
บทย่อ
นางเคยเข้าใจว่า หากนางพยายามเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย และรักคนในจวนกั๋วกงอย่างจริงใจ สักวันหนึ่งพวกเขาจะยอมรับนางเป็นคนในครอบครัว แต่หลังจากตายไปครั้งหนึ่ง นางจึงเข้าใจว่า... ต่อให้ก้มหัวจนติดพื้น คนที่มองนางเป็นกาฝากก็ไม่มีวันมองเห็นคุณค่าของนาง ในเมื่อไม่มีผู้ใดเลือกนาง นับจากนี้นางก็จะเลือกเส้นทางของตนเอง เส้นทางที่ไม่มีคนใจร้าย...
ตอนที่ 1 : กาฝากของจวนกั๋วกง 1/1
ตอนที่
[1]
กาฝากของจวนกั๋วกง
“ช่วยด้วย! มีคนตกน้ำ!”
เสียงร้องตะโกนด้วยความแตกตื่นทำลายความเงียบสงบของสระบัวหลังจวนซุนกั๋วกงให้หายไปทันที บรรดาบ่าวรับใช้ต่างพากันวิ่งกรูกันเข้ามาด้วยท่าทีอลหม่าน
“คุณหนูหลินตกน้ำ!”
“ท่านหญิงก็อยู่ในน้ำด้วย!”
“รีบช่วยคนเร็ว!”
เสียงตูมดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้งเมื่อองครักษ์สองคนพุ่งตัวลงไปในสระบัวอย่างไม่รีรอ เพียงอึดใจเดียว หญิงสาวสองคนก็ถูกพาขึ้นมาบนฝั่งในสภาพเปียกโชกไปทั้งกาย
ผู้หนึ่งคือ หลินหว่านโหรว คุณหนูตระกูลหลินผู้มีรูปโฉมงดงามอ่อนหวาน ทว่ายามนี้เรือนผมเปียกลู่แนบไปกับใบหน้าที่ซีดเซียว ดวงตาคู่งามแดงก่ำรื้นไปด้วยหยาดน้ำ ดูเปราะบางน่าสงสารจนจับใจผู้พบเห็น
ส่วนอีกผู้หนึ่งคือ ท่านหญิงเซวียนหรง หรือ หานจิ่นเยว่ นางนอนนิ่งสนิทอยู่บนพื้นหญ้า ร่างกายเย็นชืดไร้ซึ่งปฏิกิริยาโต้ตอบใด ๆ
“หว่านโหรว!”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงสง่าที่ก้าวเข้ามาด้วยความเร่งร้อน เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วคลุมร่างให้หญิงสาวที่เขาเอ่ยเรียกในทันที หลินหว่านโหรวสั่นเทาไปทั้งร่าง ริมฝีปากที่ซีดเผือดพยายามขยับเอื้อนเอ่ย
“ซื่อจื่อ...”
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่”
“ข้า...ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
เจิ้งเยี่ยน หรือกั๋วกงซื่อจื่อแห่งจวนซุนกั๋วกงขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวล ก่อนจะหันไปตวาดใส่สาวใช้รอบข้าง “ยังยืนอยู่กันทำไม รีบไปเอาผ้ามาเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าค่ะ!”
เหล่าสาวใช้รีบแยกย้ายกันไปตามคำสั่ง ทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั้น กลับไม่มีผู้ใดปรายตามองหญิงสาวอีกคนที่นอนแน่นิ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวเลยแม้แต่คนเดียว
เสี่ยวชู สาวใช้คนสนิทวิ่งเข้ามาทั้งน้ำตา นางทรุดตัวลงข้างกายผู้เป็นนายด้วยหัวใจที่หล่นวูบ “ท่านหญิง! ท่านหญิงเจ้าคะ!”
หญิงสาวพยายามเขย่าร่างที่สงบนิ่งนั้นเบา ๆ หวังเพียงจะได้รับปฏิกิริยาตอบกลับ ทว่าทุกอย่างยังคงเงียบงัน
“ท่านหญิง...” เสี่ยวชูใบหน้าซีดเผือดประหนึ่งไร้สีเลือด
ทางด้านหลินหว่านโหรวถูกหลังพยุงให้นั่งมั่นคงขึ้น นางก็ไอโขลกออกมาหลายครั้งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่คิดเลยว่าท่านหญิงจะ...”
คำพูดที่จงใจทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ดึงดูดทุกสายตาให้หันไปมองหานจิ่นเยว่ทันที เจิ้งเหยา คุณหนูใหญ่หรือบุตรสาวคนรองของซุนกั๋วกงขมวดคิ้วมุ่นพลางเค้นเสียงลอดไรฟัน “นางทำอะไรอีก!”
หลินหว่านโหรวรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็วคล้ายพยายามปกป้อง
“ไม่...ไม่มีอะไร”
“พี่หว่านโหรว ท่านบอกมาเถิด!” เจิ้งเย่ บุตรสาวอีกคนของซุนกั๋วกงที่ยืนอยู่ข้างพี่สาวเอ่ยขึ้นอย่างขัดใจ “หากนางทำอะไรท่านอีก อย่าคิดจะปิดบังแทนนาง”
“ข้าเพียง...” หลินหว่านโหรวเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าฉายแววลำบากใจยิ่ง “ข้าเพียงกำลังชมดอกบัวอยู่ริมสระ แล้วท่านหญิงก็เดินเข้ามา จากนั้นก็...”
นางหยุดถ้อยคำไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะก้มหน้าลงซ่อนสายตา “ช่างเถิดเจ้าค่ะ ข้าคงผิดเองที่ไม่ระวัง”
เพียงประโยคเดียวกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี บรรดาบ่าวรับใช้รอบข้างเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างรวดเร็ว
“คงเป็นท่านหญิงผลักคุณหนูหลินอีกแล้วกระมัง”
“ครั้งก่อนก็เคยหาเรื่องคุณหนูหลินนี่”
“แต่คราวนี้ตนเองดันตกลงไปด้วย”
“ช่างโยนหินทุบเท้าตนเองแท้ ๆ”
เสียงซุบซิบนินทาดังระงมจนเสี่ยวชูทนไม่ไหว นางหันกลับไปโต้แย้งทันที “ไม่จริง! ท่านหญิงของข้าไม่ได้ทำ”
เจิ้งเหยาถลึงตาใส่สาวใช้อย่างดุดัน “เจ้าเห็นหรือ!”
“ข้า...” เสี่ยวชูชะงักไปชั่วครู่ ในตอนเกิดเหตุนางไม่ได้อยู่ข้างกายท่านหญิง เพราะเห็นว่าอากาศเริ่มเย็นจึงกลับไปหยิบผ้าคลุมมาให้ วันนี้เดิมทีตั้งใจว่าจะชวนกันมาเก็บดอกบัวไปทำชาแท้ ๆ
“ไม่ได้เห็นก็หุบปากไปเสีย!”
“แต่ท่านหญิงไม่มีทาง…”
“เจ้าเป็นสาวใช้ของนาง เจ้าก็ต้องเข้าข้างนางอยู่แล้ว”
เสี่ยวชูได้แต่กัดริมฝีปากจนเจ็บแปลบ “ท่านหญิงของข้าไม่เคยคิดทำร้ายคุณหนูหลิน…”
หลินหว่านโหรวเห็นสถานการณ์เริ่มตึงเครียดจึงรีบแทรกขึ้น “อย่าทะเลาะกันเลยเจ้าค่ะ เรื่องนี้อาจเป็นเพียงอุบัติเหตุก็ได้”
เจิ้งเยี่ยนหันไปมองสตรีในดวงใจด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและโทสะ “จนถึงตอนนี้เจ้ายังช่วยพูดแทนนางอีกหรือ!”
ทว่าหลินหว่านโหรวกลับเหลือบมองไปทางหานจิ่นเยว่ ก่อนจะแสร้งแสดงสีหน้าตกใจ “ซื่อจื่อ ท่านหญิงก็ตกน้ำ รีบไปดูนางเถิดเจ้าค่ะ”
ทว่าเจิ้งเยี่ยนไม่แม้แต่จะขยับกาย เขามองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นเพียงชั่วอึดใจก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา “นางชอบเสแสร้งอยู่แล้ว คราวนี้คงคิดเรียกร้องความสนใจอีก”
คำพูดใจดำนั้นดังชัดเจนจนเสี่ยวชูมองเขาด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา เจิ้งเยี่ยนปรายตามองร่างที่นิ่งสงบนั้นอย่างหยามเหยียด ก่อนจะเอ่ยอีกประโยค
“คราวก่อนนางแสร้งป่วย คราวก่อนหน้านั้นก็ทำเป็นหน้ามืด คราวนี้เห็นทีจะคิดวิธีใหม่”
เจิ้งเย่หัวเราะเยาะ “พี่ใหญ่พูดถูก นางมีวิธีเรียกร้องความสนใจจากพี่ใหญ่อยู่ไม่รู้จบจริง ๆ”
“น่ารำคาญ” ตบท้ายด้วยเจิ้งเหยาที่พึมพำอย่างรังเกียจ
“แต่คราวนี้ท่านหญิง...” เสี่ยวชูหันกลับไปกุมมือผู้เป็นนาย ก่อนจะใจหายวูบเมื่อพบว่ามือนั้นเย็นจัด
เย็นจนผิดปกติ
“ท่านหญิงเจ้าคะ”
หญิงสาวก้มลงไปจนชิดใบหน้าของผู้เป็นนายพลางเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยความร้อนใจ “ท่านหญิง ได้ยินบ่าวหรือไม่เจ้าคะ!”
แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ และการเคลื่อนไหวใด
“ท่านหญิง...”
