บทที่ 4 เลือกว่าที่สามีคนใหม่
ลั่วชิงอวี้ตัดเขาออกจากรายชื่อว่าที่สามีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หารู้ไม่ว่าเซียวจิ่นเหยียนที่นางเพิ่งตัดออกจากรายชื่อไปนั้น สายตากลับบังเอิญกวาดผ่านมายังตำแหน่งที่นางยืนอยู่พอดี
หญิงสาวในชุดสีอ่อนกำลังแอบยื่นมือไปหยิบขนมดอกกุ้ยที่เพิ่งวางลงเมื่อครู่
นางคิดว่าคนอื่นกำลังสนใจฮ่องเต้กับฮองเฮา จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
หยิบหนึ่งชิ้น... แล้วรีบกิน
จากนั้นทำสีหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เซียวจิ่นเหยียนมองอยู่ชั่วครู่
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
นี่หรือ... คุณหนูรองตระกูลลั่วที่ถูกถอนหมั้นจนร้องไห้แทบขาดใจตามข่าวลือ
เขามองหญิงสาวที่กำลังแอบหยิบขนมชิ้นที่สองอีกครั้ง
ไม่ว่าจะมองอย่างไร... ก็ไม่เห็นว่านางจะมีท่าทีเหมือนคนตรอมใจตรงที่ใด
เซียวจิ่นเหยียนละสายตาอย่างไม่ใส่ใจ ในเวลานั้นเขาไม่ได้รู้สึกสนใจลั่วชิงอวี้แม้แต่น้อย
สำหรับเขา นางก็เป็นเพียงน้องสาวของฮองเฮา เป็นบุตรสาวของลั่วเหอ และเป็นคุณหนูผู้หนึ่งที่ชื่นชอบของกินมากเกินไปเท่านั้น
ส่วนลั่วชิงอวี้เองก็คิดเช่นเดียวกัน นอกจากตำแหน่งเซ่อเจิ้งอ๋องกับใบหน้าที่หล่อเหลาแล้ว บุรุษผู้นั้นไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับนางเลยแม้แต่น้อย
คนสองคนต่างไม่มีผู้ใดคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของตน
ยิ่งไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า... ก่อนงานชมบุปผาในวันนี้จะสิ้นสุดลง ชะตาของคนทั้งสองจะถูกผูกเข้าด้วยกันอย่างไม่มีวันแยกออกจากกันได้อีก…
หลังจากฮ่องเต้และเซ่อเจิ้งอ๋องเสด็จมาถึง บรรยากาศภายในงานชมบุปผาก็คึกคักขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย เซียวหลิงเยวียนประทับอยู่ภายในศาลาหลักกับลั่วชิงเหยา ส่วนเซียวจิ่นเหยียนนั่งอยู่ไม่ไกลจากฮ่องเต้
คนหนึ่งเป็นโอรสสวรรค์ อีกคนเป็นเซ่อเจิ้งอ๋องผู้กุมอำนาจมานานหลายปี
เพียงมีบุรุษสองคนนี้นั่งอยู่ในงาน เหล่าขุนนางและฮูหยินที่พาบุตรหลานมาร่วมงานก็ระมัดระวังกิริยากันมากกว่าเดิมหลายส่วน
มีเพียงลั่วชิงอวี้เท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดแตกต่าง หลังจากกินขนมดอกกุ้ยไปสองชิ้น นางก็เริ่มมองหาของกินอย่างอื่นต่อ
ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวไปถึงโต๊ะที่วางเป็ดอบเครื่องเทศ เสียงของชุ่ยหลิงก็ดังขึ้นข้างหู
“คุณหนูเจ้าคะ”
“อะไร”
“ท่านลืมแล้วหรือเจ้าคะว่าฮองเฮารับสั่งให้ท่านทำสิ่งใด”
ลั่วชิงอวี้ชะงัก นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ในที่สุด
“เลือกว่าที่สามี”
“เจ้าค่ะ”
ลั่วชิงอวี้ถอนหายใจด้วยความเสียดาย แล้วละสายตาจากเป็ดอบเครื่องเทศตรงหน้า
“ถ้าเช่นนั้นก็เลือกก่อนเถอะ”
ชุ่ยหลิงมองท่าทางของเจ้านายแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เลือกสามีทั้งที เหตุใดคุณหนูของนางจึงทำราวกับกำลังเลือกหัวผักกาดในตลาดเช่นนั้น
“แล้วคุณหนูจะเริ่มดูจากผู้ใดก่อนเจ้าคะ”
ลั่วชิงอวี้กวาดสายตามองไปรอบงาน ในเมื่อเป็นงานชมบุปผาที่ฮองเฮาจัดขึ้น คนที่ได้รับเชิญมาย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
บุตรชายจากจวนกง
คุณชายจากจวนโหว
บุตรหลานขุนนางชั้นสูง
รวมถึงเชื้อพระวงศ์สายรองอีกจำนวนหนึ่ง
บุรุษหนุ่มแต่ละคนล้วนแต่งกายอย่างสง่างาม บ้างยืนสนทนาเรื่องบทกวี บ้างกำลังวิจารณ์ภาพวาด บ้างกำลังประลองหมากล้อมกันอยู่ในศาลา
ลั่วชิงอวี้มองซ้าย
มองขวา
จากนั้นถอนหายใจ
“มากเกินไป”
“...”
“ถ้าต้องดูทีละคน วันนี้ข้าจะได้กินอาหารหรือ”
ชุ่ยหลิงแทบอยากยกมือกุมหน้าผาก
“คุณหนู เรื่องแต่งงานสำคัญกว่าอาหารนะเจ้าคะ”
“ข้ารู้!”
ลั่วชิงอวี้ตอบอย่างจริงจัง
“เพราะสำคัญจึงต้องเลือกให้เร็ว จะได้มีเวลากินอาหาร”
“...”
ชุ่ยหลิงตัดสินใจว่านางจะไม่พูดแล้ว
ลั่วชิงอวี้มองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะชี้ไปยังบุรุษหนุ่มในชุดสีฟ้าครามผู้หนึ่ง
“คนนั้นเป็นอย่างไร”
ชุ่ยหลิงมองตาม
“นั่นคือคุณชายรองจวนหย่งผิงโหวเจ้าค่ะ ได้ยินว่าปีนี้อายุยี่สิบสอง มีความสามารถด้านบทกวีไม่น้อย”
“หน้าตาพอใช้”
ลั่วชิงอวี้พยักหน้า
“แต่ผอมเกินไป”
“ผอมแล้วไม่ดีตรงไหนหรือเจ้าคะ”
“ดูแล้วกินข้าวไม่เก่ง”
“...”
ลั่วชิงอวี้ชี้ไปอีกคน
“คนนั้นเล่า”
“บุตรชายคนโตของรองเจ้ากรมโยธาเจ้าค่ะ ได้ยินว่าเพิ่งสอบได้อันดับดีในการสอบระดับเมืองหลวง”
“หน้าตาธรรมดาไปหน่อย”
“ฮองเฮาทรงตรัสว่าอย่าดูแต่ใบหน้านะเจ้าคะ”
“ข้าก็ไม่ได้ดูแต่ใบหน้า”
“แล้วคุณหนูดูอะไรอีกเจ้าคะ”
ลั่วชิงอวี้มองบุรุษผู้นั้นอย่างพิจารณา
“เขากำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะขนมตั้งนานแต่ไม่กินสักชิ้น”
“แล้ว”
“คนที่เห็นของอร่อยอยู่ตรงหน้าแล้วยังอดใจไม่กินได้ นิสัยจะต้องเข้มงวดมากแน่ ๆ”
นางส่ายหน้า
“ไม่เอา!”
ชุ่ยหลิงหมดคำพูดอย่างสิ้นเชิง เหตุใดไม่ว่าคุณหนูของนางจะเลือกสามีอย่างไร สุดท้ายจึงวนกลับมาเกี่ยวข้องกับของกินได้ทุกครั้ง
ทั้งสองเดินต่อไปเรื่อย ๆ ลั่วชิงอวี้ดูบุรุษไปอีกหลายคน คนนี้หน้าตาดีแต่พูดมากเกินไป คนนั้นดูอ่อนแอเกินไป อีกคนหัวเราะเสียงดังจนนางคิดว่าหากต้องฟังทุกวันคงกินข้าวไม่ลง
ส่วนอีกคนหนึ่งดูดีทุกอย่าง แต่บังเอิญนางเห็นเขาตำหนิสาวใช้เพียงเพราะอีกฝ่ายรินชาช้าไปเล็กน้อย ลั่วชิงอวี้ตัดออกทันที
แม้นางจะดูเหมือนไม่จริงจังกับเรื่องใด แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะมองคนไม่เป็นเลยเสียทีเดียว
บุรุษที่ดีต่อผู้สูงศักดิ์แต่กลับเหยียบย่ำผู้ต่ำต้อย ต่อให้มีชาติกำเนิดสูงส่งเพียงใดก็ไม่ใช่คนดีอะไร
หลังจากเดินอยู่เกือบครึ่งรอบอุทยาน ลั่วชิงอวี้ก็ยังไม่พบผู้ใดถูกใจ
“เลือกสามีนี่ยากจริง ๆ”
นางถอนหายใจ
“ข้าว่าเลือกอาหารง่ายกว่าเยอะ”
“หากง่าย เหตุใดใต้หล้าจึงมีคู่สามีภรรยาที่ทะเลาะกันมากมายเล่าเจ้าคะ”
ลั่วชิงอวี้คิดแล้วเห็นด้วย
“จริงของเจ้า”
ดังนั้นครั้งนี้นางยิ่งต้องเลือกให้ดี ผิดครั้งแรกยังพอเรียกว่ามองคนไม่เป็น หากผิดเป็นครั้งที่สอง... นั่นคงต้องโทษตัวเองแล้ว
ระหว่างที่นายบ่าวกำลังสนทนากัน เสียงพูดคุยบริเวณด้านหน้ากลับค่อย ๆ เบาลง
ลั่วชิงอวี้ไม่ได้สนใจในตอนแรก กระทั่งชุ่ยหลิงสะกิดแขนนางเบา ๆ
“คุณหนู”
“อะไรอีก”
“ลู่ซื่อจื่อเจ้าค่ะ”
ฝีเท้าของลั่วชิงอวี้หยุดลง นางเงยหน้าขึ้น บุรุษและสตรีคู่หนึ่งกำลังเดินมาตามทางเดินหิน ฝ่ายชายสวมชุดสีขาวสะอาดตา รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ท่วงท่าสง่างาม
ส่วนหญิงสาวข้างกายสวมชุดสีชมพูอ่อน ใบหน้างดงามอ่อนหวาน เรือนร่างบอบบาง ดูน่าทะนุถนอม ทั้งสองยืนอยู่ด้วยกันแล้วดูเหมาะสมกันไม่น้อย
ลู่จื่อเสียน
และเจียงหว่านหนิง
คู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน รอบด้านเงียบลงอย่างประหลาดหลายคนแอบมองมาทางลั่วชิงอวี้ จากนั้นก็หันไปมองเจียงหว่านหนิง เห็นได้ชัดว่ากำลังรอชมเรื่องสนุก
ลั่วชิงอวี้เองก็มองคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง นางยอมรับว่าเมื่อเห็นลู่จื่อเสียนอีกครั้ง หัวใจยังรู้สึกหนักอึ้งอยู่เล็กน้อย อย่างไรเสียคนที่เคยชอบมาหลายปี ไม่ใช่จะลืมได้จนหมดสิ้นในเวลาไม่กี่วัน
แต่ความรู้สึกนั้นก็เป็นเพียงชั่วครู่ เพราะสิ่งที่จบไปแล้วก็คือจบไปแล้ว เขาเลือกคนอื่น นางเองก็ควรเลือกทางเดินใหม่ของตน ไม่มีเหตุผลใดต้องยืนอยู่ที่เดิมเพื่อรอคนที่ไม่เลือกนาง
“ชิงอวี้”
ลู่จื่อเสียนเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายก่อน
ลั่วชิงอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยอบกายตามมารยาท
“ลู่ซื่อจื่อ”
คำเรียกที่ห่างเหินทำให้สีหน้าของลู่จื่อเสียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อก่อนนางเรียกเขาว่า ‘พี่จื่อเสียน’ เสมอ ตั้งแต่ยังเด็ก ทุกครั้งที่พบเขา ดวงตาของนางจะเป็นประกายขึ้นมาทันที
แต่วันนี้... สายตาที่นางมองเขากลับสงบนิ่งเสียจนทำให้ลู่จื่อเสียนรู้สึกปวดแปลบอยู่ในใจ
เจียงหว่านหนิงที่ยืนอยู่ข้างกายก้าวออกมาครึ่งก้าว
“น้องชิงอวี้”
ลั่วชิงอวี้หันไปมองนาง
“ลู่ฮูหยินซื่อจื่อ”
ใบหน้าของเจียงหว่านหนิงแข็งค้างเล็กน้อย
“ข้า...”
นางเม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เรื่องระหว่างข้ากับท่านพี่จื่อเสียน ข้ารู้ว่าทำให้เจ้าต้องเสียใจ ข้าเองก็รู้สึกผิดมาตลอด”
ผู้คนรอบด้านเงี่ยหูฟังทันที
ลั่วชิงอวี้กลับกะพริบตา
“เจ้ารู้สึกผิดหรือ”
เจียงหว่านหนิงพยักหน้าเบา ๆ
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก หากมิใช่เพราะข้า...”
“ถ้าเจ้ารู้สึกผิดจริง เหตุใดจึงแต่งกับเขาเล่า”
“...”
เจียงหว่านหนิงนิ่งงัน
