ตอนที่ 3 พบหน้า
หลินซู่เฟยนั่งอยู่ข้างหลินกั๋วกงบิดาของตน มีขุนนางเข้ามายกสุราคารวะจำนวนมาก หลายคนถือโอกาสทักทายหลินซู่เฟย ข่าวที่นางประสบอุบัติเหตุเป็นที่รู้กันทั่ว เพราะหลินกั๋วกงเป็นห่วงบุตรสาวจนขอลางานกับฮ่องเต้เพื่ออยู่เฝ้าบุตรสาวที่จวน
“คุณหนูหลินอาการเป็นอย่างไรบ้าง”
คำพูดความหมายนี้ถูกถามหลายรอบ มีทั้งน้ำเสียงเป็นห่วงและน้ำเสียงอยากรู้
“บุตรสาวข้านางความจำเสื่อม แต่อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”
หลินซวินตอบอย่างไม่ปิดบัง
หลินซู่เฟยนั่งปั้นหน้ายิ้มให้กับผู้ที่มาทักทายจนเมื่อยกราม อยากจะลุกหนีไปไกลๆ ใจจะขาด
“คุณหนูหลินเลยวัยปักปิ่นมาสามสี่ปีแล้ว เหตุใดท่านกั๋วกงไม่ให้นางออกเรือนเสียทีล่ะ” คำถามใหม่ถูกถามจนคนฟังเริ่มอึดอัด
‘คำถามป้าข้างบ้านมาแล้ว’ หลินซู่เฟยยกน้ำชามาดื่ม แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
แต่ก็ยังหูดีได้ยินเสียงสตรีแว่วมาจากที่ไกลๆ
“หน้าตาก็ไม่ได้สวย แต่งตัวจืดชืด แต่งหน้าหนาเตอะ ใครเขาจะสนใจ”
‘แหม นินทาระยะเผาขนเชียวนะพวกหล่อน’
หลินซู่เฟยหยิบผลไม้เข้าปาก พยายามเก็บอารมณ์ อย่าให้แม่โมโหนะ เดี๋ยวได้นอนคุยกับไส้เดือนในวังเนี่ยแหละ ไม่ต้องไปไหนหรอก
“ข้าตามใจบุตรสาวข้า นางจะแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็ได้ พอดีที่จวนข้าทรัพย์สินมากมายอยู่แล้ว หากนางแต่งไปแล้วไม่ได้อยู่ดีกินดีเหมือนอยู่ที่จวนกั๋วกงก็ไม่ต้องแต่ง”
“ใช่เลยเจ้าค่ะ” หญิงสาวปรับอารมณ์ ส่งเสียงหวานให้กับบิดาผู้ประเสริฐของตน
“หากไม่ได้สามีที่ถูกใจ ข้าก็คงไม่แต่งหรอกเจ้าค่ะ แต่หากเจอบุรุษถูกใจก็ไม่แน่นะเจ้าคะ ยากแค่ไหนข้าก็จะมัดใจเขาให้ได้” นางพูดจาด้วยความมั่นใจ
สองพ่อลูกเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ความคิดช่างแตกต่างจากขนบธรรมเนียม จนผู้ฟังแต่ละคนส่ายศีรษะเอือมระอา
“ข้าไปหาท่านพี่ก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
หลินซู่เฟยบอกบิดา นางหาเรื่องออกจากวงสนทนาที่น่าเบื่อนี้
เดินไปยังที่บุรุษส่วนใหญ่รวมตัวพูดคุยกัน สายตาก็เห็นร่างที่คุ้นเคย ปฏิกิริยาของร่างกายเกิดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างกายของหลินซู่เฟยสั่น แต่หัวใจดวงน้อยนั้นสั่นมากกว่า น้ำตาไหลด้วยความดีใจท่วมท้น
“ที่รัก” หลินซู่เฟยส่งเสียงเรียกเบาๆ
บุรุษรูปงามที่นั่งโดดเด่นอยู่ด้านข้างพี่ชายของตนคือ ‘ซ่งหยางฟาง’ คนรักของนางไม่ผิดแน่นอน นางรีบเข้าไปหาเขาด้วยความรวดเร็ว
บุรุษที่นั่งสนทนาหันมองตามเสียงฝีเท้า พวกเขาเห็นสตรีใบหน้าขาวสวมชุดขาวล้วนเดินเข้ามาก็เงียบไป
“คุณชายหลิน น้องสาวมาหาน่ะ” ชายหนุ่มคนอื่นๆ เริ่มเอ่ยปากแซว
“เจ้ามีอะไรหรือเปล่า” หลินเซียวถามน้องสาวด้วยความประหลาดใจ
สายตาของหลินซู่เฟยจับจ้องไปยังบุรุษด้านข้างของเขาแทน ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเข้ม ลักษณะน่าเกรงขาม มีกลิ่นอายของความเย่อหยิ่ง เขารู้ตัวว่าถูกจับจ้องอยู่ก็หันหน้ามาสบตากับหญิงสาว
สายตาของหลินซู่เฟยเต็มไปด้วยความรักและความคิดถึง แต่สายตาของเขานั้นว่างเปล่า เหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกัน
“หยางฟาง” นางส่งเสียงเรียกเขา
เขาไม่ได้ตอบกลับ แต่หันไปมองหน้าหลินเซียว “น้องสาวเจ้าเป็นอะไรหรือ”
หลินเซียวยังคงงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“นางความจำเสื่อมตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุน่ะ น่าจะความจำสับสน”
“ซ่งหยางฟาง” นางเรียกชื่อเขาอีกครั้ง
หลินเซียวแก้ชื่อของเขาให้เรียกใหม่ทันที
“นี่ซ่งถาวอัน สหายสนิทของพี่ เขาเคยไปที่จวนเราอยู่บ่อยครั้ง เจ้าคงจะนึกไม่ออกล่ะสิ”
หลินซู่เฟยไม่กล่าวสิ่งใด นางเดินไปใกล้ๆ เพ่งพินิจมองบุรุษใกล้ๆ มือน้อยยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่
“ไม่ใช่หยางฟางจริงหรือ”
ใจอยากจะเอื้อมมือไปจับใบหน้าของเขา แต่ก็ไม่กล้า ร่างบางนั่งลงบนพื้นร้องไห้อย่างควบคุมอารมณ์ไม่ได้
“เฟยเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไร” หลินเซียวตกใจกับอาการของน้องสาวตน
ส่วนซ่งถาวอันไม่กล้ามองหลินซู่เฟยตรงๆ เขามองไปทางอื่นแต่หางตามองหญิงสาวด้วยความสงสัย นางเป็นอันใดกัน เจอหน้าเขาจึงร้องไห้ไม่ยอมหยุด
“เจ้าพานางกลับไปเถิด” ซ่งถาวอันบอกหลินเซียวเมื่อเห็นหญิงสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนคนจะขาดใจ
หลินเซียวเห็นว่าน้องสาวของตนคงเดินไม่ไหว จึงอุ้มนางออกจากตรงนั้นไปหาหลินกั๋วกง เมื่อหลินกั๋วกงเห็นสภาพของบุตรสาวก็ตกใจ เขารีบให้หลินเซียวอุ้มนางไปยังรถม้าเพื่อพากลับจวนทันที
หลินซู่เฟยนอนร้องไห้จนตาบวมมาสองวัน อาหารใดๆ ก็ไม่แตะต้องเลยแม้แต่น้อย จนหยางเจินอิง มารดาของหญิงสาวต้องเข้ามาปลอบ
“ลูกแม่ เจ้าเป็นอะไรหรือ ร้องไห้ทำไม” นางเอื้อมมือไปกุมมือบุตรสาวของตน ถามน้ำเสียงห่วงใย
หลินซู่เฟยแม้จะยังไม่คุ้นชินกับมารดาในภพนี้แต่นางก็สวมกอดมารดาแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ท่านแม่ ท่านแม่”
สตรีวัยกลางคนยกมือลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความสงสาร
“เจ้าเป็นอะไรก็บอกแม่ ไม่พูดแล้วแม่จะช่วยอะไรเจ้าได้ล่ะฮึ”
หลินซู่เฟยยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตา ก่อนคิดคำมาพูด ยังไงตอนนี้นางก็เหมือนคนความจำเสื่อม พูดอย่างไรก็ไม่ผิด
“ข้ารู้สึกว่าข้ามีคนนึงที่ข้ารักมาก รักเขามากๆ แต่พอข้าเจอเขา เขากลับไม่รู้จักข้า ข้าเหมือนใจสลาย เหมือนว่าตอนนี้สูญเสียสิ่งที่สำคัญในชีวิตไป เหมือนว่าข้าจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีเขา”
“แล้วเขาใช่คนๆ เดียวกันกับคนที่เจ้ารักหรือเปล่า” หยางเจินอิงถามบุตรสาว
“ข้าก็ไม่รู้ เขาเหมือนกันมาก” พูดจบนางก็ร้องไห้ต่อ
“เฟยเอ๋อร์ การที่คนเราจะเปลี่ยนไปหรือจำไม่ได้ บางทีมันไม่สำคัญหรอก หากเรารักคนนั้น เราก็ทำให้เขากลับมารักเราเหมือนเดิมสิ เหมือนแม่ บิดาและพี่ชายเจ้าที่ยังรักเจ้า แม้ว่าเจ้าจะจำพวกเราไม่ได้ จำไม่ได้ก็สร้างความทรงจำใหม่ ไม่ได้รักก็ทำให้รัก หากคนผู้นั้นสำคัญกับเราจริงๆ”
หลินซู่เฟยเงยหน้ามองมารดาของตน มือเรียวสวมกอดนางอีกครั้ง
“ข้าก็รักท่านแม่เจ้าค่ะ แต่ว่าท่านแม่ ผู้หญิงอย่างเราทำให้ผู้ชายมารักนี่ผิดหรือไม่เจ้าคะ”
“ฮ่าฮ่า” หยางเจินอิงหัวเราะเอ็นดูบุตรสาว
“ถ้าเราต้องการ เราจะสนใจทำไมว่าผิดหรือถูก แค่วิธีการถูกต้อง ไม่ทำร้ายผู้ใดก็เพียงพอแล้ว”
“อ่อ เช่นนั้น คนที่ชื่อซ่งถาวอัน แต่งงานหรือยังเจ้าคะ มีคนรักคู่หมั้นหรือยัง”
หยางเจินอิงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ เดิมบุตรสาวนางไม่เคยสนใจบุรุษต่างเพศ ตอนนี้ถามถึงซ่งถาวอัน บุรุษที่มีแต่สตรีรุมล้อม
“เขายังไม่มีคนรัก ยังไม่ได้แต่งงานหรอก วันๆ ก็ขลุกอยู่แต่กับพี่ชายเจ้า” นางยิ้มให้กำลังใจบุตรสาว
“เขาทั้งคู่ไม่ได้เป็นคู่รัก ประมาณชายตัดแขนเสื้อใช่หรือไม่เจ้าคะ”
จังหวะเวลาเดียวกันนั้นเอง
เสียงประตูถูกเปิดออก แต่เสียงผู้เปิดประตูดังมากกว่า
“อะไรกัน เจ้าคิดว่าข้าเป็นชายตัดแขนเสื้อหรือ นี่เจ้ากำลังกล่าวหาข้าอยู่นะ”
หลินเซียวที่อยู่ข้างนอกได้ยินพอดี
“ข้าก็ต้องตรวจสอบก่อนสิเจ้าคะ ท่านพี่ก็อายุปูนนี้แล้ว ยังไม่มีสตรีคบหาดูใจ ไม่ได้แต่งงาน เป็นใครก็คิด”
“ไม่มีผู้ใดคิดหรอก มีแต่เจ้านี่แหละ” เขาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล
“อะไรกัน อยู่ดีๆ ทำไมชอบซ่งถาวอันได้”
หลินซู่เฟยเงียบไปครู่หนึ่ง “ตอนที่ข้าประสบอุบัติเหตุ เหมือนข้าฝันไป หรือไม่ก็ระลึกชาติได้ ว่าข้าเคยใช้ชีวิตร่วมกับบุรุษที่หน้าตาเช่นนี้ ซึ่งก็คือเขา ซ่งถาวอัน”
หลินเซียวขมวดคิ้วครุ่นคิด “ฝัน ระลึกชาติ อืม เอาเถอะๆ คนหนึ่งน้องสาว คนหนึ่งสหาย ข้าไม่ช่วยเจ้าหรอก เจ้าจัดการเองละกัน ถ้าได้ซ่งถาวอันมาเป็นน้องเขยก็คงจะดีไม่ใช่น้อย แต่ช่วงนี้เขาอยู่เมืองหลวงมีแขกสตรีเข้าจวนแทบทุกวัน” เขาพูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์
“น้องสาวสุดที่รัก ข้าเอาใจช่วยเจ้านะ สู้ๆ ล่ะ”
หยางเจินอิงส่ายหน้า บุตรชายตัวแสบของนางให้ท้ายน้องสาวตัวเองอีกแล้ว
นางคงลืมคิดไป ไม่ว่าจะนาง สามี บุตรชายหรือญาติพี่น้องคนอื่นๆ ล้วนให้ท้ายหลินซู่เฟยเสมอมา
........
ยามดึกคืนนั้น หลินซู่เฟยฝันถึงซ่งหยางฟาง ชายหนุ่มที่นางพร่ำคิดถึง
“ที่รัก” เขาเรียกนางพร้อมคว้าตัวเข้ามากอด นางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่มาจากร่างกายเขา
“ที่รักจะทิ้งผมไปอยู่กับเขาน่ะหรือ” น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูไม่ยินยอมอย่างชัดเจน
ในฝันหลินซู่เฟยรู้สึกลำบากใจอย่างมาก คนหนึ่งก็คนรัก แต่อีกคนก็คล้ายคนรักเหลือเกิน
“งั้นที่รักมาหาฉันทุกวันได้ไหมคะ” นางกอดเอวเขาแน่น กลัวว่าเขาจะหายตัวไป
ยังไม่ทันที่ซ่งหยางฟางจะตอบ ก็ได้ยินเสียงของคนที่มองไม่เห็นดังขึ้นมา
“พวกเจ้าไม่มีชะตาด้วยกันแล้ว เลิกคิดเสียเถอะ ต่างคนต่างมีชีวิตใหม่ได้แล้ว”
จากนั้น ร่างของซ่งหยางฟางที่กำลังกอดเธอนั้นก็หายไป
หลินซู่เฟยสะดุ้งตกใจตื่น ให้นอนต่อก็คงนอนไม่หลับ นางคิดทบทวนทั้งคืน ตนเองรักซ่งหยางฟางมากเสียจนรักใครอีกไม่ได้ ส่วนซ่งถาวอัน แม้ไม่ใช่คนที่รัก แต่เขาก็คล้ายกับคนรักเหลือเกิน คิดไปคิดมาจนหลับไป
เผลอหลับได้ไม่กี่ชั่วยาม หลินซู่เฟยก็รีบตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า ไปนั่งรอหน้าเรือนนอนของบิดามารดา แล้วเอ่ยปากขอเงินจากคนทั้งสอง
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอยากได้ชุดใหม่ เครื่องสำอางใหม่ มีอะไรใหม่ๆ จะเอาหมดเลยเจ้าค่ะ”
สตรีทำเสียงออดอ้อนจนคนทั้งสองประหลาดใจ แต่ก็ให้เงินมาใช้ไม่อั้น
หลินซู่เฟยยิ้มแป้นดีใจ ลากเสี่ยวถิงขึ้นรถม้าของจวนไปร้านขายเสื้อผ้าทุกร้านภายในเมืองหลวง แวะร้านเครื่องสำอางและเครื่องประดับทุกร้านเช่นเดียวกัน
‘ฉันซู่เฟย จะชาติไหนๆ ก็ต้องสวยเข้าไว้ ยิ้มไว้ ชีวิตจะได้มีแต่เรื่องโชคดีๆ เข้ามา’
เสื้อผ้าสีสันสดใสนางกวาดมาแทบหมดทั้งร้าน นอกจากนั้นยังวาดแบบร่างและเลือกผ้าพับให้ร้านตัดชุดให้อีกด้วย เครื่องสำอางนางก็ลองเอง ผสมสีเองจนพอใจ
‘จากนี้ไปฉันต้องแต่งหน้าเอง ให้รับรู้ว่าแฟชั่นจากอนาคตนั้นสวยงามเพียงใด’ สายตามองใบหน้าที่แต่งหน้าแต่เหมือนไม่ได้แต่งของตนเองผ่านคันฉ่อง ริมฝีปากบางยิ้มด้วยความพึงพอใจ
“เลิศ”
ขากลับ หลินซู่เฟยสั่งให้รถม้าวิ่งผ่านจวนแม่ทัพซ่งถาวอัน นางอยากเห็นว่าคำพูดของหลินเซียวเป็นจริงหรือไม่ ที่ว่ามีสตรีเข้าออกจวนไม่เว้นแต่ละวัน
รถม้าเคลื่อนที่ผ่านหน้าจวนแม่ทัพอย่างเชื่องช้า หลินซู่เฟยแง้มผ้าม่านดู เห็นมีสตรีทั้งบุตรสาวขุนนาง บุตรสาวคหบดีในเมืองยืนชะเง้อคอมองเข้าข้างในประตู รอเจ้าของจวนอนุญาตให้เข้าไป
“เชอะ พวกเธอไม่ได้แอ้มเขาหรอก ไม่ว่าเขาจะใช่หรือไม่ใช่หยางฟางของฉัน ฉันก็ไม่ยอมให้ผู้หญิงหน้าไหนเห็นเรือนร่างของเขา จูบกอดก็ไม่ได้ ไม่ว่าชาติไหน เขาต้องเป็นของฉัน ฮึ่ม”
หญิงสาวสั่งให้รถม้ากลับ ส่วนภายในใจยิ่งลุกโชน ความอยากเอาชนะพลุ่งพล่านอย่างมาก
