บทที่ 2 พี่สาวของข้าคือฮองเฮา
ตั้งแต่เด็กจนโตลั่วชิงอวี้แทบไม่เคยต้องต่อสู้แย่งชิงสิ่งใด
บิดาเป็นอัครเสนาบดี
พี่ชายคือคุณชายอันดับหนึ่งของเมืองหลวง
พี่สาวเป็นฮองเฮา
ในเมื่อคนในครอบครัวของนางแต่ละคนเก่งกาจกันถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดนางต้องเหน็ดเหนื่อยทำตัวโดดเด่นด้วย
โดยเฉพาะเมื่อพี่สาวของนางชื่นชอบการแข่งขันและการแย่งชิงถึงเพียงนั้น
ลั่วชิงอวี้เคยกล่าวกับสาวใช้คนสนิทอย่างจริงจังว่า
“ข้าไม่ได้โง่เสียหน่อย พี่สาวของข้าชื่นชอบการแข่งขันและแย่งชิง แค่ข้ามีหน้าตาโดดเด่นเหนือกว่านางก็พอแล้ว หากยังกล้าทำตัวมีความสามารถแข่งกับนางอีก ข้าจะไม่ถูกนางกำจัดทิ้งตั้งแต่ยังไม่ทันโตหรอกหรือ”
แน่นอนว่าเมื่อลั่วชิงเหยาได้ยินประโยคนี้ นางส่งของกำนัลกลับมาจากวังหลวงถึงสิบหีบ พร้อมจดหมายสั้น ๆ หนึ่งฉบับ ใจความว่า…
“หากเจ้ายังกล้าพูดว่าข้าจะฆ่าเจ้าอีก ข้าจะส่งคนไปตีเจ้าให้ตายด้วยมือตนเอง”
ลั่วชิงอวี้อ่านแล้วก็หัวเราะจนตัวงอ เพราะนางรู้ดีว่าในบรรดาคนทั้งตระกูล ผู้ที่รักและตามใจนางมากที่สุดคนหนึ่งก็คือพี่สาวที่นั่งอยู่บนตำแหน่งฮองเฮาผู้นั้น
ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าลั่วชิงเหยาจะช่วยเลือกคู่ครองให้นาง ลั่วชิงอวี้จึงไม่ได้คัดค้านแม้แต่น้อย
สามีก็เหมือนอาหาร เลือกให้ดีสักหน่อยย่อมไม่ทำให้กินแล้วท้องเสีย
ลู่จื่อเสียนคือบทเรียนชั้นดี ครั้งหน้าหากต้องเลือกใหม่ นางจะต้องเลือกให้รอบคอบกว่าเดิม
อย่างน้อย... ก็ต้องเป็นบุรุษที่ไม่ทำให้นางรู้สึกสูญเสียความอยากอาหาร
ห้าวันต่อมา ประตูวังหลวงเปิดต้อนรับรถม้าจากจวนขุนนางและตระกูลสูงศักดิ์ตั้งแต่ยามเช้า
งานเลี้ยงชมบุปผาของฮองเฮาจัดขึ้นภายในอุทยานหลวง ยามนี้เป็นช่วงที่ดอกไม้หลากหลายชนิดกำลังเบ่งบานสะพรั่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยไปทั่วบริเวณ ศาลาริมน้ำถูกตกแต่งอย่างวิจิตร โต๊ะเลี้ยงเรียงรายอยู่ท่ามกลางสวนบุปผา
เหล่าคุณหนูจากตระกูลใหญ่ต่างแต่งกายอย่างงดงาม
เหล่าคุณชายก็ล้วนแต่งตัวเต็มยศ
ทุกคนรู้ดีว่าแม้จะเรียกว่า ‘งานเลี้ยงชมบุปผา’ แต่ความจริงแล้วนี่ก็คืองานจับคู่ของเหล่าบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์อย่างไม่เป็นทางการ
รถม้าของจวนอัครเสนาบดีหยุดลงหน้าประตูวัง มือขาวนวลข้างหนึ่งยื่นออกมาจากม่าน เมื่อลั่วชิงอวี้ก้าวลงจากรถม้า เสียงพูดคุยรอบด้านเงียบลงชั่วขณะ
หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีอ่อน ปักลวดลายประณีต รูปร่างอรชร ใบหน้างดงามจนยากละสายตา
การถูกถอนหมั้นไม่ได้ทำให้ความงามของนางลดลงแม้แต่น้อย ผู้คนที่เคยอยากเห็นว่าสตรีที่ถูกลู่จื่อเสียนทอดทิ้งผู้นี้จะมีสภาพน่าเวทนาเพียงใด ล้วนต่างพากันผิดหวังเมื่อได้เห็นว่า
ลั่วชิงอวี้ไม่มีท่าทีเศร้าหมอง
ไม่มีดวงตาบวมแดง
ไม่มีใบหน้าซีดเซียว
ตรงกันข้าม นางดูอารมณ์ดีเสียด้วยซ้ำ เพราะก่อนออกจากจวน สาวใช้เพิ่งบอกนางว่า... ในงานเลี้ยงวันนี้ ห้องเครื่องหลวงเตรียมอาหารไว้มากกว่าสามสิบชนิด
สามสิบชนิดเชียวนะ!
ลั่วชิงอวี้รู้สึกทันทีว่าการเข้าวังครั้งนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
เพียงแต่นางยังไม่รู้ว่า... งานเลี้ยงชมบุปผาที่นางตั้งใจเข้ามากินอาหารอย่างสงบในวันนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตอันแสนเรียบง่ายของนางพลิกกลับอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่ลั่วชิงอวี้ก้าวเข้าไปในอุทยานหลวง สายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยก็หันมาจับจ้องนาง
บางสายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
บางสายตาแฝงความเวทนาสงสาร
และแน่นอนว่าย่อมมีสายตาของคนที่กำลังรอดูเรื่องสนุกปะปนอยู่ด้วย
ลั่วชิงอวี้กวาดตามองไปรอบหนึ่ง ก่อนจะทำราวกับมองไม่เห็นสายตาเหล่านั้น
หากเป็นเมื่อหลายวันก่อน นางอาจยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้... สายตาของนางกำลังหยุดอยู่บนโต๊ะอาหารเบื้องหน้า
ขนมดอกกุ้ย
ขนมถั่วแดง
เม็ดบัวเชื่อมน้ำผึ้ง
เป็ดอบเครื่องเทศ
ยังมีผลไม้สดที่ถูกจัดวางอย่างประณีตอีกหลายชนิด สมกับเป็นอาหารจากห้องเครื่องของวังหลวงจริง ๆ
เพียงแค่มอง ดวงตาของลั่วชิงอวี้ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“คุณหนูรอง”
ชุ่ยหลิง สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางเข้าวังรีบกระซิบเตือน
“พวกเรายังไม่ได้เข้าไปถวายพระพรฮองเฮาเลยนะเจ้าคะ”
ฝีเท้าของลั่วชิงอวี้ที่กำลังจะเปลี่ยนทิศทางไปหาโต๊ะอาหารพลันชะงักลงนางถอนสายตากลับมาอย่างเสียดาย
“ข้ารู้แล้ว”
ถึงของกินจะสำคัญ แต่พี่สาวสำคัญกว่า อย่างน้อยก็ในตอนที่พี่สาวมีอำนาจเหนือผู้คนและสามารถสั่งให้คนยกอาหารทั้งหมดบนโต๊ะออกไปได้ ลั่วชิงอวี้จึงจำใจเดินผ่านโต๊ะอาหารไปยังศาลาหลัก
ระหว่างทาง นางได้ยินเสียงสนทนาที่แม้จะพยายามกดให้เบาเพียงใดก็ยังลอยเข้าหูเป็นระยะ
“นั่นหรือคุณหนูรองลั่ว”
“ก็นางนั่นแหละ”
“ดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งถูกถอนหมั้นเลยสักนิด”
“ได้ยินว่าวันแต่งงานของลู่ซื่อจื่อ นางยืนร้องไห้อยู่ริมถนนตั้งนาน”
“ช่างน่าสงสารจริง ๆ ...”
ฝีเท้าของลั่วชิงอวี้หยุดลงทันที ชุ่ยหลิงใจหายวาบ
“คุณหนู...”
ลั่วชิงอวี้หันกลับไปมองกลุ่มคุณหนูที่กำลังกระซิบกระซาบกัน เมื่อคนเหล่านั้นเห็นนางหันมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าลั่วชิงอวี้กลับไม่ได้โมโห นางเพียงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“วันนั้นข้าไม่ได้ร้องไห้เพราะลู่จื่อเสียน”
“...”
“น้ำแกงของหอฝูหรงเผ็ดเกินไปต่างหาก”
กล่าวจบก็หมุนตัวจากไปทันที ทิ้งให้คุณหนูทั้งหลายมองหน้ากันอย่างพูดไม่ออก
ชุ่ยหลิงรีบเดินตามเจ้านาย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
“คุณหนู ท่านพูดเช่นนั้นแล้วพวกนางจะเชื่อหรือเจ้าคะ”
“ไม่เชื่อก็ช่างพวกนาง”
ลั่วชิงอวี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ปากอยู่บนตัวพวกนาง ข้าจะตามไปอุดปากทีละคนได้อย่างไร”
“แต่ชื่อเสียงของคุณหนู...”
“ชื่อเสียงกินได้หรือ”
“...กินไม่ได้เจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องสนใจ”
ชุ่ยหลิงพูดไม่ออกอีกครั้ง บางครั้งนางก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าคุณหนูของตนเองเป็นคนใจกว้าง หรือเพียงขี้เกียจเกินกว่าจะใส่ใจเรื่องเหล่านี้กันแน่
ไม่นานนักลั่วชิงอวี้ก็มาถึงศาลาหลัก สตรีสูงศักดิ์หลายคนนั่งอยู่ภายในนั้นแล้ว และตรงตำแหน่งประธาน สตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งสง่างามอยู่ในชุดหงส์สีแดงเข้มปักดิ้นทอง
ใบหน้าของนางงดงาม
แต่ความงามนั้นแตกต่างจากลั่วชิงอวี้อย่างชัดเจน
หากลั่วชิงอวี้งดงามราวดอกไม้ที่กำลังผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ ลั่วชิงเหยาก็เปรียบเสมือนดอกโบตั๋นที่เบ่งบานอยู่เหนือบุปผานับร้อย งดงาม สูงศักดิ์ และเต็มไปด้วยความสง่าที่ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองตรง ๆ
นางคือลั่วชิงเหยา ฮองเฮาแห่งแคว้นต้าเยว่ และเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของลั่วชิงอวี้
“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
ลั่วชิงอวี้ยอบกายลง ลั่วชิงเหยาที่กำลังสนทนาบรรดาฮูหยินจวนขุนนางหันมามอง
ทันทีที่เห็นน้องสาว แววตาที่เดิมทีเต็มไปด้วยความสง่างามและเย็นชาก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย
“มาแล้วหรือ”
“เพคะ”
“เข้ามาให้ข้าดูใกล้ ๆ”
ลั่วชิงอวี้เดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย ลั่วชิงเหยามองน้องสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะขมวดคิ้ว
“ดูเหมือนว่าจะผอมลงนะ”
ลั่วชิงอวี้ก้มมองตัวเอง
“หม่อมฉันหรือเพคะ”
“อืม”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง”
เมื่อวานนางเพิ่งกินเป็ดย่างน้ำผึ้งไปครึ่งตัว จะผอมลงได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นสายตาของพี่สาว ลั่วชิงอวี้ก็เลือกกลืนประโยคนั้นกลับลงไป
“คงเป็นเพราะเรื่องซื่อจื่อจวนอันกั๋วกงกระมัง”
สตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ถึงคุณหนูรองจะทำเหมือนไม่เป็นอะไร แต่เรื่องถอนหมั้นเช่นนี้สำหรับสตรีแล้วจะไม่เสียใจได้อย่างไร”
บรรยากาศในศาลาพลันเงียบลง ลั่วชิงอวี้กำลังจะอธิบายว่านางไม่ได้ผอมลงเพราะลู่จื่อเสียน ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปาก ลั่วชิงเหยาก็กล่าวขึ้นเสียก่อน
“บุรุษที่เปลี่ยนใจไปหาสตรีอื่นก่อนแต่งงาน มีสิ่งใดให้น้องสาวของเปิ่นกงต้องเสียใจ”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่กลับทำให้คนในศาลาไม่มีผู้ใดกล้าพูดแทรก
“ลู่จื่อเสียนเลือกเจียงหว่านหนิง นั่นเป็นเรื่องของเขา”
ลั่วชิงเหยายกถ้วยชาขึ้นอย่างสง่างาม
“ส่วนอวี้เอ๋อร์ของเปิ่นกง วันหน้าจะหาบุรุษที่ดีกว่าเขาสิบเท่าร้อยเท่ามาแต่งด้วยก็ยังได้”
ลั่วชิงอวี้พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“พี่หญิงพูดถูกเพคะ”
ลั่วชิงเหยาเหลือบตามองนาง
“เรียกใหม่”
ลั่วชิงอวี้ชะงัก ก่อนจะนึกได้ว่ายามนี้อยู่ต่อหน้าคนนอก
“องค์ฮองเฮาทรงตรัสได้ถูกต้องเพคะ”
สีหน้าของลั่วชิงเหยาจึงดีขึ้น แต่ในใจลั่วชิงอวี้กลับคิดอีกอย่าง
ดีกว่าลู่จื่อเสียนเป็นสิบเท่าเป็นร้อยเท่าก็ไม่จำเป็นหรอก ขอแค่เพียงหน้าตาพอมองได้ นิสัยไม่เลว และไม่เปลี่ยนใจไปหาสตรีอื่นง่าย ๆ ก็พอแล้ว
หากมีเงินมากหน่อยยิ่งดี เพราะของอร่อยในเมืองหลวงราคาไม่ถูกเลยจริง ๆ
“วันนี้ข้าเชิญคนมามากมาย”
ลั่วชิงเหยากล่าวขึ้น “เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เลือกดูให้ดี หากถูกใจผู้ใดค่อยบอกข้า”
