บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 : กาฝากของจวนกั๋วกง 1/2

ตอนที่

[1]

กาฝากของจวนกั๋วกง

“ท่านหญิง...”

“คงแสร้งหมดสติจริง ๆ นั่นแหละ” คนรับใช้คนหนึ่งเปรยขึ้นลอย ๆ พร้อมเสียงหัวเราะเยาะจากอีกคน

นั่นทำให้เสี่ยวชูหันขวับกลับไปตวาดลั่น “หุบปาก!”

แต่กระนั้นก็นึกบางอย่างออก นางก็รีบหันสายตากลับมา ก่อนจะรีบยกมือขึ้นอังที่ปลายจมูกของหานจิ่นเยว่ ทันใดนั้นสีหน้าของสาวใช้ตัวน้อยก็เปลี่ยนไปเป็นความหวาดวิตกอย่างถึงที่สุด “ไม่...”

มือเล็กสั่นเทาเลื่อนไปแตะที่ลำคอเพื่อความแน่ใจ...

ไม่มีการขยับ... ไม่มีลมหายใจ... ไม่มีแม้แต่ชีพจรที่ควรเต้นเร่า!

“ไม่จริง...” เสียงของนางขาดห้วง ก่อนที่เสียงกรีดร้องด้วยความเสียขวัญจะดังสนั่นไปทั่วบริเวณ “ทะ ท่านหญิง!!”

ทุกเสียงซุบซิบเงียบกริบลงในทันที เจิ้งเยี่ยนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจ “ร้องอะไรของเจ้า!”

เสี่ยวชูหันกลับมาทั้งน้ำตาที่นองหน้า “ท่านหญิงไม่มีลมหายใจแล้วเจ้าค่ะ!”

“อะไรนะ!”

“ขอร้องเถิดเจ้าค่ะ เรียกหมอที ช่วยท่านหญิงด้วย!”

เสี่ยวชูถลันไปคว้าชายกระโปรงของสาวใช้คนหนึ่ง “เจ้าไปเรียกหมอได้หรือไม่!” ทว่าหญิงผู้นั้นกลับสะบัดตัวออกอย่างไร้น้ำใจ

หลินหว่านโหรวเห็นเหตุการณ์จึงรีบเสนอตัว “รีบไปตามหมอเถิด ท่านหญิงอาจ…”

“หว่านโหรว เจ้ายังจะสนใจนางอีกหรือ” เจิ้งเยี่ยนดุน้ำเสียงไม่จริงจังนัก

“แต่...”

“เจ้าเองก็เพิ่งตกน้ำ” เขาไม่สนใจสิ่งใดนอกจากกระชับผ้าคลุมร่างที่สาวรับใช้นำมาจนให้แน่นขึ้น “กลับเรือนใหญ่ไปเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเถิด”

“แล้วท่านหญิง...”

“นางไม่เป็นอะไรหรอก!”

น้ำเสียงนั้นเย็นชาเสียจนคนฟังยังหนาวสั่น เสี่ยวชูมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแทนผู้เป็นนาย “หากท่านหญิงเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ เล่าเจ้าคะ”

เจิ้งเยี่ยนชะงักไปเพียงเล็กน้อย... แต่ก็เพียงเท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง...

ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงหมอกสีขาวขุ่นที่บดบังทัศนวิสัยจนมองไม่เห็นสิ่งใด

“นี่...ที่ใด”

“จิ่นเยว่”

เสียงที่คุ้นเคยเหลือเกินกำลังเอ่ยเรียกชื่อนาง...

หานจิ่นเยว่หันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบร่างสามร่างยืนรออยู่ไม่ไกล

ท่านพ่อ ท่านแม่

และพี่ใหญ่...

ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความโหยหา “ท่านพ่อ...”

“ท่านแม่...พี่ใหญ่...”

นางเอ่ยเรียกพวกเขาน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมกับถลันเข้าไปหา นานเพียงใดแล้วที่นางไม่ได้พบกับพวกเขา สิบกว่าปีแล้วที่นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

คิดถึงเหลือเกิน...

“พวกท่าน...”

“หยุดอยู่ตรงนั้น!”

ทว่าในตอนที่นางกำลังจะก้าวไปถึง เสียงของมารดากลับตวาดห้ามขึ้นเสียงดัง

“ท่านแม่ เพราะเหตุใด…”

หญิงวัยกลางคนมองบุตรสาวด้วยดวงตาที่แฝงไปด้วยความรักและความปวดร้าว “เจ้ายังจะตามพวกเรามาอีกหรือ!”

หานจิ่นเยว่ส่ายหน้าอย่างสับสน “ข้า...ข้าไม่รู้”

“เจ้ากลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!” เสียงเข้มของบิดาถามขึ้นอย่างดุดัน

“ข้าเพียง...”

“เพียงอะไร!”

ยามนั้นพี่ชายก้าวเข้ามาหาเล็กน้อย “เพียงอยากให้คนจวนกั๋วกงรักเจ้า?”

“...”

“เพียงอยากให้เจิ้งเยี่ยนหันมามองเจ้า?”

หานจิ่นเยว่เม้มริมฝีปากแน่นจนพูดอะไรไม่ออก มารดาก้าวเข้ามาใกล้พลางจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุตรสาว “พวกเราสละชีวิตเพื่อให้เจ้ามีชีวิต มิใช่เพื่อให้เจ้าก้มศีรษะขอความเมตตาจากคนเหล่านั้น รีบกลับไปเสีย พวกเราไม่ยอมให้เจ้าอยู่ที่นี่!”

ในยามนี้น้ำตาพรั่งพรูลงมาตามแก้มงาม “แต่ท่านแม่...”

“ไม่มีแต่!” มารดายกมือขึ้นชี้หน้า

“กลับไป!”

“ข้า...”

“กลับไปใช้ชีวิตของเจ้า”

“อย่าใช้ชีวิตเพื่อคนที่ไม่เห็นค่าของเจ้า!” บิดาเสริมเสียงหนักแน่น

“แล้วหากผู้ใดรังแกเจ้าอีก...” ครานี้ผู้เป็นพี่ชายยกกำปั้นขึ้น

“ก็ตีมันเสีย!”

เมื่อสิ้นคำของพี่ชายหานจิ่นเยว่ก็หลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา “พี่ใหญ่”

“ข้าพูดจริง”

“แล้วหากตีไม่ไหวเล่า”

“ก็ใช้ฐานะท่านหญิงของเจ้ากดมัน”

ครานี้ผู้เป็นบิดาหันไปมองบุตรชายด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย “เจ้าสอนน้องสาวเช่นนี้หรือ”

“ท่านพ่อ เรื่องบางเรื่องก็ใช้เหตุผลไม่ได้”

แม้จะเป็นบทสนทนาที่มีการตำหนิ ทว่ารอยยิ้มกลับประดับอยู่บนใบหน้าของทุกคน หานจิ่นเยว่มองภาพความอบอุ่นตรงหน้าด้วยหัวใจที่บีบคั้น นานเท่าใดแล้วที่นางไม่ได้เห็นครอบครัวพร้อมหน้ากันเช่นนี้

“แต่ข้าไม่อยากไป”

มารดานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย แม้ไม่อาจสัมผัสกายกันได้ แต่น้ำเสียงนั้นกลับอ่อนโยนลงอย่างถึงที่สุด “คนโง่...”

“…..”

“วันหนึ่งเจ้าจะเข้าใจว่า การมีชีวิตอยู่ มิใช่เรื่องน่าเหนื่อยหน่ายอย่างที่เจ้าคิด”

“ท่านแม่...”

“กลับไป!”

ทันใดนั้นหยกที่ห้อยอยู่บนคอของหานจิ่นเยว่พลันเปล่งแสงสว่างจ้า นางก้มลงมองหยกชิ้นนั้นด้วยความตระหนก มันคือของดูต่างหน้าที่มารดาสวมให้นางตั้งแต่ยังเป็นทารก

แกร๊ก!

รอยร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนผิวหยก

“ไม่!”

แกร๊ก!

“ท่านแม่!”

ภาพตรงหน้าเริ่มเลือนรางและบิดเบี้ยว

“ท่านพ่อ!”

“จิ่นเยว่”

“พี่ใหญ่!”

“กลับไป!”

แกร๊ก!

และในที่สุด หยกชิ้นสำคัญก็แตกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ มือของหานจิ่นเยว่รีบคว้าหยกเอาไว้ทันที

“แค็ก!”

ทันใดนั้นร่างที่เคยนอนนิ่งสงบบนพื้นหญ้าก็พลันกระตุกขึ้นอย่างแรง เสี่ยวชูเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “ท่านหญิง!”

“แค็ก! แค็ก!”

น้ำจำนวนมากพุ่งทะลักออกจากปากของหานจิ่นเยว่ นางไอโขลกจนตัวงอก่อนจะพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างโหยหา เสี่ยวชูแทบจะร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจ “ท่านหญิง! ท่านหญิงฟื้นแล้ว!”

คนรอบข้างพากันตกตะลึง ทว่าไม่นานเสียงแค่นหัวเราะอย่างดูแคลนก็ดังตามมา “เหอะ! ข้าบอกแล้วว่านางเสแสร้ง”

หานจิ่นเยว่ชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่พร่ามัวค่อย ๆ ปรับแสงจนเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจน ใบหน้าแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเสี่ยวชูที่ร้องไห้จนจมูกแดงรั้น

“เสี่ยวชู?”

“เจ้าค่ะ ฮึก บ่าวเอง”

นางจึงยื่นมือที่ยังคงสั่นเทาไปแตะที่แก้มของสาวใช้

อุ่น...

สัมผัสนี้คือความจริง นี่คือโลกของคนเป็น

นางกลับมาแล้วจริง ๆ

“ท่านหญิง ท่านทำบ่าวตกใจแทบตาย หากท่านเป็นอะไรไป บ่าวจะทำอย่างไรเจ้าคะ!” เสี่ยวชูพร่ำบ่นปนเสียงสะอื้น

หานจิ่นเยว่ยังไม่ทันได้เอ่ยปลอบ เสียงเย็นชาก็ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง

“เล่นละครพอหรือยัง!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel