ๋องพระอนุชาของฮองเต้ผู้ที่เก่งกาจเชี่ยวชาญการรบ ปีนี้ยี่สิบชันษา เสียดายกำเนิดจากพระสนม เสียงฝีเท้าเบาทว่ามั่นคง ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสีเงิน ริมฝีปากบาง แววตาเฉียบคม สวมอาภรณ์สีดำ ปักลวดลายมังกรสีเงินดวงตามังกรปักด้วยสีแดงสด

“ท่านอ๋องห้า เสด็จ”

อู่อ๋อง อายุสิบแปดชันษาโอรสในฮองเฮา พระเชษฎาคือองค์รัชทายาทมีความอ่อนโยน เชี่ยวชาญด้านอักษรและการดนตรี

“รัชทายาท เสด็จ”

พระโอรสองค์โตของฮองเฮา อายุยี่สิบสองชันษาสูงสง่าใบหน้าหล่อเหลาคล้ายคลึงฮ่องเต้สามส่วนคล้ายฮองเฮาสองส่วนใบหน้ายิ้มบางตลอดเวลาสวมชุดรัชทายาทก้าวขึ้นยืนเบื้องขวาของเก้าอี้มังกร หันไปทักทายอ๋องทั้งสองที่เข้ามาก่อน

“ถวายบังคม รัชทายาทพะยะค่ะ”

“ตามสบาย”

น้ำเสียงฟังคล้ายเป็นมิตร เหลือบตามองชินอ๋องเพียงกระพริบตาก่อนมองไปยังอู่อ๋อง

“น้องห้า เจ้ากลับมาถึงเมื่อใด หลายเดือนที่ผ่านมาเสด็จแม่ทรงบ่นถึงเจ้าหลายครา มีสิ่งใดมาทำให้เสด็จแม่สำราญพระทัยหรือไม่ หากไม่เจ้าคงต้องรับโทษที่หายไปหลายเพลา”

“หม่อมฉันเดินทางไปถึงชายฝั่งทะเลได้มีโอกาสนำสิ่งแปลกใหม่จากชาวต่างแดนที่นำมาแลกเปลี่ยนที่นั่น อีกทั้งอาหารรสชาติแปลกใหม่ หลังประชุมเสร็จตั้งใจจะนำไปที่ตำหนักเสด็จแม่ เชิญเสด็จพี่ทั้งสองด้วยนะพะยะค่ะ”

“ได้”/“อืม”

“ฝ่าบาทเสด็จ”

เสียงแหลมของขันทีดังขึ้นหน้าม่าน ก่อนที่ชายฉกรรจ์อายุสี่สิบเจ็ดปีใบหน้าบ่งบอกความหล่อเหลาในวัยหนุ่มในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลวดลายมังกร พระเนตรเป็นประกายคมกล้า ประสบการณ์ผ่านการต่อสู้และการชิงไหวชิงพริบในวงราชการก่อนที่จะขึ้นสู่บัลลังก์ทองอย่างยิ่งใหญ่ในหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้ที่อยู่เหนือคนนับแสนนับล้านในแคว้นเฟิ่ง ก้าวเท้าไม่ข้าไม่เร็วขึ้นยืนหน้าเก้าอี้มังกร

“ถวายพระพร ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี”

“ขุนนางทั้งหลายลุกขึ้นได้”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel