บทที่ 3 เซ่อเจิ้งอ๋อง
คำพูดของลั่วชิงเหยาทำให้ลั่วชิงอวี้เบิกตากว้าง
“ให้หม่อมฉันเลือกเองหรือเพคะ”
“ข้าไม่ใช่คนที่จะแต่งเสียหน่อย ย่อมจะต้องให้เจ้าเป็นคนเลือกอยู่แล้ว”
“...”
ฟังดูมีเหตุผล
“แต่หม่อมฉันดูคนไม่เก่ง”
หากนางดูคนเก่งจริง คงไม่ชอบลู่จื่อเสียนมาหลายปี
ลั่วชิงเหยาหัวเราะเบา ๆ
“เจ้าดูคนไม่เก่งก็ไม่เป็นไร เลือกคนที่เจ้ามองแล้วชอบมาก่อน ส่วนเรื่องอื่นข้าจะช่วยดูให้เจ้าเอง”
ลั่วชิงอวี้พลันรู้สึกวางใจ นี่ต่างหากคือข้อดีของการมีพี่สาวเก่ง นางไม่จำเป็นต้องคิดมาก แค่เลือกคนที่หน้าตาดีก็พอ...
“เข้าใจแล้วเพคะ”
ลั่วชิงเหยามองสีหน้ากระตือรือร้นของน้องสาวก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
“อย่าดูแต่ใบหน้า”
“หม่อมฉันไม่ได้เป็นคนเช่นนั้นเสียหน่อย”
“จริงหรือ”
“จริงเพคะ”
“แล้วเจ้าจะดูอะไรอีก”
ลั่วชิงอวี้นิ่งคิดอย่างจริงจัง
“ฐานะ!”
ลั่วชิงเหยาหลุดหัวเราะ แม้แต่เหล่าฮูหยินที่นั่งอยู่รอบข้างยังอดยิ้มไม่ได้
“เอาเถิด” ลั่วชิงเหยาโบกมือ “เจ้าไปเที่ยวเล่นก่อน ข้ายังต้องพบปะฮูหยินอีกหลายคน อย่าได้ก่อเรื่องในวัง”
“หม่อมฉันเคยก่อเรื่องเมื่อใดกัน”
“ครั้งก่อนผู้ใดปีนต้นท้อในอุทยานหลวง”
“ตอนนั้นหม่อมฉันยังเด็ก”
“ปีที่แล้วเจ้าก็ยังเด็กหรือ”
“...”
ลั่วชิงอวี้เม้มริมฝีปาก
“หม่อมฉันแค่เห็นว่าลูกท้อลูกนั้นสุกกำลังดี...”
“เจ้ารีบไปเถิด”
ลั่วชิงเหยาเอ่ยพลางยกมือขึ้นมานวดคลึงขมับ
“เพคะ”
ลั่วชิงอวี้รีบขานรับแล้วพาชุ่ยหลิงถอยออกจากศาลาก่อนที่พี่สาวจะขุดเรื่องน่าอับอายของนางขึ้นมาอีก
เมื่อนางเดินออกไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วชิงเหยาก็ค่อย ๆ จางลง ฮูหยินทั้งหลายยังคงสนทนากันตามปกติ
แต่คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายลั่วชิงเหยารู้ดีว่าอารมณ์ของผู้เป็นนายเปลี่ยนไปแล้ว นิ้วเรียวยาวของฮองเฮาลูบขอบถ้วยชาเบา ๆ
ลู่จื่อเสียน...
เจียงหว่านหนิง...
หากมิใช่อวี้เอ๋อร์ขอเอาไว้ว่านางไม่ต้องการเอาเรื่องคนทั้งสอง ลั่วชิงเหยาคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ
น้องสาวของนางตั้งแต่เด็กจนโตถูกคนในตระกูลประคองไว้ในฝ่ามือ แม้แต่บิดายังไม่เคยยอมให้นางได้รับความอยุติธรรม แล้วลู่จื่อเสียนมีสิทธิ์อันใดมาทำให้นางต้องกลายเป็นเรื่องขบขันของคนทั้งเมืองหลวง
“เหนียงเหนียง”
นางกำนัลคนสนิทโน้มตัวลงมากระซิบ
“คนของตำหนักเฉียนหยวนส่งข่าวมาว่า ฝ่าบาทกำลังเสด็จมาทางนี้เพคะ”
ลั่วชิงเหยาพยักหน้า
“รู้แล้ว”
นางกำลังจะวางถ้วยชาลง แต่คนสนิทกลับกล่าวต่อ
“เซ่อเจิ้งอ๋องก็เสด็จมาด้วยเพคะ”
มือของลั่วชิงเหยาหยุดชะงัก เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติ
“เขามาด้วยหรือ”
“เพคะ”
แววตาของลั่วชิงเหยาเย็นชาลงเล็กน้อย หากกล่าวว่าลู่จื่อเสียนเป็นเพียงคนที่ทำให้น้องสาวของนางได้รับความอับอาย
เช่นนั้นเซียวจิ่นเหยียน... ก็คือบุรุษที่ทำให้นางไม่อาจนอนหลับตาลงอย่างวางใจได้
เซ่อเจิ้งอ๋องแห่งแคว้นต้าเยว่ พระอนุชาของอดีตฮ่องเต้ และเป็นเสด็จอาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
หลายปีก่อนเมื่ออดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์กะทันหัน ราชสำนักเกิดความวุ่นวาย เหล่าองค์ชายต่างช่วงชิงราชบัลลังก์ ขุนนางแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย
สุดท้ายเป็นเซียวจิ่นเหยียนที่ใช้กำลังและอำนาจในมือปราบความวุ่นวายทั้งหมดลง
จากนั้นเขาก็เลือกเซียวหลิงเยวียนขึ้นครองราชย์
ยามนั้นฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์
เซียวจิ่นเหยียนจึงรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เวลาผ่านไปหลายปี ฮ่องเต้น้อยในวันวานเติบใหญ่จนสามารถบริหารราชกิจได้ด้วยตนเองแล้ว
แต่เซียวจิ่นเหยียนยังคงมีอำนาจอยู่ในมือ กองทัพจำนวนไม่น้อยเชื่อฟังคำสั่งของเขา ขุนนางในราชสำนักหลายคนเป็นคนของเขา
แม้แต่ราชโองการบางฉบับ หากเซ่อเจิ้งอ๋องคัดค้านก็ยากจะประกาศออกไปโดยง่าย
สำหรับลั่วชิงเหยาแล้ว... บุรุษผู้นี้ก็คือกำแพงสูงที่ขวางอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้และขวางอยู่เบื้องหน้าตระกูลลั่วเช่นกัน
“เซ่อเจิ้งอ๋องไม่เคยสนใจงานชมบุปผา เหตุใดวันนี้จึงมีเวลามา”
ลั่วชิงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ นางกำนัลคนสนิทไม่กล้าตอบ เพราะยังไม่ทันได้ตอบ เสียงขันทีจากด้านนอกก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
“เซ่อเจิ้งอ๋องเสด็จ!”
คนทั้งหมดภายในอุทยานหลวงรีบลุกขึ้น ลั่วชิงอวี้ที่เพิ่งคีบขนมดอกกุ้ยขึ้นมาถึงริมฝีปากจำต้องวางมันกลับลงบนจานอย่างเสียดาย
นางหันไปมองตามคนอื่น ๆ บุรุษสองคนกำลังเดินเข้ามา ผู้ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าสวมฉลองพระองค์สีเหลืองทอง ใบหน้าหล่อเหลา ท่วงท่าสง่างาม
เขาคือเซียวหลิงเยวียน ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเยว่
ส่วนบุรุษที่เดินอยู่ข้างกาย... ลั่วชิงอวี้มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าเขาคือผู้ใด
เซียวจิ่นเหยียน เซ่อเจิ้งอ๋องผู้สำเร็จราชการ
เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรสี่เล็บด้วยดิ้นเงิน เรือนร่างสูงใหญ่กว่าเซียวหลิงเยวียนเล็กน้อย ใบหน้าคมคายหล่อเหลา แต่ความเย็นชาระหว่างคิ้วทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าจ้องมองนาน
ลั่วชิงอวี้เองก็ไม่คิดจะมองนานเช่นกัน นางก้มหน้าลงพร้อมคนอื่น ๆ
“ถวายพระพรฝ่าบาท”
เซียวหลิงเยวียนยกมือ
“ไม่ต้องมากพิธี”
เมื่อทุกคนลุกขึ้น เซียวหลิงเยวียนก็เดินตรงไปหาฮองเฮา สายตาที่มองลั่วชิงเหยาอ่อนโยนกว่าตอนมองผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด
“วันนี้ฮองเฮาจัดงานได้ไม่เลว”
“ฝ่าบาททรงตรัสชมเกินไปแล้วเพคะ”
เซียวหลิงเยวียนยิ้ม
“เราได้ยินว่าเจ้าจัดงานครั้งนี้เพราะต้องการหาคู่ครองให้อวี้เอ๋อร์ด้วย”
ลั่วชิงเหยายังไม่ทันตอบ เสียงทุ้มเย็นชาของบุรุษอีกคนก็ดังขึ้น
“คุณหนูรองตระกูลลั่วเพิ่งถูกถอนหมั้นไม่กี่วัน ฮองเฮาก็รีบร้อนหาคู่ครองใหม่ให้นางแล้วหรือ”
บรรยากาศรอบด้านเงียบลงทันที ลั่วชิงเหยาหันไปมองเซียวจิ่นเหยียน
“เรื่องแต่งงานของน้องสาวหม่อมฉัน คงไม่จำเป็นต้องให้เซ่อเจิ้งอ๋องเป็นกังวลกระมัง”
เซียวจิ่นเหยียนสบตานางอย่างไม่หลบเลี่ยง
“เปิ่นหวางไม่ได้กังวล เพียงแต่เรื่องนี้กำลังเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วเมืองหลวง หากรีบร้อนเลือกคู่ครองใหม่เกินไป เกรงว่าจะยิ่งทำให้ผู้คนเอาไปพูดสนุกปาก”
ลั่วชิงเหยายิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา
“ผู้ใดกล้าพูดถึงน้องสาวของหม่อมฉันอย่างสนุกปาก หม่อมฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขามีกี่ศีรษะให้ตัดทิ้ง”
เซียวจิ่นเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย
“องค์ฮองเฮาช่างมีพระบารมียิ่งนัก”
“ย่อมไม่อาจเทียบเซ่อเจิ้งอ๋องได้เพคะ”
คำพูดสองประโยคฟังดูสุภาพ แต่คนที่อยู่ในราชสำนักมานานต่างพากันก้มหน้าลงเงียบ ๆ ใครจะไม่รู้ว่าฮองเฮากับเซ่อเจิ้งอ๋องไม่ลงรอยกัน
ฝ่ายหนึ่งเป็นฮองเฮาผู้มีตระกูลลั่วหนุนหลัง อีกฝ่ายเป็นผู้สำเร็จราชการที่กุมอำนาจมาหลายปี
ฮ่องเต้ซึ่งยืนอยู่ตรงกลางมองคนทั้งสอง ก่อนจะถอนหายใจอย่างปวดศีรษะ
“วันนี้เป็นงานชมบุปผา ไม่พูดเรื่องราชสำนัก”
คำพูดของฮ่องเต้ทำให้ลั่วชิงเหยาเป็นฝ่ายละสายตาก่อน
“เพคะ”
เซียวจิ่นเหยียนเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก ทว่าลั่วชิงอวี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับกะพริบตาปริบ ๆ
นางมองพี่สาว จากนั้นมองเซ่อเจิ้งอ๋อง แล้วหันไปกระซิบถามชุ่ยหลิง
“สองคนนั้นทะเลาะกันหรือ”
ชุ่ยหลิงหน้าซีด
“คุณหนู!”
“ข้าพูดเบามากแล้วนะ”
“ที่นี่คือวังหลวงเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงอวี้จึงปิดปากอย่างเชื่อฟัง แต่ในใจกลับคิดว่า... เซ่อเจิ้งอ๋องผู้นี้ดูน่ากลัวจริง ๆ แม้หน้าตาจะหล่อเหลาก็เถอะ
แต่บุรุษที่เพียงยืนเฉย ๆ ก็ทำให้คนรอบข้างไม่กล้าหายใจแรงเช่นนี้ ไม่เหมาะจะเป็นสามีของนางอย่างยิ่ง
หากแต่งกับคนเช่นนี้ วันหน้าถ้านางอยากกินของว่างตอนกลางคืนแล้วเขาไม่อนุญาตจะทำอย่างไร
ไม่ได้! ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ลั่วชิงอวี้ส่ายหน้าอยู่ในใจ บุรุษเช่นเซ่อเจิ้งอ๋อง ต่อให้หน้าตาดีกว่านี้อีกสิบเท่า นางก็ไม่เอา
