ตอนที่ 2 : ท่านหญิงเซวียนหรง
ตอนที่
[2]
ท่านหญิงเซวียนหรง
นางหันไปตามเสียงนั้น ก็พบว่าเจิ้งเยี่ยนยังคงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง “คราวหน้าหากคิดเรียกร้องความสนใจ ก็จงใช้วิธีที่ไม่สร้างความวุ่นวายให้ผู้อื่น!”
หานจิ่นเยว่มองบุรุษตรงหน้านิ่งสนิท
ช่างน่าประหลาด
เมื่อก่อนเพียงแค่เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นนี้ หัวใจของนางก็เจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกกรีด...
แต่ตอนนี้ กลับไม่มีความรู้สึกใดหลงเหลืออยู่เลย
เจิ้งเยี่ยนเห็นท่าทีเงียบผิดปกติของอีกฝ่ายก็ขมวดคิ้ว “มองอะไร เหตุใดไม่พูด!” ทว่าหานจิ่นเยว่กลับไม่ตอบคำถามนั้น นั่นจึงทำให้ความไม่พอใจพวยพุ่งยิ่งกว่าเดิม
“หานจิ่นเยว่!”
“ได้ยินแล้ว”
“..…”
คำตอบสั้น ๆ เรียบง่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบทำเอาเขาถึงกับชะงักไป
“เจ้า...”
ก่อนที่เขาจะได้ตำหนิอะไรต่อ เสียงไม้เท้ากระแทกพื้นก็ดังรัวขึ้น “หานจิ่นเยว่!”
ฮูหยินผู้เฒ่าของจวนกั๋วกงนามจ้าวฉง เดินเข้ามาด้วยท่าทีขึงขัง สีหน้าเคร่งเครียดดุดัน “เหตุใดเจ้าเอาแต่สร้างความวุ่นวายให้จวนไม่หยุดหย่อน ไป! ไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนเสีย!”
เสี่ยวชูได้ยินดังนั้นก็น้ำตาคลอเบ้า รีบแย้งขึ้นทันที “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านหญิงเพิ่งฟื้นนะเจ้าคะ!”
“เจ้ามีสิทธิ์พูดหรือ!”
“แต่…”
“ถ้าไม่อยากถูกตบปากก็หุบปากไปเสีย!”
เสี่ยวชูสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว ทว่าหานจิ่นเยว่กลับมองหญิงชราด้วยสายตาสงบนิ่ง “ข้าทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ”
กึก!
คำถามนี้ทำให้คนที่ได้ยินต่างชะงักไปพร้อม ๆ กัน แม้แต่จ้าวฉงเองก็ยังขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ “เจ้าว่าอะไรนะ!”
“ข้าถามว่า ข้าทำอะไรผิด”
“เจ้าผลักคุณหนูหลินตกน้ำ ยังกล้าถามอีกหรือ!”
“ผู้ใดเห็นหรือเจ้าคะ”
“…”
หานจิ่นเยว่กวาดสายตามองไปรอบกายอย่างช้า ๆ “เจิ้งเหยา เจ้าเห็น?”
เจิ้งเหยาชะงักงันไปครู่หนึ่ง “ข้า...”
“หรือเจิ้งเย่ เจ้าเห็น?”
“ถึงข้าไม่เห็น แต่พี่หว่านโหรว…”
“คุณหนูหลินบอกหรือว่าข้าผลักนาง?”
ทุกสายตาพลันพุ่งตรงไปที่หลินหว่านโหรวทันที หญิงสาวใบหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย “ข้า...”
บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบลงทันตา เจิ้งเยี่ยนขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะเอ่ยตัดบทด้วยความรำคาญ “พอได้แล้ว!”
หานจิ่นเยว่จึงหันมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า “ข้ายังไม่ได้พูดกับท่าน”
“…..”
เขาถึงกับนิ่งอึ้งไป เมื่อได้ยินคำพูดนั้นของหานจิ่นเยว่ แม้แต่เสี่ยวชูเองยังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เจิ้งเยี่ยนแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อหูตนเอง “เจ้า!”
หลินหว่านโหรวรีบแทรกขึ้นเพื่อกู้สถานการณ์ “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อย่าโทษท่านหญิงเลย นางคงเพียงโมโหที่เห็นข้าอยู่กับซื่อจื่อ…”
ประโยคนี้ประหนึ่งการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ฮูหยินผู้เฒ่ากระแทกไม้เท้าลงพื้นเสียงดังปัง “ได้ยินหรือไม่! สตรีจิตใจไม่บริสุทธิ์จ้องแต่จะทำร้ายผู้อื่นสมควรถูกลงโทษ!”
“ในเมื่อท่านตัดสินไปแล้ว ต่อให้ข้าพูดอะไร ก็คงไม่มีผู้ใดฟัง” น้ำเสียงของหานจิ่นเยว่ยังคงราบเรียบเย็นเฉยอย่างน่าประหลาด นางเพียงปรายตามองฮูหยินผู้เฒ่าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเสี่ยวชู นั่นทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งรู้สึกเดือดดาล เพราะราวกับอีกฝ่ายจงใจเมินเฉยนาง
“ลากนางไป!”
สิ้นคำสั่งเด็ดขาดของฮูหยินผู้เฒ่า สาวใช้ร่างกำยำสองคนก็ถลาเข้ามา ทว่าเสี่ยวชูรีบเอาตัวเข้าขวางไว้ “อย่าแตะต้องท่านหญิงนะ!”
“ถอยไป!”
“เสี่ยวชู” หานจิ่นเยว่เรียกชื่อสาวใช้เบา ๆ พร้อมกับส่ายหน้าให้ “ไม่เป็นไร”
“แต่ท่านหญิง...”
“รีบไปจากที่นี่เถอะ”
เพียงประโยคเดียว เสี่ยวชูก็น้ำตาไหลพรากอีกครั้ง “เจ้าค่ะ”
หานจิ่นเยว่ถูกพาตัวออกไปทั้งที่เสื้อผ้ายังเปียกชุ่มและสั่นเทา ยามที่เดินผ่านร่างของเจิ้งเยี่ยน เขากลับพูดขึ้นมาเสียงต่ำ “ครั้งนี้หากเจ้ารู้จักสำนึกเสียบ้าง ก็คงดี”
นางหยุดฝีเท้าเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง “ท่านวางใจเถิด”
“…..”
“ครั้งนี้ข้าสำนึกมากจริง ๆ”
พูดจบก็ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง เจิ้งเยี่ยนมองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในใจ ไม่ใช่เพียงเขาที่สงสัย แม้แต่เจิ้งเย่ยังเดินเข้ามาถาม “พี่ใหญ่ ท่านว่าวันนี้นางดูแปลกไปหรือไม่”
“คงเป็นวิธีการใหม่ของนางกระมัง” เจิ้งเหยาประชดประชัน
ขณะที่หลินหว่านโหรวซึ่งมองตามร่างของหานจิ่นเยว่ไปด้วยสีหน้ากังวล ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่านางมีรอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากราวกับผู้ชนะ
เมื่อมาถึงศาลบรรพชน หานจิ่นเยว่ถูกผลักเข้าไปด้านในอย่างไม่ไยดี เสี่ยวชูจึงรีบตามเข้ามาประคอง “เบา ๆ หน่อยไม่ได้หรือ!”
สาวใช้ด้านนอกแค่นเสียงอย่างรังเกียจ “คนทำผิดยังจะเรียกร้องอะไรอีก”
เอ่ยจบประตูถูกก็พลันปิดสนิทพร้อมกับเสียงลงสลักไม้ดังลั่น เสี่ยวชูรีบวิ่งไปดันประตูด้วยแรงทั้งหมดที่มี “เปิดนะ!”
ทว่าไร้เสียงตอบรับ
“พวกเจ้าเปิดประตูเดี๋ยวนี้ ท่านหญิงเพิ่งตกน้ำ ทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“เสี่ยวชู”
“ท่านหญิง…”
“มานี่”
เสี่ยวชูถลาเข้าไปหาหานจิ่นเยว่ที่นั่งหมดแรงอยู่บนพื้น ด้านหานจิ่นเยว่ก็รีบคว้ามือสาวใช้มากุมไว้ “ท่านหญิงต้องการอะไรหรือเจ้าคะ ไม่สบายตัวที่ใด”
“ข้าไม่เป็นไร”
“มือเย็นหมดแล้ว ยังว่าไม่เป็นไรอีก!” เสี่ยวชูร้องไห้อีกครั้ง
“ข้ากลัวท่านหญิงเป็นอะไรไป ฮึก”
“ข้าไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ”
“แต่เมื่อครู่ท่านไม่มีลมหายใจจริง ๆ นะเจ้าคะ”
หานจิ่นเยว่เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “ข้ารู้”
“ท่านรู้?”
“เสี่ยวชู เมื่อกี้ข้าตายไปแล้วจริง ๆ”
เสี่ยวชูหน้าซีดสั่นหัวรัว “ท่านอย่าพูดเช่นนี้สิเจ้าคะ!”
หานจิ่นเยว่หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ทว่าดวงตากลับไร้ซึ่งแววขบขัน
“ข้าตายไปแล้ว โชคดีที่ได้รับโอกาสหวนกลับมาอีกครั้ง”
เสี่ยวชูได้ยินดังนั้นก็ตาแดงก่ำด้วยความสงสาร หานจิ่นเยว่ยกมือขึ้นแตะหยกที่คอ สัมผัสได้ถึงรอยร้าวที่แยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ของชิ้นนี้มารดาเป็นคนคล้องให้นางตั้งแต่ยังเยาว์ ภาพความทรงจำเก่า ๆ เริ่มหลั่งไหลเข้ามา
ครอบครัวของนางเคยเต็มไปด้วยความอบอุ่น แต่แล้วศึกใหญ่เมื่อหลายปีก่อนก็พรากทุกอย่างไป บิดาผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ มารดาที่ติดตามไปรับใช้ชาติ และพี่ชายที่สู้สุดกำลังอยู่ที่แนวหน้า สุดท้ายกลับไม่มีผู้ใดรอดชีวิตกลับมา…
จวนตระกูลหานที่ยิ่งใหญ่เหลือเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ กับสาวใช้ที่อายุไล่เลี่ยกัน... นั่นคือนางและเสี่ยวชู
ฮ่องเต้ทรงเห็นแก่ความดีความชอบจึงพระราชทานตำแหน่งท่านหญิงเซวียนหรงให้นาง และตั้งพระทัยจะรับเข้าวังไปชุบเลี้ยง แต่ซุนกั๋วกงเจิ้งหยวน สหายเก่าของบิดา กลับทูลขอรับนางมาดูแลเอง
คราวนั้นผู้คนต่างยกย่องว่าเขามีน้ำใจ รักเพื่อนดั่งพี่น้อง ดูแลบุตรสหายดั่งบุตรตนเอง... หานจิ่นเยว่ในตอนนั้นก็เคยเชื่อเช่นนั้นด้วยหัวใจที่ซื่อบริสุทธิ์
“เสี่ยวชู”
“เจ้าคะ”
“ข้าเคยโง่มากใช่หรือไม่”
เสี่ยวชูนิ่งงันไปพลางเม้มปาก รับรู้ได้ว่าท่านหญิงหมายถึงเรื่องอะไร “ถ้าข้าตอบตรง ๆ ท่านจะโกรธหรือไม่เจ้าคะ”
หานจิ่นเยว่มองสาวรับใช้ด้วยความเอ็นดู “เจ้าลองตอบมา”
“นิดหน่อยเจ้าค่ะ”
“นิดหน่อย?”
เสี่ยวชูยกนิ้วขึ้นประกอบ “นิดเดียวจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“.....”
“ก็ท่านเอาแต่เอาใจจวนนี้!”
เสี่ยวชูเริ่มนับนิ้วระบายความอัดอั้น “ฮูหยินผู้เฒ่าอยากได้พระพุทธรูปหยก ท่านก็ซื้อให้! ฮูหยินกั๋วกงอยากได้ผ้าแพรจากเจียงหนาน ท่านก็ให้! คุณหนูใหญ่เห็นปิ่นของท่านแล้วชอบ ท่านก็ยกให้! คุณหนูรองทำกำไลหัก ยังมาเอาของท่านไปแทน ท่านก็ให้!”
หานจิ่นเยว่หลับตาลงอย่างอ่อนใจ ด้านเสี่ยวชูสุดลมหายใจเข้าปอดคล้ายจะหยุดพัก ก่อนจะเริ่มพูดต่อ
“ยังมีซื่อจื่อ…”
“พอแล้ว”
เสี่ยวชูจึงรีบปิดปากทันที ด้านหานจิ่นเยว่ถอนหายใจยาว...
ใช่ นางโง่จริง ๆ นั่นแหละ
นางเป็นถึงท่านหญิงเซวียนหรง บุตรสาววีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน แต่ยามอยู่ในจวนซุนกั๋วกงแห่งนี้ กลับถูกตราหน้าว่าเป็นเพียง ‘กาฝาก’ เป็นภาระ เป็นผู้ขออาศัยที่ไร้บ้าน พวกเขาไม่เคยยกย่องนางเป็นท่านหญิง เรียกขานเพียงชื่อห้วน ๆ ด้วยน้ำเสียงกระด้างเท่านั้น... ช่างน่าขันสิ้นดี
เงินทองพระราชทาน นางแบ่งให้คนในจวน ทรัพย์สินตระกูลหาน นางไม่เคยตระหนี่ แม้แต่กับเจิ้งเยี่ยน...
นางลืมตาขึ้นเมื่อนึกถึงบุรุษผู้นั้น...
บุตรชายคนโตของซุนกั๋วกง ผู้เป็นซื่อจื่อของจวน
นางเคยรักเขามาก...
รักจนลืมศักดิ์ศรีของตนเอง เขาว่านางน่ารำคาญ นางก็พยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เขาว่านางจืดชืด นางก็พยายามปรุงแต่ง เขาไม่ชอบให้เข้าใกล้ นางก็ยอมถอยห่าง แต่ไม่ว่าทำอย่างไร สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความรังเกียจเดียดฉันท์
และเมื่อหลินหว่านโหรวปรากฏตัว ทุกอย่างก็ยิ่งดิ่งลงเหว คนในจวนต่างรุมด่าว่านางริษยา ใจแคบ ชอบรังแกสตรีที่เจิ้งเยี่ยนรัก ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งและต้องอดทนมาตลอดคือตัวนางเอง
หานจิ่นเยว่หัวเราะเบา ๆ ให้กับความหลังที่น่าสมเพช ก่อนหน้านี้นางตาบอดไปได้อย่างไรที่มองว่าคนพวกนี้คือครอบครัว ทั้งที่พวกเขามองนางเป็นเพียงเครื่องมือสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง
ดูเอาเถิด... ยังไม่ทันได้สอบสวนหาความจริงอย่างจริง ๆ จัง ๆ นางก็ถูกตัดสินโทษเสียแล้ว
ซุนกั๋วกงรับนางมาเลี้ยงเพราะอะไร ตอนนี้ความจริงกระจ่างชัดแล้ว...
บุตรสาววีรบุรุษที่ฮ่องเต้ทรงเอ็นดู หากอยู่ในกำมือเขา ย่อมทำให้ผู้คนสรรเสริญว่าเขามีคุณธรรม และทุกครั้งที่เข้าเฝ้า ตำแหน่งของนางก็เป็นแต้มต่อให้เขาเสมอ... แต่ชีวิตจริงของนางในจวนนี้กลับเหมือนตกนรกทั้งเป็น
‘ต่อไปนี้ข้าจะไม่กักขังตนเองอยู่ที่นี่อีกต่อไป’
ในยามนี้ใบหน้าของเจิ้งเยี่ยนผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ชายที่นางเคยเฝ้ามองและรอคอยอย่างมีความหวัง ทว่านับจากวันนี้ นางพอแล้ว
หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะยังสั่นเทาจากความหนาวเย็น แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววมุ่งมั่นและชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เสี่ยวชูรีบเข้ามาประคองด้วยความตกใจ “ท่านหญิง จะไปไหนเจ้าคะ!”
“ไม่ได้ไปไหน”
หานจิ่นเยว่หันไปมองประตูที่ถูกปิดสนิทนั้นอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงเย้นหยันและตัดสินอย่างเด็ดขาด “จวนนี้ ไม่มีผู้ใดดีสักคน!”
นางอดทนมานานเกินพอแล้ว และต่อจากนี้ไป...
นางจะไม่ทนอีกแม้แต่เสี้ยวอึดใจเดียว
‘และท่าน... เจิ้งเยี่ยน’
‘ข้าจะไม่รักท่านแล้ว!’
