ตอนที่ 5 : คำอวยพรที่ตัดวาสนา 5/2
ตอนที่
[5]
คำอวยพรที่ตัดวาสนา
วันนี้นางไม่ได้แต่งกายหรูหราจนสะดุดตา ทว่าอาภรณ์เนื้อดีที่ตัดเย็บอย่างประณีตกลับขับให้รูปร่างอรชรสง่างามยิ่งขึ้น เครื่องประดับบนเรือนผมมีไม่มาก แต่ทุกชิ้นเข้ากันอย่างพอเหมาะ ทว่าสิ่งที่ต่างจากเดิมที่สุดกลับไม่ใช่อาภรณ์
แต่เป็นตัวนางเอง
หญิงสาวไม่ก้มหน้า ไม่หลบสายตาผู้คน และไม่มีท่าทีกระวนกระวายเหมือนคนที่ต้องคอยระวังว่าตนจะทำสิ่งใดผิด เพียงเดินเข้ามาอย่างสงบนิ่ง ก็ดูสมกับฐานะท่านหญิงเซวียนหรงที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง แขกเหรื่อหลายคนต่างพากันลุกขึ้นทำความเคารพ
“คารวะท่านหญิงเซวียนหรง”
หานจิ่นเยว่พยักหน้ารับอย่างสงบ ก่อนจะอวยพรฮูหยินผู้เฒ่า
“ขอท่านย่ามีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวเจ้าค่ะ”
จากนั้นเสี่ยวชูก็นำของขวัญมอบให้ จ้าวฉงเผยยิ้มยินดีต่อหน้าแขกเหรื่อ
“ดี ดี เจ้ามาก็ดีแล้ว”
จากนั้นนางจึงเดินไปยังที่นั่งของตนอย่างสงบ ระหว่างนั้นหลินหว่านโหรวจงใจขยับเข้าใกล้เจิ้งเยี่ยนขึ้นอีกเล็กน้อย
ปฏิกิริยานั้นทำให้คนรอบข้างต่างลอบมองอย่างสนใจ
ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านหญิงเซวียนหรงหลงรักกั๋วกงซื่อจื่อ และไม่ชอบคุณหนูหลินเพราะเรื่องนี้ วันนี้เห็นคนทั้งสองสนิทสนมกันเช่นนี้...
เกรงว่าจะมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว
ทว่า…หานจิ่นเยว่กลับเดินผ่านไปโดยไม่ชำเลืองมองแม้แต่น้อย เจิ้งเยี่ยนที่เตรียมรับสายตาหึงหวงถึงกับนิ่งไป
นางไม่เห็นหรือ?
เขาหันไปมองตามร่างนั้นโดยไม่รู้ตัว
กระทั่งหลินหว่านโหรวเอ่ยเรียกเบา ๆ เขาจึงได้สติกลับมา
และเมื่อเห็นว่าหานจิ่นเยว่นั่งลงอย่างสงบแล้ว ความรู้สึกเต็มตื้นบางอย่างก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาพยายามคิดเข้าข้างตนเอง
นางแต่งกายงดงามถึงเพียงนี้ หากไม่เพื่อเขาแล้วจะทำเพื่อใคร
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปอย่างครึกครื้น หลังรับอาหารและชมการแสดงจากคณะดนตรีหลายชุด หลินหว่านโหรวก็ลุกขึ้นแสดงฝีมือดีดพิณ เสียงพิณไพเราะอ่อนหวานเรียกเสียงชื่นชมจากแขกเหรื่อได้ไม่น้อย เมื่อบทเพลงจบลง เสียงปรบมือก็ดังขึ้นทั่วเรือน
หลินหว่านโหรวรับคำชมด้วยรอยยิ้ม ก่อนสายตาจะเคลื่อนไปหยุดที่หานจิ่นเยว่
“ที่จริงผู้ที่มีความสามารถด้านการดีดพิณยังมีอีกหลายคน อย่างเช่นท่านหญิง มิทราบว่าท่านหญิงจะกรุณาออกมาแสดงความสามารถสักเล็กน้อยได้หรือไม่”
เจิ้งเย่ทำท่าจะพูดบางอย่าง ทว่าหลินหว่านโหรวกลับส่ายหน้าห้ามไว้
ทุกสายตาพลันหันไปยังหานจิ่นเยว่ ทว่าหญิงสาวเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนยิ้มบาง
“ความสามารถของข้าคงไม่โดดเด่นเท่าคุณหนูหลิน เกรงว่าจะทำให้ต้องเสียเวลา ให้ผู้อื่นแสดงเถิด”
เจิ้งเย่หัวเราะขึ้นทันที
“รู้ตัวก็ดี พี่หว่านโหรวเก่งกาจ ผู้อื่นยากจะเทียบได้ เหมาะสมกับท่านพี่ซื่อจื่อยิ่งนัก”
“นั่นสิ” เจิ้งเหยารีบเสริม “พี่ใหญ่ห้ามปล่อยนางหลุดมือนะเจ้าคะ”
หลินหว่านโหรวก้มหน้าลงอย่างเอียงอาย โดยที่ไม่ผู้ใดสังเกตใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเลยว่ายามนี้มันเปลี่ยนไปมาเพียงใด
เด็กโง่สองคนนี้!
นางกำลังจะหาทางเอ่ยแก้สถานการณ์
“เย่เออร์ เสียมารยาทแล้ว ข้าว่า...”
“ข้าเห็นด้วย”
จู่ ๆ เสียงของหานจิ่นเยว่ก็ดังขึ้นอย่างสงบ
ฮูหยินผู้เฒ่าชะงัก ส่วนเจิ้งเยี่ยนหันขวับไปมองนางทันที
หญิงสาววางถ้วยชาลง ก่อนมองไปยังคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มที่ไร้ความขุ่นข้องแม้แต่น้อย
“ซื่อจื่อกับคุณหนูหลินเหมาะสมกันยิ่งนัก”
หลินหว่านโหรวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ หานจิ่นเยว่สบตาอีกคนก่อนจะกล่าวต่อ
“เช่นนั้นข้าขอให้ทั้งสองสมหวังมีข่าวดีเร็ววัน รักมั่นยืนยาว”
หลังกล่าวจบเรือนรับรองก็เงียบลงไปชั่วขณะ เจิ้งเยี่ยนมองนางอย่างไม่เชื่อหู
คำอวยพร?
หานจิ่นเยว่กำลังอวยพรให้เขากับหลินหว่านโหรวอย่างนั้นหรือ?
ไม่ใช่ประชด ไม่ใช่กัดฟันพูด
ทว่าสีหน้าของนางสงบนิ่งเสียจนเขาหาแววหึงหวงที่เคยคุ้นไม่พบแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หลินหว่านโหรวกลับลอบยิ้มอย่างสมใจ ก่อนแสร้งก้มหน้าเอียงอาย
“ท่านหญิงกล่าวเกินไปแล้ว”
นอกจากความตกใจ และความแปลกใจแล้ว คำพูดของหานจิ่นเยว่เมื่อครู่ก็สร้างระลอกคลื่นในหมู่แขกมากกว่าที่ผู้ใดคาดคิด
ที่ผ่านมาใคร ๆ ต่างคิดว่าท่านหญิงเซวียนหรงกับกั๋วกงซื่อจื่อมีความสัมพันธ์คลุมเครือ เพราะนางแสดงออกชัดเจนว่ามีใจให้เขา อีกทั้งยังเติบโตมาด้วยกันในจวน ไม่พ้นคงต้องแต่งงานกัน
ทว่าคำอวยพรเมื่อครู่ เท่ากับนางประกาศด้วยตนเองว่าระหว่างทั้งสองไม่มีพันธะใด
สายตาของคุณชายหลายตระกูลจึงเริ่มเปลี่ยนไป
ท่านหญิงเซวียนหรงเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของอดีตแม่ทัพใหญ่ มีฐานะที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทาน ทั้งยังครอบครองทรัพย์สินตระกูลหานมากมาย ยิ่งวันนี้เมื่อเห็นรูปโฉมของนางชัด ๆ แล้ว
ดูอย่างไรการเกี่ยวดองนี้ก็มีแต่ได้กับได้
บางคนสนใจฐานะ บางคนสนใจความงาม และบางคนสนใจทั้งสองอย่าง
เจิ้งเยี่ยนกวาดสายตามองคนเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก คล้ายมีบางสิ่งที่เคยอยู่ในมือกำลังค่อย ๆ หลุดออกไป
ทว่าเมื่อหันกลับไปมอง หานจิ่นเยว่กลับกำลังสนทนากับฮูหยินจากอีกตระกูลอย่างอารมณ์ดี
เช่นเคย…นางไม่มองเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
บริเวณระเบียงด้านนอกเรือนรับรอง มีร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้เงาไม้
เขามิได้อยู่ในงานตั้งแต่ต้น และดูเหมือนจะไม่ได้คิดปรากฏตัวให้ผู้ใดเห็นเช่นกัน
สายตาคมทอดผ่านช่องเปิดของระเบียงไปยังหญิงสาวในอาภรณ์สีอ่อนที่กำลังนั่งอยู่ท่ามกลางแขกเหรื่อ
เมื่อครู่เขาเห็นทุกอย่าง ทั้งคำเยาะเย้ย ทั้งสายตารอชมเรื่องสนุก รวมถึงคำอวยพรที่นางเอ่ยออกมาอย่างสงบนิ่ง มุมปากของบุรุษค่อย ๆ ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
น่าสนใจ...
เขามองนางอีกครู่หนึ่ง ก่อนหมุนกายเดินจากไปอย่างไร้สุ้มเสียง
