บทที่ 5 คลื่นลมในราชสำนัก
คำพูดของลั่วชิงอวี้ทำให้ลู่จื่อเสียนขมวดคิ้วทันที
“ชิงอวี้ หว่านหนิงเพียงต้องการขอโทษเจ้า”
“ข้าก็แค่ถาม”
ลั่วชิงอวี้มองอีกฝ่ายด้วยสายที่เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างแท้จริง
“นางบอกว่ารู้สึกผิดต่อข้า ข้าจึงอยากรู้ว่าหากรู้สึกผิดมากจริง ๆ เหตุใดจึงยังแต่งกับเจ้า”
เจียงหว่านหนิงหน้าซีดลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยออกมาว่า
“เรื่องความรักไม่อาจฝืนใจ...”
“อ้อ”
ลั่วชิงอวี้พยักหน้า
“เช่นนั้นก็แปลว่าแม้จะรู้สึกผิดต่อข้า แต่ก็ยังอยากแต่งอยู่ดี”
“...”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร”
นางกล่าวอย่างใจกว้าง
“ในเมื่อเลือกที่จะแย่งชิงจนถึงขั้นแต่งกันไปแล้ว... ก็จงใช้ชีวิตร่วมกันให้ดีเถอะ ไม่ต้องมารู้สึกผิดต่อข้าอีก”
เจียงหว่านหนิงกลับรู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าเดิมคำพูดของลั่วชิงอวี้ไม่มีประโยคใดหยาบคาย แต่เมื่อฟังรวมกันแล้วกลับเหมือนนางกำลังบอกทุกคนว่า เจียงหว่านหนิงรู้ทั้งรู้ว่าบุรุษผู้นี้มีคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่ก็ยังเลือกจะแต่งกับเขา
ลู่จื่อเสียนเองก็ได้ยินความหมายแฝงนั้น
“ชิงอวี้”
น้ำเสียงของเขาหนักขึ้น
“เรื่องถอนหมั้นเป็นความผิดของข้า หากเจ้าจะโกรธก็โกรธข้า อย่าทำให้หว่านหนิงลำบากใจ”
ลั่วชิงอวี้มองเขาอย่างประหลาดใจ
“ข้าทำให้นางลำบากใจตรงไหน”
“เจ้า...”
“นางเข้ามาขอโทษข้าเอง ข้าก็บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว”
ลั่วชิงอวี้ชี้ตัวเอง
“หรือข้าต้องร้องไห้เสียก่อน พวกเจ้าจึงจะสบายใจ”
ลู่จื่อเสียนชะงัก ผู้คนรอบข้างบางคนเกือบหลุดหัวเราะ แม้แต่ชุ่ยหลิงยังต้องรีบก้มหน้าลง เจียงหว่านหนิงรีบใช้มือข้างหนึ่งจับแขนสามี อีกข้างยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาด้วยท่าทางน่าสงสาร
“ท่านพี่จื่อเสียน ท่านอย่าได้พูดอีกเลยเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางหันมาหาลั่วชิงอวี้
“น้องชิงอวี้ ข้ารู้ว่าในใจเจ้ายังมีท่านพี่จื่อเสียนอยู่ หากการเห็นพวกเราอยู่ด้วยกันทำให้เจ้าไม่สบายใจ ข้าจะพยายามไม่ปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าอีก”
ลั่วชิงอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง คราวนี้แม้แต่นางก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เหตุใดสตรีผู้นี้จึงยืนกรานว่านางยังรักลู่จื่อเสียนอยู่ให้ได้
“ลู่ฮูหยินซื่อจื่อ เจ้าคงเข้าใจอะไรผิดแล้ว”
ลั่วชิงอวี้กล่าวอย่างจริงจัง
“ข้ายอมรับว่าเมื่อก่อนข้าชอบลู่จื่อเสียนมาก และตอนที่ถูกถอนหมั้นข้าก็เสียใจจริง”
นางไม่ได้คิดจะปฏิเสธอดีตของตัวเอง ชอบก็คือชอบ เสียใจก็คือเสียใจ ไม่มีอะไรน่าอับอาย
“แต่ข้าเสียใจไปแล้ว ก็จบไปแล้ว”
ลั่วชิงอวี้มองลู่จื่อเสียนตรง ๆ
“เขาไม่ต้องการแต่งกับข้า ข้าก็ไม่จำเป็นต้องอยากแต่งกับเขาไปตลอดชีวิตมิใช่หรือ คนที่เปลี่ยนใจง่ายๆ เช่นนี้ ย่อมไม่ใช่คู่ครองที่ดีในสายตาของข้า”
ลู่จื่อเสียนนิ่งงัน
“ชิงอวี้...”
“อีกอย่าง”
นางยิ้มขึ้นมา
“วันนี้ข้ามางานชมบุปผาเพื่อเลือกว่าที่สามีคนใหม่”
คราวนี้คนรอบข้างฮือฮาขึ้นมาทันที แม้แต่ลู่จื่อเสียนยังเปลี่ยนสีหน้า
“เลือกว่าที่สามีคนใหม่”
“ใช่”
ลั่วชิงอวี้พยักหน้าอย่างเปิดเผย
“พี่...ฮองเฮาทรงตรัสว่าให้ข้าเลือกดู หากถูกใจผู้ใดพระองค์จะช่วยพิจารณาให้”
นางเกือบหลุดเรียกพี่สาวต่อหน้าคนมากมายเสียแล้ว
“ดังนั้นพวกเจ้าสองคนไม่ต้องเป็นห่วงข้า”
ลั่วชิงอวี้มองคู่สามีภรรยาตรงหน้าแล้วยิ้ม
“ข้ากำลังยุ่งอยู่กับการเลือกว่าที่สามีคนใหม่ ไม่มีเวลาคิดถึงสามีของผู้อื่นหรอก”
เงียบ! เงียบเสียจนแทบจะได้ยินเสียงลมพัดผ่านใบไม้
สีหน้าของเจียงหว่านหนิงแข็งค้าง
ส่วนลู่จื่อเสียนกลับจ้องลั่วชิงอวี้อย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อได้ยินนางพูดอย่างเปิดเผยว่ากำลังเลือกว่าที่สามีคนใหม่ ในใจเขากลับเกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนขอถอนหมั้นเอง
เห็นได้ชัดว่าเขาเลือกเจียงหว่านหนิงเอง
แต่เมื่อคิดว่าอีกไม่นานลั่วชิงอวี้อาจยืนอยู่ข้างบุรุษอื่น เรียกบุรุษอื่นว่าสามี... หัวใจของลู่จื่อเสียนกลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดค้างอยู่ข้างใน
“ชิงอวี้ การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ”
เขาอดเตือนไม่ได้
“เจ้าไม่ควรเลือกใครเพียงเพราะต้องการประชดข้า”
ลั่วชิงอวี้อ้าปากเล็กน้อย จากนั้นหันไปมองชุ่ยหลิง
“ข้าดูเหมือนกำลังประชดเขาหรือ”
ชุ่ยหลิงส่ายหน้าทันที
“ไม่เหมือนเจ้าค่ะ”
“ข้าก็คิดว่าไม่เหมือน”
ลั่วชิงอวี้หันกลับมา
“ลู่ซื่อจื่อ เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่ได้เลือกว่าที่สามีคนใหม่เพื่อประชดเจ้า”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างจริงใจว่า
“เจ้าไม่ได้สำคัญจนถึงขั้นนั้น”
คราวนี้มีคนหลุดหัวเราะออกมาจริง ๆ ใบหน้าของลู่จื่อเสียนพลันแข็งค้าง เจียงหว่านหนิงเองก็หน้าซีดสลับแดง
ลั่วชิงอวี้ไม่ได้สนใจอีก
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
นางยอบกายเล็กน้อย
“ข้ายังดูบรรดาคุณชายในงานเลี้ยงไม่ครบเลย”
จากนั้นก็พาชุ่ยหลิงเดินจากไป เดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็หยุดลง ลู่จื่อเสียนมองแผ่นหลังของนางโดยไม่รู้ตัว แต่ลั่วชิงอวี้ไม่ได้หันกลับมาหาเขา
นางกำลังมองโต๊ะอาหารอีกฝั่งต่างหาก
“ชุ่ยหลิง”
“เจ้าคะ”
“เป็ดอบเครื่องเทศยังเหลืออยู่หรือไม่”
“...เหลือเจ้าค่ะ”
“รีบไป”
ลู่จื่อเสียน “...”
เจียงหว่านหนิง “...”
คนรอบข้าง “...”
ข่าวลือที่ว่าคุณหนูรองลั่วตรอมใจเพราะลู่ซื่อจื่อ... ดูเหมือนจะเชื่อถือไม่ได้จริง ๆ
บนศาลาหลัก เหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ได้รอดพ้นสายตาของคนที่นั่งอยู่เบื้องบน ลั่วชิงเหยามองน้องสาวที่กำลังเดินตรงไปหาเป็ดอบเครื่องเทศ แล้วมุมปากก็ยกขึ้นอย่างพึงพอใจ
สมกับเป็นน้องสาวของนาง ถึงจะไม่ได้เก่งกาจเหมือนผู้อื่น แต่อย่างน้อยก็ไม่ยอมให้คนรังแกง่าย ๆ
“ดูเหมือนอวี้เอ๋อร์จะปล่อยวางเรื่องลู่จื่อเสียนลงได้แล้ว”
เซียวหลิงเยวียนตรัสขึ้น
ลั่วชิงเหยาหันมามองพระสวามี
“น้องสาวของหม่อมฉันไม่ใช่คนยึดติดเพคะ”
เซียวหลิงเยวียนหัวเราะ
“เรื่องนี้เราเห็นแล้ว”
เขาเองก็เห็นตอนที่ลั่วชิงอวี้แอบกินขนมเช่นกัน
เซียวหลิงเยวียนหันไปมองพระปิตุลาที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้าง
“เสด็จอาคิดว่าคุณหนูรองลั่วเป็นอย่างไร”
เซียวจิ่นเหยียนเลิกคิ้ว
“เหตุใดจึงถามข้า”
“ก็เสด็จอาเพิ่งบอกว่าฮองเฮารีบร้อนหาคู่ให้นางเกินไปมิใช่หรือ”
เซียวจิ่นเหยียนเหลือบมองหญิงสาวที่กำลังนั่งกินเป็ดอบเครื่องเทศอยู่ไกล ๆ
เพียงครู่เดียวก็ถอนสายตากลับ
“ไร้กฎเกณฑ์”
ลั่วชิงเหยาที่ได้ยินหันขวับทันที
“น้องสาวของหม่อมฉันไร้กฎเกณฑ์ตรงไหนเพคะ”
“อยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ยังกล้าแอบกินขนม”
“นางหิว”
“เมื่อครู่ยังเถียงกับลู่ซื่อจื่อต่อหน้าคนมากมาย”
“นั่นเรียกว่ารู้จักปกป้องตัวเอง”
“ยังประกาศว่าจะเลือกสามีใหม่กลางงานเลี้ยง”
“หม่อมฉันอนุญาตเอง”
เซียวจิ่นเหยียนมองฮองเฮานิ่ง ๆ
“เปิ่นหวางพูดหนึ่งประโยค ฮองเฮากลับแก้ต่างให้นางสามประโยค”
ลั่วชิงเหยายิ้มเย็น
“น้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมต้องปกป้อง”
“ตามใจมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี”
“อย่างน้อยก็ดีกว่าคนบางคนที่อายุปูนนี้แล้วยังไม่มีแม้แต่พระชายาให้ตามใจ”
“...”
บรรยากาศภายในศาลาเงียบลงทันที
เซียวหลิงเยวียนยกถ้วยชาขึ้นปิดริมฝีปาก
เขาไม่ควรหัวเราะ
เด็ดขาด
พระปิตุลาของเขาเป็นคนถือสาอย่างยิ่ง
เซียวจิ่นเหยียนหรี่ตามองลั่วชิงเหยา
“ฮองเฮาดูเหมือนจะสนใจเรื่องการแต่งงานของเปิ่นหวางมาก”
“หม่อมฉันเพียงเป็นห่วงเพคะ”
“ไม่จำเป็น”
“เช่นนั้นก็น่าเสียดาย”
ลั่วชิงเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี เซียวจิ่นเหยียนไม่กล่าวอะไรอีก ทว่าแววตาที่มองฮองเฮากลับเย็นลงหลายส่วน
เซียวหลิงเยวียนเห็นคนทั้งสองเริ่มปะทะกันอีกครั้งก็รีบเปลี่ยนเรื่อง
“เสด็จอา เมื่อครู่เรื่องที่คุยกันในห้องทรงพระอักษร...”
“ฝ่าบาท”
เซียวจิ่นเหยียนตัดบททันที
“เรื่องราชกิจไม่ควรนำมาพูดในงานเลี้ยง”
เซียวหลิงเยวียนชะงัก ลั่วชิงเหยาวางถ้วยชาลง
“มีเรื่องใดที่หม่อมฉันฟังไม่ได้หรือเพคะ”
“เรื่องในราชสำนักย่อมเป็นเรื่องของราชสำนัก”
เซียวจิ่นเหยียนตอบเรียบ ๆ
“วังหลังไม่ควรแทรกแซง”
ประโยคเดียวทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วชิงเหยาหายไป เซียวหลิงเยวียนขมวดคิ้ว
“เสด็จอา ฮองเฮาไม่ได้...”
“ฝ่าบาท”
เซียวจิ่นเหยียนมองหลานชาย น้ำเสียงไม่ได้รุนแรง แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจ
“พระองค์เป็นฮ่องเต้”
เพียงสี่คำ เซียวหลิงเยวียนก็เงียบลง ลั่วชิงเหยามองภาพตรงหน้า ดวงตาค่อย ๆ เย็นเยียบ นี่คือสิ่งที่นางเกลียดที่สุด
