ตอนที่ 3 : ข้าไม่ใช่คนเดิมแล้ว
ตอนที่
[3]
ข้าไม่ใช่คนเดิมแล้ว
ความหนาวเย็นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจนหานจิ่นเยว่ต้องยกแขนขึ้นกอดตนเองแน่น
อาภรณ์ที่เปียกโชกยังคงแนบติดกับเรือนกาย ลมเย็นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะยิ่งทำให้ริมฝีปากซีดเซียว ร่างบางสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ เสี่ยวชูเห็นเช่นนั้นก็ร้อนใจจนแทบร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
“หนาวมากหรือไม่เจ้าคะ”
“นิดหน่อย”
“นิดหน่อยอะไรกัน ตัวท่านสั่นถึงเพียงนี้!”
สาวใช้ตัวน้อยละล้าละลังรีบกวาดตามองไปรอบศาลบรรพชน หวังจะหาสิ่งใดมาคลุมกายให้ผู้เป็นนาย ทว่านอกจากโต๊ะ เก้าอี้ และเบาะรองคุกเข่าแล้ว สถานที่แห่งนี้แทบไม่มีสิ่งใดที่พอจะให้ความอบอุ่นได้เลย
“คนพวกนั้นใจร้ายเกินไปแล้ว” เสี่ยวชูบ่นกระปอดกระแปดด้วยเสียงสั่นเครือ “อย่างน้อยก็ควรให้ท่านหญิงเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนมิใช่หรือเจ้าคะ”
หานจิ่นเยว่ไม่ได้กล่าวอะไร นางเพียงมองร่างเล็กที่กำลังวิ่งวุ่นอยู่ตรงหน้า แววตาที่เคยเย็นชาค่อย ๆ อ่อนลง
ชีวิตของนางในจวนแห่งนี้...
เห็นทีจะมีเพียงเสี่ยวชูเท่านั้นที่จริงใจกับนาง
ยามนางถูกตำหนิ เสี่ยวชูเป็นคนแรกที่ออกมาปกป้อง ยามนางถูกกลั่นแกล้ง ก็เป็นเสี่ยวชูที่คอยเคียงข้างและปลอบใจ กระทั่งเมื่อครู่ที่ทุกคนยืนมองนางราวกับตัวตลก มีเพียงสาวใช้ตัวเล็ก ๆ คนนี้ที่ร้องไห้แทบขาดใจเพราะคิดว่านางตายไปแล้ว
ทว่าดูคนที่นางเคยมอบหัวใจให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเถิด...
นางมีอันตรายถึงแก่ชีวิต เขายังคิดว่านางเสแสร้งแกล้งทำ
ทั้งที่นางตายไปแล้วจริง ๆ ด้วยซ้ำ
หากมิใช่เพราะปาฏิหาริย์นั้น ป่านนี้หานจิ่นเยว่คงไม่มีโอกาสได้นั่งอยู่ตรงนี้อีกแล้ว
น่าขันที่จนถึงตอนนี้ เจิ้งเยี่ยนก็ยังไม่แม้แต่จะมาดูอาการนางสักครั้ง
“เสียดายจริง ๆ”
“อะไรหรือเจ้าคะ”
หานจิ่นเยว่หลุบตาลงมองฝ่ามือที่ไร้สีเลือดของตนเอง “ข้าเพียงเสียดายเวลา”
หลายปีเหลือเกินที่นางเชื่อว่า หากทำดีกับเขามากพอ สักวันหนึ่งเจิ้งเยี่ยนย่อมมองเห็นความจริงใจของนาง
เขาไม่ชอบสิ่งใด นางก็ไม่ทำ
เขาชอบสิ่งใด นางก็พยายามเรียนรู้
ต่อให้เขาเย็นชาเพียงใด นางก็ยังหลอกตัวเองว่าสักวันทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคืออะไร?
ยิ่งนางยอม เขาก็ยิ่งมองว่านางไร้ค่า
ไม่เพียงเจิ้งเยี่ยน แม้แต่คนในจวนซุนกั๋วกงก็ไม่ต่างกัน
ยามแรกที่เข้ามาอยู่ที่นี่ นางพยายามเอาใจทุกคนเพราะหวังว่าสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นครอบครัวใหม่ของตน แต่ความอ่อนข้อของนางกลับทำให้คนเหล่านั้นได้คืบจะเอาศอก กระทั่งลืมไปเสียแล้วว่าหญิงสาวที่พวกเขาเรียกอย่างดูแคลนว่า ‘กาฝาก’ แท้จริงมีฐานะใด หานจิ่นเยว่ลุกขึ้นช้า ๆ
“ท่านหญิง จะไปที่ใดเจ้าคะ”
“ข้าอยากไปดูอะไรสักหน่อย”
จากนั้นร่างบางก้าวตรงไปยังห้องเล็กด้านข้างศาลบรรพชน ก่อนจะผลักประตูไม้ที่คร่ำคร่าเข้าไป ฝุ่นหนาเตอะร่วงหล่นลงมาตามแรงเปิด
ภายในห้องมีป้ายวิญญาณของคนตระกูลหานตั้งอยู่ ทว่าป้ายเหล่านั้นกลับถูกวางอย่างไม่ใส่ใจ กระถางธูปเต็มไปด้วยฝุ่น เครื่องเซ่นที่ตั้งอยู่ด้านหน้าแห้งเหี่ยวจนแทบดูไม่ได้ ภาพนี้ทำเอาร่างบางถึงกับนิ่งไป
นี่คือห้องบูชาที่ซุนกั๋วกงสั่งสร้างขึ้นให้ครอบครัวนาง
ในตอนนั้นผู้คนทั่วเมืองหลวงต่างกล่าวชื่นชมว่าซุนกั๋วกงช่างมีคุณธรรม แม้สหายเก่าจากไปแล้วยังไม่ลืมสายสัมพันธ์เก่า ๆ ทั้งรับบุตรสาวเพียงคนเดียวของสหายมาดูแล ทั้งยังสร้างสถานที่บูชาคนตระกูลหานเอาไว้ภายในจวน
แต่ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า...
หานจิ่นเยว่ยกมือเช็ดฝุ่นบนป้ายวิญญาณของบิดาอย่างแผ่วเบา ที่แท้แม้แต่ชื่อเสียงของครอบครัวนาง พวกเขาก็ยังนำมาใช้ประดับคุณธรรมของตนเอง
“ท่านหญิง...”
“เสี่ยวชู”
“เจ้าคะ”
“ต่อไปนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดดูหมิ่นตระกูลหานอีก”
เสี่ยวชูมองแผ่นหลังของผู้เป็นนาย ก่อนพยักหน้าแรง ๆ
“เจ้าค่ะ!”
ทั้งสองกลับออกมายังโถงด้านนอกได้ไม่นาน เสียงสลักประตูก็ดังขึ้น านจิ่นเยว่หันไปมองสตรีสามคนที่ก้าวเข้ามาด้านในด้วยสายตาเย็นเยียบ
เจิ้งเหยา เจิ้งเย่ และหลินหว่านโหรว
ทันทีที่เห็นหน้าหานจิ่นเยว่ เจิ้งเย่ก็เบ้ปากอย่างรังเกียจ ก่อนจะสะบัดหน้าหาหลินหว่านโหรว “พี่หว่านโหรว นางทำร้ายพี่ถึงเพียงนั้น เหตุใดต้องเป็นห่วงนางด้วย”
“นั่นสิ นางถูกลงโทษก็สมควรแล้ว” เจิ้งเหยาเสริมด้วยน้ำเสียงจิกกัด
ทว่าหลินหว่านโหรวกลับส่ายหน้าอย่างอ่อนโยน
“อย่าพูดเช่นนั้นเลย ข้าเพียงเป็นห่วงท่านหญิง” กล่าวจบก็เดินตรงเข้ามาหา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยอย่างถึงที่สุด
“ท่านหญิงเป็นอย่างไรบ้าง” มือเรียวสวยยื่นหมายจะแตะใบหน้าของหานจิ่นเยว่ ทว่า...
หมับ!
ข้อมือของหลินหว่านโหรวถูกคว้าไว้กลางอากาศด้วยพละกำลังที่มากกว่าปกติ หญิงสาวชะงักงัน หานจิ่นเยว่จ้องมองนางด้วยแววตาเยือกเย็นจนรอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้านั้นเกือบจะรักษาเอาไว้ไม่อยู่
“ท่านหญิง…”
“มีอะไรหรือ”
“ข้าเพียงเป็นห่วง ถึงท่านจะทำร้ายข้า แต่ข้าไม่ถือสาหรอกนะ” หลินหว่านโหรวพูดเสียงอ่อน ก่อนเหลือบมองข้อมือที่ถูกจับเอาไว้ “แต่ท่านคงเกลียดข้ามาก...”
“หานจิ่นเยว่ รีบปล่อยพี่หว่านโหรวนะ!” เจิ้งเย่ปรี่เข้ามาอย่างเดือดดาล
“นังกาฝาก! เจ้ายังคิดจะรังแกนางอีกหรือ!”
ทว่า…
เพียะ!
เสียงปะทะดังสนั่น ใบหน้าของเจิ้งเย่สะบัดไปตามแรงตบจนตัวเซ ทุกอย่างในห้องพลันเงียบสงัด
เจิ้งเหยาเบิกตากว้าง “เจ้า!”
เพียะ!
คราวนี้เป็นคราวของเจิ้งเหยาที่ถูกฝ่ามือฟาดลงบนแก้มขวาจนหน้าหันไปอีกคน เสี่ยวชูอ้าปากค้างด้วยความสะใจปนตกตะลึง
เจิ้งเย่ยกมือกุมแก้มที่เริ่มบวมแดง มองคนตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา “เจ้า...เจ้ากล้าตบข้าหรือ!”
“เหตุใดจะไม่กล้า”
หานจิ่นเยว่ตอบอย่างสงบนิ่ง
“ข้าเป็นถึงท่านหญิง พวกเจ้าถือดีอย่างไรมาเรียกชื่อข้าตรง ๆ เช่นนั้น”
“นี่เจ้า!” เจิ้งเหยาทำท่าจะด่าอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ ทว่ายามหานจิ่นเยว่ตวัดสายตาคมปลาบมอง เพียงแค่นั้น คำด่าทอที่กำลังจะหลุดจากปากเจิ้งเหยากลับถูกกลืนหายลงคอไปเสียดื้อ ๆ
เหตุใดนังกาฝากวันนี้ถึงได้น่ากลัวนัก!
หานจิ่นเยว่ไม่สนใจสองพี่น้องอีก นางหันกลับมาหาหลินหว่านโหรว ก่อนกดนิ้วลงบนข้อมือที่ยังจับอยู่แน่นขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายพลันจางหาย
“ท่านหญิง...ข้าเจ็บ”
“เจ็บหรือ”
หานจิ่นเยว่เหยียดยิ้มเย็น ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบชิดใบหู
“เรื่องที่เจ้าทำกับข้า อย่าคิดว่าข้าจะปล่อยไปง่าย ๆ”
ดวงตาของหลินหว่านโหรวไหววูบ
“เตรียมตัวรับผลของการกระทำตนเองดี ๆ เถิด”
พูดจบก็สะบัดข้อมือนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี จนร่างของหลินหว่านโหรวเซไปหาสองพี่น้อง
“พี่หว่านโหรว!”
สองพี่น้องรีบเข้าไปรับร่างหลินหว่านโหรวเอาไว้ เจิ้งเย่ทำท่าจะเข้าไปเอาคืน ทว่ากลับถูกหลินหว่านโหรวดึงแขนเอาไว้เสียก่อน
“พอเถิด”
“แต่นาง...”
“กลับกันก่อน”
หลินหว่านโหรวมองหานจิ่นเยว่อีกครั้ง สีหน้าของนางยังคงอ่อนโยน ทว่าภายในดวงตากลับไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย ไม่นานทั้งสามก็พากันออกไป
ทันทีที่ประตูปิดลง เสี่ยวชูก็หันกลับมามองผู้เป็นนาย
“ท่านหญิง...”
“อะไร”
“เมื่อครู่ท่าน...”
นางยกมือขึ้นทำท่าตบอากาศเบา ๆ
หานจิ่นเยว่เลิกคิ้ว “ทำไมหรือ”
“มะ ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ!”
เสี่ยวชูรีบส่ายหน้ารัว ทว่ามุมปากกลับพยายามกลั้นยิ้มจนแทบไม่อยู่หานจิ่นเยว่ก้มมองมือตนเอง
ความจริงมันยังสั่นอยู่เล็กน้อย เพราะนางไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน
หลายปีที่ผ่านมา ต่อให้ถูกคนในจวนพูดจาดูหมิ่นเพียงใด นางก็มักเลือกอดทน เพราะไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ซุนกั๋วกง และยิ่งไม่อยากให้เจิ้งเยี่ยนรังเกียจตนเองมากกว่าเดิม
แต่วันนี้กลับรู้สึกว่า...
ตบไปสักฉาดสองฉาดก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก
หรือสายเลือดแม่ทัพที่หลับใหลมานานของนางเพิ่งจะตื่นขึ้นกันนะ
หานจิ่นเยว่หลุดยิ้ม ก่อนกลับมานั่งลงอีกครั้ง ต่อจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการออกจากจวนแห่งนี้
แต่จะออกไปอย่างไร?
หากนางขอพระราชทานแยกจวนอย่างกะทันหัน ฝ่าบาทย่อมต้องถามหาเหตุผล และซุนกั๋วกงก็สามารถใช้ข้ออ้างว่านางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน ไม่มีญาติผู้ใหญ่คอยดูแล รั้งนางเอาไว้ได้อีก
เพราะนางไม่ต้องการเพียงออกไปชั่วคราว แต่ต้องการตัดขาดจากจวนนี้ให้ได้อย่างแท้จริง
หานจิ่นเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนดวงตาจะพลันสว่างวาบ
หากนางแต่งออกไปเล่า?
เมื่อคิดถึงเรื่องแต่งงาน ความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
ก่อนครอบครัวของนางจะจากไป มารดาเคยสนิทสนมกับซูกุ้ยเฟย และทั้งสองเคยเอ่ยถึงการเกี่ยวดองระหว่างบุตรของตนเอาไว้
เพียงแต่ยามนั้นทุกคนยังเด็ก เรื่องนี้จึงเป็นเพียงคำพูดระหว่างผู้ใหญ่ มิได้มีราชโองการหรือหนังสือหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ
บุตรชายของซูกุ้ยเฟยในตอนนั้น...
ปัจจุบันก็คือรุ่ยอ๋อง หลิ่งจื่อเชียน
โอรสผู้โดดเด่นของฮ่องเต้ ผู้มีชื่อเสียงทั้งเรื่องความสามารถและความเด็ดขาด
รวมถึง...ความโหดเหี้ยม
หานจิ่นเยว่เงียบไป เคยได้ยินว่ารุ่ยอ๋องไม่ชอบให้สตรีเข้าใกล้ ทั้งได้ยินว่าสตรีที่พยายามเข้าหาเขาล้วนถอยหนีแทบไม่ทัน และได้ยินอีกว่าเขาไม่เคยสนใจเรื่องสมรสเลยแม้แต่น้อย
“ท่านหญิงคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ”
“คิดเรื่องออกจากจวน”
เสี่ยวชูตาเป็นประกายทันที “เราจะไปหรือเจ้าคะ!”
“อืม”
“ไปเมื่อใดเจ้าคะ!”
“ยังไม่รู้”
“…..”
หานจิ่นเยว่ถอนหายใจเบา ๆ
“แต่ข้าคิดวิธีได้แล้ว”
“วิธีใดเจ้าคะ”
หญิงสาวเงียบไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“แต่งงาน”
เสี่ยวชูนิ่งค้าง
“แต่ง...แต่งงานหรือเจ้าคะ” นี่ท่านหญิงตกน้ำจนมีความคิดที่แปลกไปเช่นนี้เลยหรือ แต่งออกไปนั่นเท่าว่าคนผู้นั้นมิใช่…
“ใช่”
“กับผู้ใดหรือเจ้าคะ”
“รุ่ยอ๋อง”
“หา?!”
เสียงของเสี่ยวชูดังลั่นศาลบรรพชน หานจิ่นเยว่ถึงกับยกมือขึ้นปิดหู
“เจ้าจะตะโกนทำไม”
“ท่านหญิง! นั่นรุ่ยอ๋องนะเจ้าคะ!”
“ข้ารู้”
“รุ่ยอ๋องที่เขาว่ากันว่าเพียงปรายตามองก็ทำให้คนไม่กล้าหายใจแรงผู้นั้นนะหรือเจ้าคะ”
หานจิ่นเยว่พยักหน้าช้า ๆ อย่างครุ่นคิด
“น่าจะใช่คนเดียวกันนะ”
“.....”
เสี่ยวชูมองผู้เป็นนายอย่างพูดไม่ออก ส่วนหานจิ่นเยว่กลับเริ่มคิดแผนการอย่างจริงจัง เรื่องหมั้นหมายในอดีตยังพอมีให้หยิบยกขึ้นมาได้ อีกทั้งฐานะของรุ่ยอ๋องก็เพียงพอที่จะทำให้จวนซุนกั๋วกงไม่อาจยื่นมือเข้ามายุ่งกับชีวิตนางได้อีก
ปัญหามีเพียงอย่างเดียว...
นางจะทำอย่างไรให้บุรุษผู้ไม่สนใจสตรีผู้นั้นยอมแต่งงานกับนาง?
หานจิ่นเยว่ขมวดคิ้วแน่น
เรื่องนี้ดูท่าจะยากกว่าตบคนเสียอีก
