บทย่อ
ทั่วทั้งแคว้นต้าเยว่ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าเซียวจิ่นเหยียน เซ่อเจิ้งอ๋องผู้สำเร็จราชการ เป็นบุรุษที่ทั้งดุดัน เหี้ยมโหด และไม่มีผู้ใดกล้าขัดใจ จนกระทั่งเขาแต่งลั่วชิงอวี้ผู้ทั้งงดงามและกินเก่งเข้าจวนอ๋อง นับแต่นั้นคนทั่วเมืองหลวงต่างลือกันว่า เซ่อเจิ้งอ๋องผู้ยิ่งใหญ่เกรงกลัวพระชายาจนไม่เหลือศักดิ์ศรี แต่ลั่วชิงอวี้กลับยืนกรานหนักแน่นเสมอว่า “พวกเจ้าพูดเหลวไหล ท่านอ๋องของข้าหาได้เกรงกลัวพระชายา” เซียวจิ่นเหยียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจต่อคำพูดของนาง ก่อนที่นางจะกล่าวต่อว่า “เขาแค่เชื่อฟังข้ามากเป็นพิเศษเท่านั้นเอง”
บทที่ 1 คุณหนูรองตระกูลลั่ว
ข่าวใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงช่วงหลายวันที่ผ่านมา หาใช่เรื่องราชสำนักหรือศึกสงครามที่ชายแดน หากแต่เป็นเรื่องการแต่งงานของลู่จื่อเสียน ซื่อจื่อจวนอันกั๋วกง
เพราะเจ้าสาวที่เขาแต่งเข้าจวนหาใช่คู่หมั้นที่หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็กอย่างลั่วชิงอวี้ คุณหนูรองจวนอัครเสนาบดี แต่กลับเป็นเจียงหว่านหนิง คุณหนูใหญ่จวนเจ้ากรมพิธีการ
เรื่องราวความรักของคนทั้งสามจึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงกล่าวถึงอย่างสนุกปาก
โดยเฉพาะเมื่อมีผู้กล่าวว่า ในวันแต่งงานของลู่จื่อเสียนกับเจียงหว่านหนิง มีคนเห็นลั่วชิงอวี้ยืนอยู่ริมถนน ดวงตาแดงก่ำ มองตามเกี้ยวเจ้าสาวของอดีตคู่หมั้นไปจนลับสายตา
บางคนบอกว่านางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานถึงครึ่งชั่วยาม
บางคนบอกว่านางร้องไห้จนแทบหมดสติ
และยังมีผู้กล่าวเกินจริงยิ่งกว่านั้นว่า หากสาวใช้ข้างกายไม่ห้ามเอาไว้ ลั่วชิงอวี้คงวิ่งเข้าไปขวางเกี้ยวเจ้าสาวแล้ว...
เพียงเวลาไม่ถึงสามวัน เรื่องราวของคุณหนูรองตระกูลลั่วผู้ถูกอดีตคู่หมั้นทอดทิ้งก็ถูกแต่งเติมเสียจนแทบจะกลายเป็นนิทานรักอันโศกเศร้าเรื่องหนึ่ง
“บัดซบ!”
เสียงโวยวายดังขึ้นกลางเรือนของคุณหนูรองจวนอัครเสนาบดี
“ข้าไปเฝ้ามองเกี้ยวรับเจ้าสาวของเขาที่ไหนกัน”
ลั่วชิงอวี้โยนผ้าเช็ดหน้าลงบนโต๊ะด้วยความโมโห
“วันนั้นข้าเพิ่งจะกลับจากหอฝูหรงต่างหาก!”
นางยิ่งพูดยิ่งโมโห
“วันนั้นหอฝูหรงเพิ่งออกน้ำแกงรสเผ็ดสูตรใหม่ ข้ารออยู่ตั้งครึ่งเดือนกว่าจะถึงวันวางขาย ใครจะไปรู้ว่าขบวนรับเจ้าสาวของลู่จื่อเสียนจะผ่านถนนเส้นนั้นตอนที่ข้ากำลังจะเดินทางกลับจวนพอดี”
ลั่วชิงอวิ๋นซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบชะงักไปเล็กน้อย เขามองน้องสาวตรงหน้า ก่อนจะถอนหายใจอย่างจนปัญญา เรื่องอื่นเขาอาจไม่เชื่อ แต่หากเป็นเรื่องของกิน... น้องสาวของเขาสามารถทำเรื่องที่คนธรรมดาคาดไม่ถึงได้จริง ๆ
“แล้วเหตุใดดวงตาของเจ้าจึงได้แดงก่ำ”
ลั่วเหอ อัครเสนาบดีแห่งแคว้นต้าเยว่ถามขึ้น ลั่วชิงอวี้ชะงัก
“เผ็ดเจ้าค่ะ”
“...”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
“น้ำแกงเผ็ดมาก” นางอธิบายอย่างจริงจัง “ข้ากินไปสองชาม น้ำตาไหลไม่หยุด พอออกจากหอฝูหรงก็พบขบวนเกี้ยวเจ้าสาวพอดี ผู้คนจึงเข้าใจผิด”
ลั่วชิงอวิ๋นยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก กลั้นเสียงหัวเราะอย่างยากลำบาก สมกับเป็นน้องสาวของเขาจริง ๆ
ในขณะที่คนทั่วทั้งเมืองหลวงกำลังสงสารนางเพราะคิดว่านางร้องไห้ให้กับอดีตคู่หมั้น ตัวต้นเรื่องกลับร้องไห้เพราะน้ำแกงเผ็ดเสียอย่างนั้น
“แต่เจ้าถูกลู่จื่อเสียนถอนหมั้นจริง ๆ เจ้าไม่ได้รู้เสียใจที่ถูกถอนหมั้นบ้างเลยหรือ”
ลั่วเหอถามอย่างอดไม่ได้ ลั่วชิงอวี้นิ่งคิด
“ตอนแรกก็เสียใจอยู่เจ้าค่ะ”
อย่างไรเสียลู่จื่อเสียนก็เป็นคู่หมายของนางมาหลายปี
บุรุษผู้นั้นมีชาติกำเนิดดี หน้าตาหล่อเหลา ทั้งยังมีความสามารถด้านบุ๋นและบู๊ นางเคยคิดจริง ๆ ว่าเมื่อถึงวัยสมควร นางคงแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้จวนอันกั๋วกง ใช้ชีวิตกับเขาไปจนแก่เฒ่า
ดังนั้นเมื่อเขามาบอกว่าตนเองมีหญิงในดวงใจ และต้องการถอนหมั้นกับนางเพื่อแต่งเจียงหว่านหนิง ลั่วชิงอวี้ย่อมเสียใจ
นางขังตัวเองอยู่ในเรือนถึงสามวันเต็ม แต่วันที่สี่ หอฝูหรงประกาศว่าจะมีน้ำแกงสูตรใหม่
ลั่วชิงอวี้จึงรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า... ชีวิตคนเรายังมีเรื่องสำคัญอีกมากมาย เหตุใดต้องเสียเวลาร้องไห้ให้บุรุษคนเดียวด้วย
“แต่พอคิดดูแล้ว...” ลั่วชิงอวี้ถอนหายใจ “ลู่จื่อเสียนยังสู้น้ำแกงเนื้อแพะของหอฝูหรงไม่ได้เลยเจ้าค่ะ”
ลั่วเหอถึงกับสำลักน้ำชา
“เจ้า!”
“ท่านพ่ออย่าโมโหสิ” ลั่วชิงอวี้รีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้บิดา “ข้าพูดจริง ๆ นะเจ้าคะ อย่างน้อยน้ำแกงเนื้อแพะก็หอมอร่อยจริงๆ ไม่ได้หลอกลวงเหมือนลู่จื่อเสียนที่เคยบอกว่าชอบข้าแต่แล้วกลับหันไปแต่งงานกับสตรีอื่น”
ลั่วชิงอวิ๋นหัวเราะออกมาในที่สุด
“พูดได้ดี”
“เจ้ายังจะตามใจนางอีก!”
ลั่วเหอถลึงตามองบุตรชาย ลั่วชิงอวิ๋นจึงรีบยกถ้วยชาขึ้นปิดบังรอยยิ้ม ทว่าหลังจากเสียงหัวเราะผ่านพ้นไป สีหน้าของลั่วเหอกลับเคร่งขรึมลงอีกครั้ง
“ข่าวลือมักถูกเสริมแต่งจนเกินจริง ยามนี้คนทั่วเมืองหลวงรู้กันหมดแล้วว่าเจ้าถูกลู่จื่อเสียนถอนหมั้น ต่อให้ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาพูด ชื่อเสียงของเจ้าก็ได้รับผลกระทบอยู่ดี”
เขามองบุตรสาวด้วยความกังวล
“วันหน้าเรื่องแต่งงานของเจ้าคงยากขึ้นไม่น้อย”
พอนึกถึงเรื่องนี้ ลั่วเหอก็อดปวดศีรษะไม่ได้
เขาเป็นถึงอัครเสนาบดีแห่งแคว้นต้าเยว่ ผ่านการต่อสู้ในราชสำนักมาหลายสิบปี ขุนนางฝ่ายตรงข้ามที่เจ้าเล่ห์เพียงใดเขาก็รับมือมาแล้ว แต่พอเป็นเรื่องแต่งงานของลูกๆ ทั้งสามคน เขากลับรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถอย่างแท้จริง
บุตรสาวคนโต ลั่วชิงเหยา เข้าวังตั้งแต่วัยเยาว์ จากเด็กสาวคนหนึ่ง นางต่อสู้ท่ามกลางคลื่นลมในวังหลังจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาแห่งแคว้นต้าเยว่ได้สำเร็จ ตำแหน่งนั้นสูงส่งก็จริง แต่คนเป็นบิดาอย่างเขารู้ดีว่ากว่านางจะขึ้นไปยืนตรงจุดนั้นได้ต้องผ่านเรื่องอันตรายมามากเพียงใด
ส่วนบุตรชายคนโต ลั่วชิงอวิ๋น... ลั่วเหอเหลือบมองบุตรชาย
รูปงาม
มากความสามารถ
รอบรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์
เป็นที่ยอมรับในหมู่บัณฑิตว่าเป็นอัจฉริยะที่ร้อยปีอาจมีสักคน
ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ
เสียเพียงเรื่องเดียว ไม่มีสตรีใดกล้าแต่งกับเขา!
บุตรสาวตระกูลใหญ่บางคนหลงใหลเขา แต่พอคิดว่าต้องใช้ชีวิตอยู่กับบุรุษที่ฉลาดจนสามารถมองออกว่านางกำลังคิดอะไรตั้งแต่ยังไม่ทันอ้าปาก ต่างก็พากันหวาดหวั่น
สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า คุณชายอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงอายุถึงวัยสมควรแล้วแต่เรื่องแต่งงานกลับยังเงียบสนิท
ส่วนบุตรสาวคนเล็ก... ลั่วเหอมองลั่วชิงอวี้อีกครั้ง
งดงาม
งดงามอย่างยิ่ง
ถ้าพูดเฉพาะเรื่องรูปโฉม บุตรสาวคนเล็กของเขาเหนือกว่าพี่สาวเสียด้วยซ้ำ
แต่เรื่องความสามารถนั้น...
“ท่านพ่อมองข้าเช่นนั้นทำไมเจ้าคะ”
ลั่วชิงอวี้ก้มมองตัวเอง
“หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ”
ลั่วเหอถอนหายใจยาว
ช่างเถิด
อย่างน้อยนางก็กินเก่ง
ไม่สิ!
นั่นนับเป็นความสามารถตรงไหนกัน!
“ท่านพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งงานของอวี้เอ๋อร์หรอก”
ลั่วชิงอวิ๋นวางถ้วยชาลง
“อีกไม่กี่วันเหยาเอ๋อร์กำลังจะจัดงานเลี้ยงชมบุปผาในวังหลวงมิใช่หรือ”
ลั่วเหอเลิกคิ้ว
“เจ้าหมายความว่า...”
“ในงานครั้งนี้ บุตรหลานของตระกูลใหญ่ทั่วเมืองหลวงย่อมได้รับเชิญเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นคุณชายจากจวนโหว จวนกง หรือบุตรชายของขุนนางระดับสูง ล้วนต้องมีคนที่เหมาะสมกับอวี้เอ๋อร์อยู่สักคน”
ลั่วชิงอวิ๋นยิ้มบาง
“ในเมื่อเหยาเอ๋อร์รักน้องสาวคนนี้มากถึงเพียงนั้น ก็ให้นางช่วยเลือกน้องเขยด้วยตนเองเสียเลย”
ดวงตาของลั่วเหอเป็นประกาย
มีเหตุผล!
บุตรสาวคนโตของเขาเป็นถึงฮองเฮา
หากลั่วชิงเหยาเป็นคนออกหน้าเลือกสามีให้น้องสาวด้วยตนเอง ผู้ใดยังจะกล้าดูถูกลั่วชิงอวี้เพราะเรื่องถูกถอนหมั้นอีก
ยิ่งคิดลั่วเหอก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดี
“ตกลงตามนี้”
จากนั้นเขาก็หันไปหาบุตรสาว
“ต่อจากนี้เจ้าไม่ต้องออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนแล้ว เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในเรือน เตรียมตัวเข้าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาที่ฮองเฮาจัดขึ้นก็แล้วกัน”
ลั่วชิงอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
“ต้องเก็บตัวกี่วันเจ้าคะ”
“ห้าวัน”
สีหน้าของลั่วชิงอวี้เปลี่ยนทันที
“ห้าวัน!”
ลั่วเหอขมวดคิ้ว
“ทำไม”
“แล้วหอฝูหรงเล่าเจ้าคะ”
“...”
“ข้าได้ยินมาว่าอีกสองวันพวกเขาจะทำเป็ดย่างน้ำผึ้งสูตรใหม่ หากข้าไม่ออกจากจวนแล้วใครจะ...”
“ให้สาวใช้ไปซื้อ!”
ลั่วเหอตัดบททันที ลั่วชิงอวี้นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
สำหรับนางแล้ว คำพูดของบิดา พี่ชาย และพี่สาวมักเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความหวังดีต่อนางเสมอ

