ตอนที่ 4 : จะไม่วิ่งตามความรักอีก 4/2
ตอนที่
[4]
จะไม่วิ่งตามความรักอีก
“เจ้าต้องไปขอโทษหว่านโหรว”
หานจิ่นเยว่มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ยังเป็นเรื่องนี้อีกหรือ?
“ข้าไม่ไป”
“หานจิ่นเยว่”
“ท่านก็รู้ว่าข้าว่ายน้ำไม่เป็น และไม่คิดจะเข้าใกล้ริมน้ำ เพราะเคยตกน้ำตอนเด็ก” นางสบตาเขาตรง ๆ วันนี้ที่จะไปเก็บบัวทำชา นางก็ไม่คิดจะลงไปเก็บเอง แต่กระนั้นเพราะอ่านตำรามาว่ามันช่วยบำรุงหัวใจ คลายเครียด และช่วยให้นอนหลับสบาย นางจึงอยากทำให้เขา มิเช่นนั้นนางคงไม่ไปที่สระแห่งนั้น
“และอีกอย่างหากข้าจะผลักนาง เหตุใดตัวข้าจึงตกลงไปในน้ำด้วยเล่า”
“นั่นเพราะเจ้าพลาด หวังร้ายต่อผู้อื่น แต่ดันพลาดท่าเสียเอง”
หานจิ่นเยว่เงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะหัวเราะหึออกมา
“หึ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ผิดอยู่สินะ”
เจิ้งเยี่ยนขมวดคิ้ว ทำท่าจะเอ่ยบางอย่าง แต่เสียงของหานจิ่นเยว่ก็ขัดขึ้นมาก่อน
“เช่นนั้นก็แล้วแต่จะคิดเถิด แต่ข้าขอเตือนเอาไว้ ต่อไปนี้ไม่ว่าผู้ใดหากไม่คิดมายุ่งกับข้า ข้าก็ไม่ยุ่งด้วย แต่ถ้ายังมาหาเรื่องข้าไม่เลิก ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนแล้วกัน”
เขามองนางราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
“เหตุใดเจ้าถึงได้กลายเป็นคนเช่นนี้ไปได้”
หากเป็นเมื่อก่อน เพียงเห็นเขาขมวดคิ้ว นางคงรีบอธิบายเพราะกลัวเขาไม่พอใจ
แต่ตอนนี้...
“หากเป็นคนดีแล้วถูกผู้คนรังแก เช่นนั้นข้าย่อมไม่อยากเป็นอีก”
กล่าวจบก็ผลักเขาให้ออกนอกห้องก่อนจะปิดประตูทันที
เจิ้งเยี่ยนยืนอยู่ที่เดิม มองประตูด้วยความรู้สึกประหลาด
นางไม่อธิบาย ไม่ง้อ
และไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขา
เหตุใดวันนี้หานจิ่นเยว่จึงแปลกไปถึงเพียงนี้?
เช้าวันรุ่งขึ้น หานจิ่นเยว่รีบไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า ครั้งนี้นางไม่อ้อมค้อม
“ข้ามารับบัญชีทรัพย์สินของตระกูลหานเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังดื่มชาถึงกับวางถ้วยกระแทกโต๊ะ
“เมื่อวานข้าบอกแล้วว่าเรื่องนี้ค่อยพูดภายหลัง!”
“แต่ข้าไม่อยากรอแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าดูแลให้เจ้ามาหลายปีไม่เคยมีปัญหา เหตุใดจู่ ๆ จึงคิดจะเอาคืน”
“เพราะมันเป็นของข้า”
เพียงเหตุผลง่าย ๆ ก็ทำให้จ้าวฉงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“เจ้าคิดว่าการดูแลร้านค้า ที่ดิน และบัญชีจำนวนมากเป็นเรื่องเล่นหรือ!”
“ข้าก็เลยจะลองดูเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่อนุญาต!”
หานจิ่นเยว่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เช่นนั้นข้าคงต้องลองไปปรึกษาฝ่าบาทดูว่า เหตุใดยามนี้ข้าเลยวัยปักปิ่นแล้ว จึงยังไม่สามารถดูแลของของตนเองได้”
“หานจิ่นเยว่!”
“เจ้าคะ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องเด็กสาวแรกรุ่นเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่กลับจนใจในถ้อยคำ หานจิ่นเยว่จึงยิ้มบาง ๆ “ข้ารู้ว่าทรัพย์สินมากมายคงซับซ้อนไม่น้อย เช่นนั้นข้าให้เวลาสามวัน พวกท่านค่อย ๆ เตรียมการส่งมอบทุกอย่างให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ”
“สามวัน?!”
“หากไม่พอ...”
หญิงชรากำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่า
“ข้าจะให้คนจากกรมวังมาช่วยเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้อง!”
หญิงชรารีบปฏิเสธเสียงหลง ก่อนจะรู้ตัวว่าตนเองตอบเร็วเกินไป จึงพยายามเก็บอาการ หานจิ่นเยว่เห็นท่าทางนั้นก็เพียงยิ้มรับ
“เช่นนั้นอีกสามวันข้าจะมาใหม่”
กล่าวแล้วก็ยอบกายเล็กน้อยแล้วหมุนตัวจากไป ทิ้งให้จ้าวฉงมองตามด้วยแววตาเดือดดาล
สามวัน...
จะปล่อยให้หานจิ่นเยว่เข้ามายุ่งกับบัญชีเหล่านั้นไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อกลับถึงเรือนหานจิ่นเยว่ก็ให้เสี่ยวชูปิดประตู ก่อนพากันไปยังห้องด้านใน
สาวใช้ตัวน้อยคุกเข่าลงข้างตู้ไม้หลังหนึ่ง มือคลำอยู่ตามพื้นครู่หนึ่ง ก่อนเสียงกลไกเบา ๆ จะดังขึ้น
ช่องลับขนาดเล็กปรากฏอยู่ด้านหลัง เสี่ยวชูจึงดึงหีบไม้ออกมาวางบนโต๊ะ
“ตอนแม่นมใกล้จากไป นางกำชับบ่าวหลายครั้งว่าห้ามมอบหีบนี้ให้คนของจวนกั๋วกงเด็ดขาดเจ้าค่ะ” แม่นมผู้นี้เป็นคนเก่าแก่ของหานฮูหยิน ที่เคยกลับไปอยู่บ้านเดิมของตนเองนานแล้ว ทว่าเมื่อได้ยินว่าหานจิ่นเยว่เข้าไปอยู่ในจวนกั๋วกงจึงได้กลับมาอยู่ข้างกายบุตรสาวของอดีตผู้เป็นนาย
หานจิ่นเยว่เปิดฝาหีบด้วยความสงสัย ก่อนจะพบกับสมุดบัญชีหลายเล่มถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี
นางหยิบขึ้นมาเปิดดูทีละเล่ม ก่อนจะพบตราประทับของตระกูลหานอยู่ครบถ้วน
“ฉบับจริง...”
“เจ้าค่ะ แม่นมบอกว่าบัญชีที่ส่งให้จวนกั๋วกงเป็นเพียงสำเนา ส่วนบัญชีต้นฉบับทั้งหมดอยู่ที่นี่”
หานจิ่นเยว่ลูบปกสมุดบัญชีเบา ๆ แม่นมคงระแวงคนจวนนี้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว มีเพียงนางในอดีตที่โง่งมจนมองไม่เห็น
“ดี”
หากอีกสามวันบัญชีที่ได้รับคืนมาตรงกัน ทุกอย่างก็จบ
แต่หากไม่ตรง...
เช่นนั้นคงมีเรื่องให้สะสางกันอีกมาก
หญิงสาวนั่งตรวจบัญชีอยู่หลายชั่วยามจนดวงตาเริ่มเมื่อยล้า เมื่อถึงช่วงบ่ายจึงปิดสมุดเล่มสุดท้ายลง
“พอแล้ว ข้าอยากออกไปดื่มชาข้างนอก”
เสี่ยวชูดีใจจนเนื้อเต้น “ดีเลยเจ้าค่ะ ท่านหญิงควรออกไปสูดอากาศบ้าง”
นางรีบไปเปิดตู้เสื้อผ้า ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เจื่อนลง หานจิ่นเยว่จึงเดินตามไปมอง
อาภรณ์ด้านในแทบทั้งหมดเป็นสีอ่อนจืดชืด รูปแบบเรียบง่ายเสียจนหากไม่รู้ฐานะของผู้สวมใส่ คงไม่มีผู้ใดคิดว่านี่คือตู้เสื้อผ้าของท่านหญิงผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้
นางหยิบชุดหนึ่งออกมาแล้วมองอย่างพิจารณา
เมื่อก่อนคนในจวนมักบอกนางว่า ท่านหญิงไม่ควรแต่งกายหรูหราเกินไป มิฉะนั้นคนนอกจะตำหนิว่านางฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักประมาณตน นางก็เชื่อของดีที่ได้รับมา หากเจิ้งเหยาชอบก็ยกให้ เจิ้งเย่อยากได้ก็แบ่งให้ กระทั่งผ้าแพรเนื้อดีหลายพับยังถูกนำไปตัดอาภรณ์ให้คนอื่น
สุดท้ายท่านหญิงเซวียนหรงกลับแต่งกายเสียธรรมดาจนไม่อาจธรรมดาไปมากกว่านี้ได้อีก
“น่าขันจริง ๆ”
“ท่านหญิง?”
หานจิ่นเยว่ไม่แตะชุดเหล่านั้น แต่เดินไปเปิดหีบลึกสุดออกมา อาภรณ์เนื้อดีงดงามสมฐานะที่ยังไม่เคยสวมใส่ถูกเลือกขึ้นมา เสี่ยวชูมองอย่างงงงวย
“ท่านหญิงจะสวมชุดนี้หรือเจ้าคะ”
“ทำไม ข้าสวมไม่ได้หรือ”
“ได้สิเจ้าคะ! เพียงแต่เมื่อก่อนท่านบอกว่า...”
“ต่อไปข้าจะไม่เชื่อผู้ใดแล้ว นอกจากตัวเอง”
หานจิ่นเยว่หันมองตนเองในคันฉ่อง
เสี่ยวชูนิ่งไป ก่อนรอยยิ้มกว้างจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
เมื่อแต่งกายเสร็จสิ้น หานจิ่นเยว่ในชุดใหม่ดูผุดผ่องจนเสี่ยวชูตาค้าง
ใบหน้าที่เคยหม่นหมองของผู้เป็นนายบัดนี้กระจ่างใสโดดเด่นยิ่งนัก
อาภรณ์สีอ่อนขับผิวขาวนวลให้ยิ่งดูผุดผ่อง เรือนผมดำขลับถูกเกล้าอย่างประณีต ประดับเพียงปิ่นงามไม่กี่ชิ้น ใบหน้าที่ปกติงดงามอยู่แล้ว เมื่อไม่มีความหม่นหมองและความหวาดระแวงบดบัง ก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นหลายส่วน
“ท่านหญิงของบ่าวงามจริง ๆ”
“เจ้าเพิ่งรู้หรือ”
“รู้มานานแล้วเจ้าค่ะ แต่วันนี้งามเป็นพิเศษ”
หานจิ่นเยว่ส่ายหน้าอย่างขบขัน ก่อนพากันออกจากเรือน
ทว่าขณะกำลังเดินผ่านลานด้านหน้า ประจวบเหมาะกับที่เจิ้งเยี่ยนและหลินหว่านโหรวก็เดินเข้ามาพอดี ฝีเท้าของเจิ้งเยี่ยนชะงักงันเมื่อเห็นหญิงสาวที่เดินอยู่ไม่ไกล...
นั่น...หานจิ่นเยว่หรือ?
เขารู้มาตลอดว่านางมีใบหน้างดงาม เพียงแต่ภาพที่คุ้นตาคือเด็กสาวในอาภรณ์สีหม่น ผู้มักก้มหน้าและคอยเดินตามหลังเขาอยู่เสมอ
ทว่าวันนี้นางกลับแตกต่างออกไป
แผ่นหลังเหยียดตรง ใบหน้าสงบนิ่ง ทุกย่างก้าวดูมั่นคง และที่แปลกที่สุดคือ ตั้งแต่นางปรากฏตัวขึ้น สายตาคู่นั้นไม่เคยมองมาทางเขาเลยสักครั้ง เจิ้งเยี่ยนสูดลมหายใจ ก่อนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เพราะอีกประเดี๋ยวนางก็คงเห็นเขา และเข้ามาทักเช่นทุกครั้ง
สายตามองหานจิ่นเยว่ที่เดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
สิบก้าว...
ห้าก้าว...
สองก้าว...
แล้วก็เดินผ่านไป
“.....”
เจิ้งเยี่ยนชะงัก
นางเดินผ่านเขาไปจริง ๆ
ไม่ทัก ไม่หยุด ไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง
“หานจิ่นเยว่!”
เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง หานจิ่นเยว่ได้ยินชัดเจน ทว่าฝีเท้ากลับไม่หยุดแม้แต่น้อย ไม่แม้จะชะลอฝีเท้า
“หานจิ่นเยว่!”
เสี่ยวชูเหลือบมองผู้เป็นนายอย่างลังเล
“ท่านหญิง ซื่อจื่อเรียกเจ้าค่ะ”
“ข้าได้ยิน”
“แล้ว...”
“ข้าไม่อยากคุย”
ง่ายเพียงนั้น
ด้านเจิ้งเยี่ยนมองแผ่นหลังที่เดินห่างออกไปอย่างไม่เชื่อสายตา ครั้นจะก้าวตาม แขนเสื้อกลับถูกดึงไว้เสียก่อน หลินหว่านโหรวมองเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ซื่อจื่อ ท่านหญิงคงกำลังพยายามเรียกร้องความสนใจท่านแบบใหม่อีกกระมังเจ้าคะ”
เจิ้งเยี่ยนได้แต่ขมวดคิ้ว
เรียกร้องความสนใจ?
เมื่อนึกถึงสิ่งที่หานจิ่นเยว่ทำมาตลอดหลายปี ก็รู้สึกว่าคำอธิบายนี้สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที คงเพราะเมื่อวานเขาตำหนินางหนักเกินไป วันนี้จึงคิดเล่นตัวให้เขาเป็นฝ่ายสนใจบ้าง เมื่อคิดได้ดังนั้น ความรู้สึกประหลาดเมื่อครู่ก็พลันจางหาย
เจิ้งเยี่ยนจึงจงใจหันไปหาหลินหว่านโหรว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าปกติ
“เจ้าอยากกินขนมร้านตรงหัวมุมตลาดมิใช่หรือ ข้าจะพาไป”
“จริงหรือเจ้าคะ”
“อืม”
เขาเหลือบมองไปทางหานจิ่นเยว่อีกครั้ง เดิมคิดว่านางจะต้องหยุด อย่างน้อยก็ควรหันกลับมามอง
แต่เปล่าเลย หานจิ่นเยว่ยังคงเดินพ้นประตูจวนไปโดยไม่เหลียวหลัง…
เมื่อหญิงสาวก้าวพ้นประตูจวน ก็เงยหน้ามองท้องฟ้าด้านนอก
หลายปีที่ผ่านมา นางมัวแต่วิ่งตามคนผู้หนึ่ง เขาก้าวหนึ่งก้าว นางตามไปสิบก้าว เขาผลักไส นางยังหลอกตนเองให้รอ
นางเคยคิดว่าความรักต้องอาศัยความพยายาม หากจริงใจมากพอ สักวันย่อมได้รับความจริงใจตอบกลับ
แต่ยามนี้นางเข้าใจแล้ว
ความรักที่ต้องเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อร้องขอ มิสู้ไม่มีเสียเลยดีกว่า
หานจิ่นเยว่ยกมุมปากบางเบา ก่อนก้าวขึ้นรถม้าโดยไม่หันกลับไปมองจวนด้านหลังอีก
หึ
ข้าจะไม่วิ่งตามความรักแสนโง่งมนั่นอีกแล้ว
