บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 : จะไม่วิ่งตามความรักอีก 4/1

ตอนที่

[4]

จะไม่วิ่งตามความรักอีก

ภายในศาลบรรพชนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมเย็นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ หานจิ่นเยว่ก้มมองอาภรณ์เปียกชื้นที่เริ่มแนบเนื้อจนหนาวสะท้านของตนเอง ก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

นางจะไม่อยู่ที่นี่ต่อแล้ว!

“เสี่ยวชู กลับเรือนกันเถิด”

“กลับเรือน?” เสี่ยวชูเบิกตากว้าง ก่อนรีบลุกขึ้นตาม “แต่พวกเขาลงดาลประตูไว้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

“ก็ให้พวกเขาเปิด”

คำตอบนั้นเรียบง่ายเสียจนเสี่ยวชูพูดไม่ออก

หานจิ่นเยว่สาวเท้าไปที่ประตู ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะหนัก ๆ สองครั้ง

“เปิดประตู”

สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตะโกนตอบ “ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้ท่านหญิงคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ด้านใน ห้ามออกไปจนกว่าจะได้รับอนุญาตเจ้าค่ะ”

หานจิ่นเยว่ก้มมองมือที่ยังซีดขาวเพราะความหนาวเย็นพลางเอ่ยเสียงเรียบ

“ข้าเพิ่งตกน้ำมา อาภรณ์ยังเปียกทั้งตัว หากคืนนี้จับไข้ขึ้นมาก็ยังพอว่า แต่หากวันนี้ข้าเป็นอะไรไป...”

บรรยากาศด้านนอกพลันเงียบกริบ หญิงสาวจึงกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน “หากฝ่าบาทรู้เข้า พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?”

สิ้นคำนั้น แม้แต่เสียงลมหายใจก็แทบไม่ได้ยิน สาวใช้สองคนที่คอยคุมประตูหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกนางอาจไม่เกรงกลัวหานจิ่นเยว่ เพราะเห็นนางถูกคนในจวนกดขี่มาหลายปีจนเคยชิน ทว่าคำว่า ‘ฝ่าบาท’ นั้นแตกต่างกัน

ไม่ว่าคนในจวนจะปฏิบัติต่อนางอย่างไร ท่านหญิงเซวียนหรงก็ยังคงเป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้โดยตรง อีกทั้งครอบครัวของนางล้วนสละชีพเพื่อแผ่นดิน

หากเกิดอะไรขึ้นจริง...

ศีรษะของพวกนางคงมิอาจรักษาไว้ได้

เสียงปลดสลักดังขึ้นในที่สุด

“ท่านหญิงกลับไปเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนก็ได้เจ้าค่ะ แต่...”

หานจิ่นเยว่ก้าวผ่านไปโดยไม่คิดจะรอฟังจนจบ เสี่ยวชูรีบเดินตาม แผ่นหลังของผู้เป็นนายที่ยามนี้ดูมั่นคงและน่าเกรงขามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พลางคิดอย่างสงสัย

เพียงแค่เอ่ยถึงฝ่าบาท ประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

เหตุใดก่อนหน้านี้พวกนางไม่เคยคิดจะทำเช่นนี้เลยนะ?

เมื่อกลับถึงเรือน หานจิ่นเยว่รีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เปียกชื้นออก เสี่ยวชูหาน้ำอุ่นมาให้ล้างหน้า ทั้งยังยกเตาอุ่นเข้ามาวางใกล้ ๆ จนเรือนกายที่หนาวสั่นเริ่มกลับมามีความอบอุ่นอีกครั้ง ทว่านางเพิ่งได้พักไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงเอะอะก็พลันดังขึ้นจากด้านนอก

“หานจิ่นเยว่!”

เสี่ยวชูที่กำลังรินน้ำชาอยู่ถึงกับสะดุ้ง

“มาเร็วยิ่งนัก...”

หานจิ่นเยว่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ “ข้าตบหลานสาวสุดที่รักไปถึงสองคน หากไม่มาก็คงแปลก”

ประตูเรือนถูกกระแทกเปิดออก ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวฉงเดินนำเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง ตามด้วยกั๋วกงฮูหยินหวังเซียงอิง ฮูหยินเอกของซุนกั๋วกง เจิ้งเยี่ยน เจิ้งเหยา เจิ้งเย่ และหลินหว่านโหรว มากันครบครันประหนึ่งจะร่วมโต๊ะอาหารมื้อใหญ่

“เจ้ากล้าหนีออกมาจากศาลบรรพชน ทั้งยังทำร้ายเหยาเออร์กับเย่เออร์อีกหรือ!” จ้าวฉงกระแทกไม้เท้าลงพื้นอย่างเดือดดาล

หานจิ่นเยว่วางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา “ข้ามิได้หนีเจ้าค่ะ ข้าเดินออกมา”

“เจ้า!”

“ส่วนเรื่องตบพวกนาง...” หญิงสาวปรายตามองสองพี่น้องที่ยังมีรอยแดงจาง ๆ บนแก้ม “ข้ายอมรับ”

เจิ้งเย่ได้ยินก็รีบฟ้องด้วยความอัดอั้น “ท่านย่าเห็นหรือไม่เจ้าคะ นางยังไม่สำนึกอีก!”

“เหตุใดข้าต้องสำนึก” หานจิ่นเยว่ย้อนถามพลางจ้องมองเข้าไปในตาอีกฝ่าย

“นางเรียกข้าว่านังกาฝาก เรียกชื่อตรง ๆ โดยไร้ความเคารพ ข้าเป็นท่านหญิงที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง หรือพวกเจ้าคิดว่าฐานะที่พระองค์พระราชทานให้ข้าไม่มีความหมาย”

คำถามนั้นทำให้หลายคนสีหน้าถอดสี เจิ้งเหยารีบแย้ง “พวกเราอยู่จวนเดียวกันมาหลายปี เป็นพี่น้องกัน เหตุใดต้องยกฐานะมาข่มกันด้วย!”

“พี่น้อง?”

หานจิ่นเยว่หัวเราะเยาะในลำคอ “ยามเรียกข้าว่ากาฝาก เหตุใดไม่คิดว่าเราเป็นพี่น้องกันบ้างเล่า”

“จิ่นเยว่!” หวังเซียงอิงขมวดคิ้วปราม

“ที่ผ่านมาเหยาเออร์กับเย่เออร์อาจพูดจาไม่ดีไปบ้าง แต่พวกนางยังเด็ก เจ้าเป็นพี่ เหตุใดไม่รู้จักผ่อนปรน”

ยังเด็ก?

คนหนึ่งอายุน้อยกว่านางไม่ถึงสองปี อีกคนก็ห่างกันเพียงไม่กี่ปี หานจิ่นเยว่เคยได้ยินประโยคเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเจิ้งเหยากับเจิ้งเย่ทำผิด ก็อ้างว่าพวกนางยังเด็ก เมื่อเจิ้งเยี่ยนทำให้นางเสียใจ ก็บอกว่าเขาเพียงไม่รู้จักเอาใจสตรี เมื่อหลินหว่านโหรวกลั่นแกล้งนาง ก็บอกว่านางคงคิดมากไปเอง

มีเพียงหานจิ่นเยว่ที่ต้องรู้ความ ต้องยอม ต้องให้อภัย และต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่เสมอ

“ในเมื่อยังเด็กนัก ต่อไปก็ควรอบรมให้ดีเจ้าค่ะ”

หวังเซียงอิงอึ้งจนพูดไม่ออก จ้าวฉงเห็นท่าไม่ดีจึงตวาดขึ้น

“พอแล้ว! ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา เจ้าก็เอาแต่เถียงคำไม่ตกฟาก ไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่เสียเลย!”

“หากท่านย่าคิดว่าข้าผิด จะลงโทษข้าอย่างไรก็เชิญเถิดเจ้าค่ะ”

คำตอบที่ไร้ความเกรงกลัวทำให้หญิงชราชะงัก หานจิ่นเยว่หยิบถ้วยชาขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะเอ่ยต่อราวกับนึกเรื่องดินฟ้าอากาศ “จริงสิ ต่อจากนี้ทรัพย์สินของข้า ข้าจะดูแลเองนะเจ้าคะ”

“อะไรนะ!” จ้าวฉงแทบลืมเรื่องทั้งหมดที่มาเอาความในทันที หานจิ่นเยว่เห็นเช่นนั้นก็ยกมุมปากบางเบา

“ทรัพย์สินตระกูลหาน ร้านค้า ที่ดิน เงินทอง เครื่องประดับ รวมถึงของพระราชทานทั้งหมด ต่อไปข้าจะรับกลับมาดูแลเองเจ้าค่ะ”

“เจ้าตกน้ำจนเลอะเลือนไปแล้วหรือ!” จ้าวฉงโพล่งออกมา

“ทรัพย์สินมากมายซับซ้อนเพียงใด เจ้าเป็นสตรีอายุน้อยจะดูแลได้อย่างไร ข้าช่วยเจ้าก็เพราะหวังดี”

“ที่แท้ท่านย่าหวังดี”

“ย่อมเป็นเช่นนั้น!”

“เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณท่านย่ามากแล้ว”

สีหน้าของหญิงชราคลายลงเล็กน้อย ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด หานจิ่นเยว่ก็กล่าวต่อ

“แต่หากท่านย่ากังวลว่าข้ายังอ่อนด้อย ข้าคงต้องขอให้กรมวังส่งคนมาช่วยตรวจบัญชี อย่างไรทรัพย์เหล่านี้หลายอย่างก็เป็นของพระราชทาน ฝ่าบาทย่อมทรงจัดการได้เหมาะสมกว่าข้า”

“เจ้า!”

ใบหน้าของจ้าวฉงแข็งค้าง แม้แต่หวังเซียงอิงยังรีบหันไปมองแม่สามี

หากเป็นเพียงทรัพย์สินของตระกูลหานยังพอหาทางพูดได้ แต่ในนั้นมีของพระราชทานปะปนอยู่ไม่น้อย หากคนจากกรมวังเข้ามาตรวจจริง แล้วพบว่าของบางอย่าง...

“เรื่องในจวน เหตุใดต้องรบกวนฝ่าบาท!”

“ข้าเองก็ไม่อยากรบกวนพระองค์เจ้าค่ะ” หานจิ่นเยว่ตอบอย่างนอบน้อมทว่าหนักแน่น “ดังนั้นจึงคิดดูแลเอง”

จ้าวฉงเม้มปากแน่นด้วยความหงุดหงิดพลางสะบัดแขนเสื้อ

“ค่อยพูดเรื่องนี้ภายหลัง ไป!”

จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็ต้องพากันตามฮูหยินผู้เฒ่าออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว ราวกับลืมไปเสียสนิทว่าตอนเข้ามานั้นต้องการเอาเรื่องนางเพราะเหตุใด

ทว่ายังมีคนหนึ่งไม่ยอมจากไป

เจิ้งเยี่ยนยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าต้องไปขอโทษหว่านโหรว”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel