ตอนที่ 6 : ข้อเสนอที่ชวนระทึก 6/1
ตอนที่
[6]
ข้อเสนอที่ชวนระทึก
หลังคำอวยพรของหานจิ่นเยว่ดังขึ้นกลางงานเลี้ยง บรรยากาศที่เคยครึกครื้นก็คล้ายเกิดระลอกคลื่นบางอย่างขึ้นโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมาตรง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่านั่งนิ่งอยู่บนที่นั่งประธาน สีหน้าแม้ยังประดับรอยยิ้มรับแขก ทว่าภายในใจกลับระอุด้วยเพลิงโทสะ
เดิมทีนางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ประกาศรวบหัวรวบหางเรื่องการสมรสระหว่างหานจิ่นเยว่และเจิ้งเยี่ยน เพื่อรั้งทรัพย์สินตระกูลหานไว้ในจวนกั๋วกง
หากหานจิ่นเยว่ตอบรับด้วยความยินดีต่อหน้าผู้คนมากมาย เรื่องก็จะเดินต่อได้ง่ายขึ้นหลายส่วน
ใครจะคาดคิดว่า หลานสาวโง่เง่าสองคนจะเอาแต่ยกยอหลินหว่านโหรวไม่หยุด อีกฝ่ายเองก็เกาะติดเจิ้งเยี่ยนราวกับเถาวัลย์พันต้นไม้ จนแผนที่เตรียมไว้ไม่มีโอกาสเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว ซ้ำร้ายหานจิ่นเยว่ยังเป็นฝ่ายชิงเอ่ยคำอวยพรตัดวาสนาเสียเอง จ้าวฉงจึงได้แต่ลอบกัดฟัน
ช่างผิดแผนไปหมด!
ทว่าพอคิดอีกที นางก็ยังไม่เชื่อว่าหานจิ่นเยว่จะตัดใจจากหลานชายของตนได้จริง
รักมาเนิ่นนานถึงเพียงนั้น จะตัดได้ในไม่กี่วันหรือ?
เกรงว่าคำอวยพรเมื่อครู่คงเป็นเพียงการประชด เพราะไม่พอใจที่เห็นเจิ้งเยี่ยนใกล้ชิดกับหลินหว่านโหรวมากเกินไปเสียมากกว่า
ไม่เป็นไร พลาดวันนี้ ยังมีวันหน้า
ตราบใดที่หานจิ่นเยว่ยังอยู่ในจวนนี้ นางก็ยังมีโอกาสจัดการทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ต้องการ
ด้านเจิ้งเยี่ยนกลับไม่มีใจคิดถึงแผนการใดของผู้เป็นย่าเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่หานจิ่นเยว่ปรากฏตัวในงาน สายตาของเขาก็เหมือนจะถูกดึงไปหานางอยู่เรื่อย
ยิ่งหลังคำอวยพรนั้น เหล่าคุณชายจากหลายตระกูลเริ่มผลัดกันเข้ามาพูดคุย บ้างถามไถ่ บ้างชวนสนทนาเรื่องบทกวี บ้างเพียงหาเรื่องเล็กน้อยมาสานสัมพันธ์
หานจิ่นเยว่เองก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ ยังคงตอบกลับตามมารยาท สีหน้าผ่อนคลายกว่าที่ยามอยู่กับเขาเสียอีก
เจิ้งเยี่ยนกำถ้วยชาในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ก่อนนางเคยเอาแต่มองเขา
บัดนี้กลับยิ้มให้คนอื่นอย่างนั้นหรือ?
กระทั่งงานเลี้ยงสิ้นสุดลง แขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับ เขาก็ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกขุ่นมัวนั้นออกไปได้
ไม่นานนัก เขาก็เห็นหานจิ่นเยว่เดินออกมาจากเรือนรับรองเพียงลำพังชั่วครู่ เสี่ยวชูถูกสาวรับใช้ผู้หนึ่งรั้งไว้ด้านหลังเพื่อรับของบางอย่าง เจิ้งเยี่ยนไม่รอช้า ก้าวตรงเข้าไปคว้าแขนหานจิ่นเยว่ไว้ทันที
“หานจิ่นเยว่!”
หญิงสาวถูกดึงจนต้องหยุดฝีเท้า ก่อนจะหันกลับไปมองอย่างไม่สบอารมณ์
“ปล่อยข้า”
ทว่าแทนที่จะฟัง เขากลับลากนางไปยังมุมอับสายตาข้างเรือนรับรอง หานจิ่นเยว่สะบัดแขนออกอย่างแรงในทันที “ท่านมีอะไร”
เจิ้งเยี่ยนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง
“เหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนั้น”
“พูดสิ่งใด”
“อย่าทำเป็นไม่รู้”
น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น
“จะเรียกร้องความสนใจจากข้า ก็ควรให้มีขอบเขตสักหน่อย”
หานจิ่นเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏตรงมุมปาก ที่แท้จนถึงตอนนี้ เขายังคิดว่านางกำลังเล่นละครอยู่
“ข้าไม่ได้คิดเรียกร้องความสนใจแต่อย่างใด ข้าหมายความตามที่พูดจริง ๆ” นางตอบอย่างใจเย็น
เจิ้งเยี่ยนแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน “สตรีที่เอาแต่ตามติดข้ามาหลายปี จู่ ๆ ก็ทำราวกับตัดใจได้เช่นนั้น เจ้าคิดว่ามันน่าเชื่อง่าย ๆ มากหรือ”
“ท่านจะเชื่อหรือไม่ข้าไม่สน”
หานจิ่นเยว่มองเขาตรง ๆ โดยไม่มีแววหลบเลี่ยง
“แต่ตอนนี้ข้าไม่สนใจท่านแล้วจริง ๆ”
เจิ้งเยี่ยนชะงักงัน
“คนเราเจ็บแล้วควรจำ ไม่ควรพาตนเองไปเจ็บซ้ำ ๆ หากเป็นเช่นนั้นคงเรียกว่าคนโง่ ท่านว่าหรือไม่”
ถ้อยคำเหล่านั้นเรียบง่าย ทว่ากลับแทงเข้ากลางใจผู้ฟังอย่างประหลาด ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนขยับเข้าไปใกล้ร่างเล็ก จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงไม่มาก
เขาโน้มใบหน้าลงเล็กน้อย สายตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการค้นหาว่าเบื้องหลังความสงบนิ่งนั้นซ่อนความน้อยใจหรือความหึงหวงไว้หรือไม่
หากเป็นเมื่อก่อน หานจิ่นเยว่คงรีบหลบสายตา ใบหน้าแดงก่ำ และทำอะไรไม่ถูกเมื่อเขาอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้
แต่วันนี้ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าเสียจนใจของเขากระตุกวูบ
“มองพอหรือยัง”
ถามแล้วใช้มือผลักอกเขาให้ออกห่าง
“เอาเป็นว่าต่อไป ข้าและท่านไม่เกี่ยวข้องกัน ท่านจะชอบผู้ใด จะแต่งงานกับผู้ใดก็แล้วแต่ท่าน ขอแค่อย่ามาวุ่นวายกับข้าก็พอ”
กล่าวจบก็หมุนกายเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ เจิ้งเยี่ยนเมื่อได้สติขึ้นมา รีบตะโกนไล่หลังทันที
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะตัดใจจากข้าง่าย ๆ!”
ทว่าหานจิ่นเยว่ไม่แม้แต่จะหันกลับมาแม้แต่น้อย ยิ่งเห็นเช่นนั้น ความรู้สึกขุ่นมัวในอกเขาก็ยิ่งหนักขึ้น
ทันทีที่กลับถึงเรือน หานจิ่นเยว่ก็สั่งให้เสี่ยวชูเตรียมน้ำ
“ท่านหญิงจะอาบน้ำหรือเจ้าคะ”
“อืม”
หานจิ่นเยว่เหลือบมองแขนข้างที่เพิ่งถูกเจิ้งเยี่ยนจับ นางรังเกียจสัมผัสจากเจิ้งเยี่ยนจะแย่ ไม่รู้เมื่อก่อนนางไปชอบเขาได้อย่างไร หน้าตาหล่อเหลาก็จริง แต่นอกเหนือจากนั้น...
ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีนัก
หลังชำระกายและเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ ความอึดอัดในใจก็ค่อยคลายลง หญิงสาวกลับมานั่งที่โต๊ะ ก่อนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา ในนั้นคือข้อมูลเกี่ยวกับรุ่ยอ๋องที่นางรวบรวมมาได้ในช่วงหลายวัน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วไปล่วงรู้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ
รุ่ยอ๋องมักไปโรงน้ำชาอวิ้นมู่เป็นครั้งคราว และจากข้อมูลที่ได้มา อีกสองวันพระองค์มีแนวโน้มจะไปที่นั่นอีก หานจิ่นเยว่ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
จะไปหารุ่ยอ๋องโดยตรง หรือควรเข้าวังไปหาซูกุ้ยเฟยก่อน?
หากไปหาซูกุ้ยเฟยย่อมง่ายกว่า เพราะพระองค์เคยสนิทสนมกับมารดาของนาง และเรื่องเกี่ยวดองกันในอดีตก็เริ่มจากผู้ใหญ่สองฝ่าย
แต่หากทำเช่นนั้น...
รุ่ยอ๋องจะรู้สึกว่าถูกบังคับหรือไม่?
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนตัดสินใจ
นางควรเจรจากับเขาก่อน
อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายมีท่าทีอย่างไร หากไม่มีทางเป็นไปได้จริง ๆ ค่อยคิดวิธีอื่น
สองวันต่อมา หานจิ่นเยว่ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะหลีกเลี่ยงคนของจวนกั๋วกงที่คอยจับตามองได้สำเร็จ
รถม้าที่นางเช่ามาหยุดลงด้านหลังโรงน้ำชาอวิ้นมู่ นางกับเสี่ยวชูใช้ทางเข้าด้านข้าง ก่อนขึ้นไปยังห้องส่วนตัวชั้นสองที่จองไว้ล่วงหน้า โรงน้ำชาแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเงียบสงบ มีห้องรับรองแยกเป็นสัดส่วน เหมาะกับผู้มีฐานะที่ไม่ต้องการพบผู้คนพลุกพล่าน
หานจิ่นเยว่รออยู่ไม่นาน เสียงเคลื่อนไหวจากด้านนอกก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงของเสี่ยวเอ้อที่ดูนอบน้อมกว่าปกติหลายส่วน เสี่ยวชูรีบขยับเข้ามาใกล้
“ท่านหญิง...น่าจะมาแล้วเจ้าค่ะ”
หานจิ่นเยว่เองก็รู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย จากเสียงฝีเท้าและคำพูดที่เล็ดลอดเข้ามา ดูเหมือนรุ่ยอ๋องจะอยู่ห้องข้าง ๆ จริง ๆ นางนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ โอกาสอยู่ใกล้เพียงผนังหนึ่งกั้น
หากปล่อยให้ผ่านไป...
ครั้งหน้าจะเข้าถึงพระองค์ได้ง่ายเช่นนี้อีกหรือไม่ก็ไม่รู้
สุดท้ายหญิงสาวจึงหยิบกระดาษขึ้นมา เขียนข้อความสั้น ๆ ขอพบเป็นการส่วนตัว เสี่ยวชูรับกระดาษมา แต่ยังไม่ยอมเดินออกไป
“ท่านหญิง”
“อะไร”
“รุ่ยอ๋องขึ้นชื่อว่าไม่ชอบให้ผู้ใดรบกวน หากพระองค์กริ้วขึ้นมาจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
คำถามนั้นทำให้หานจิ่นเยว่ชะงักไปเล็กน้อย นางเองก็กังวลไม่ต่างกัน แต่สุดท้ายก็สูดลมหายใจเข้า
“อย่างมากก็เพียงถูกปฏิเสธ”
เสี่ยวชูมองผู้เป็นนายด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
“หากไม่ใช่แค่ปฏิเสธเล่าเจ้าคะ”
“…..”
