บทที่5 สวรรค์ยังมีตา
ยามวิกาลของคืนที่พายุโหมกระหน่ำ ทั่วทั้งกองพลน้อยที่ 3 แห่งมณฑลจี๋หลินตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายฝนที่ตกลงมากระทบหลังคาอาคารและพื้นคอนกรีตดังสนั่นหวั่นไหว ทหารเวรยามต่างพากันหลบเข้ายืนประจำจุดในป้อมหรือใต้ชายคาเพื่อหลีกหนีความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงขั้วกระดูก
ทว่า ท่ามกลางสภาพอากาศอันเลวร้ายนี้ กลับมีร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งเดินฝ่าสายฝนตรวจตราความเรียบร้อยตามแนวรั้วค่ายอย่างไม่ย่อท้อ
'จ้าวหยาง' ผู้บัญชาการกองพลน้อยที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพ ด้วยวัยเพียง 28 ปี แต่กลับมีบารมีและรังสีอำมหิตที่ทำให้ศัตรูขวัญผวา ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหินผา คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาลึกล้ำดุจพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนคมเล็บ ภายใต้เสื้อกันฝนตัวหนาคือร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและบาดแผลแห่งเกียรติยศ
“ท่านผู้บัญชาการครับ ฝนตกหนักขนาดนี้ กลับไปพักที่กองบัญชาการเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” 'เสี่ยวหลิว' ทหารคนสนิทตะโกนแข่งกับเสียงฝน พยายามกางร่มคันใหญ่ให้เธอนาย แต่ลมแรงจนร่มแทบจะปลิวหลุดมือ
จ้าวหยางหยุดเดิน เขาปรายตามองลูกน้องด้วยสายตาเรียบเฉย “ข้าศึกจะบุก มันไม่เลือกวันฝนตกหรือแดดออกหรอกนะเสี่ยวหลิว หน้าที่ป้องกันค่ายต้องเข้มงวดตลอดเวลา”
เสี่ยวหลิวได้แต่ก้มหน้ารับคำอย่างละอายใจ เธอนายของเขาขึ้นชื่อเรื่องความระเบียบจัดและเฮี้ยบที่สุดในกองทัพ ไม่มีใครกล้าละเลยหน้าที่ต่อหน้าเขา
ขณะที่จ้าวหยางกำลังจะเดินเลี้ยวกลับไปทางอาคารที่พัก หูที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีของเขาก็พลันกระดิก เขาได้ยินเสียงบางอย่างที่ผิดปกติแทรกเข้ามาในเสียงหวีดหวิวของลมพายุ
มันไม่ใช่เสียงสัตว์ แต่เป็นเสียงร้องไห้ของมนุษย์ และเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือที่แผ่วเบาจนแทบจับใจความไม่ได้
“หยุด” จ้าวหยางยกมือขึ้นสั่ง
“มีอะไรหรือครับท่าน?”
“เงียบ!”
จ้าวหยางหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ทิศทางของเสียงมาจากท้ายค่าย โซนโรงเก็บของเก่าที่รกร้างและห้ามเข้า
‘ช่วยด้วย ลูกแม่’
เสียงนั้นกรีดแทงเข้าไปในโสตประสาทของเขา เป็นเสียงของผู้หญิงที่กำลังสิ้นหวังถึงขีดสุด สัญชาตญาณอันตรายของจ้าวหยางทำงานทันที
“มีคนบุกรุก หรือไม่ก็เกิดเรื่องร้ายแรงที่โรงเก็บฟืนเก่า! ตามมา!”
จ้าวหยางออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนจะออกวิ่งนำหน้าฝ่าความมืดและโคลนตมไปยังทิศทางนั้นทันที ขายาวๆ ของเขาก้าวข้ามสิ่งกีดขวางอย่างคล่องแคล่ว ทิ้งเสี่ยวหลิวที่วิ่งตามแทบไม่ทันไว้เบื้องหลัง
เมื่อมาถึงหน้าโรงเก็บฟืนเก่า สภาพที่เห็นทำให้คิ้วเข้มของจ้าวหยางขมวดมุ่น ประตูไม้ปิดไม่สนิท มีแสงตะเกียงริบหรี่ลอดออกมา เขาไม่รอช้า ยกเท้าบูทคอมแบทถีบประตูไม้ผุๆ นั้นจนเปิดผัวะออกเสียงดังสนั่น
ปัง!
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาภายใต้แสงไฟฉายที่เขาสาดส่องเข้าไป ทำให้หัวใจแกร่งของนายพลหนุ่มกระตุกวูบ
ภายในห้องที่หลังคารั่วเป็นรูพรุน น้ำฝนเจิ่งนองท่วมพื้นดินจนกลายเป็นบ่อโคลน หญิงสาวร่างผอมบางในสภาพเปียกปอนและมอมแมมราวกับลูกหมาตกน้ำ กำลังนั่งกอดเด็กชายตัวเล็กไว้แน่นที่มุมห้อง เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและโคลนตม
“ถ้าจะฆ่าก็ฆ่าฉันเถอะ แต่ได้โปรด ช่วยลูกฉันด้วย ช่วยอาเป่าด้วย”
เสียงวิงวอนที่สั่นเครือและแหบแห้งนั้นกระแทกใจจ้าวหยางอย่างจัง เขาไม่เคยเห็นแววตาของใครที่ดูสิ้นหวังและเจ็บปวดขนาดนี้มาก่อน ยิ่งเมื่อเห็นเด็กน้อยในอ้อมกอดที่นอนแน่นิ่งหน้าแดงจัดเพราะพิษไข้ ความรู้สึกโกรธเกรี้ยวก็ปะทุขึ้นในอก
ใครกัน? ใครมันกล้าทำเรื่องบัดซบแบบนี้ในเขตทหารของเขา!
จ้าวหยางก้าวฉับๆ เข้าไปหา โดยไม่สนใจรองเท้าหนังราคาแพงที่จะจมลงในโคลนเน่าเหม็น
“คุณ ลูกคุณเป็นอะไร?” เขาถามเสียงเข้ม พยายามข่มความดุดันลง
หญิงสาวคนนั้นคว้ามือเขาไว้แน่น มือของเธอเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง “เขาตัวร้อน เขาจะตายแล้ว ช่วยด้วย”
จ้าวหยางยื่นมือไปแตะหน้าผากเด็กน้อย ความร้อนจี๋ที่ส่งผ่านมาทำให้เขาสบถในใจ ‘ร้อนจนแทบไหม้!’
เขารู้ทันทีว่าเวลามีค่าทุกวินาที จ้าวหยางสะบัดเสื้อคลุมกันฝนตัวใหญ่ออกอย่างรวดเร็ว แล้วปลดเสื้อแจ็คเก็ตทหารตัวหนาของตนเองที่สวมทับอยู่ด้านในออกมา กลิ่นอายความร้อนจากร่างกายบุรุษเพศและกลิ่นสบู่อ่อนๆ แผ่ออกมาจากเสื้อตัวนั้น
เขาคลุมเสื้อตัวใหญ่ลงบนร่างของสองแม่ลูกอย่างเบามือ เสื้อตัวนั้นใหญ่จนแทบจะห่อหุ้มพวกเธอได้ทั้งตัว ช่วยกันลมหนาวและสายฝนที่ยังคงหยดลงมา
“ใส่ไว้” เขาสั่งสั้นๆ
จากนั้นจ้าวหยางหันไปตะโกนสั่งเสี่ยวหลิวที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบตามมาถึงหน้าประตู
“เสี่ยวหลิว! วิทยุเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเดี๋ยวนี้! แล้วเอารถจิ๊บเข้ามารับที่นี่! ด่วนที่สุด!”
“คะ ครับท่าน!” เสี่ยวหลิวตกตะลึงกับภาพตรงหน้า แต่เมื่อได้ยินเสียงคำรามของเธอนาย เขาก็รีบปฏิบัติตามทันที
จ้าวหยางหันกลับมามองหลินหว่าน “ลุกไหวไหม?”
หลินหว่านพยักหน้าทั้งน้ำตา แต่พอเธอพยายามจะยันตัวลุกขึ้น ขาที่เหน็บกินและอ่อนแรงจากการอดอาหารก็พับลง เธอเซถลาเกือบจะล้มหน้าคว่ำลงไปในน้ำโคลน
หมับ!
ท่อนแขนแข็งแรงราวกับคีมเหล็กคว้าต้นแขนของเธอไว้ได้ทันท่วงที จ้าวหยางดึงร่างเธอขึ้นมาทรงตัว
“ขออนุญาต”
เขาพูดจบก็ก้มลงช้อนร่างของเด็กชายอาเป่าขึ้นมาอุ้มไว้ด้วยแขนข้างซ้ายอย่างมั่นคง ส่วนแขนข้างขวาโอบประคองเอวบางของหลินหว่านไว้กึ่งลากกึ่งจูง
“เกาะผมไว้แน่นๆ เราจะออกไปจากนรกนี่กัน”
หลินหว่านซบหน้าลงกับอกกว้างของเขา กลิ่นกายสะอาดและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของชายหนุ่มทำให้ความหวาดกลัวในใจเธอค่อยๆ มลายหายไป ความรู้สึกปลอดภัยที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต แม้แต่กับสามีตัวเอง กลับเกิดขึ้นกับชายแปลกหน้าคนนี้
จ้าวหยางพาทั้งคู่เดินฝ่าสายฝนออกมาจากโรงเก็บฟืน รองเท้าคอมแบทของเขาย่ำโคลนอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อแรงลม
เมื่อมาถึงถนนใหญ่ รถจิ๊บทหารคันสีเขียวก็แล่นมาจอดเทียบท่าอย่างรวดเร็ว เสี่ยวหลิวกระโดดลงมาเปิดประตูหลังให้
“ขึ้นรถ!” จ้าวหยางสั่ง
เขาวางอาเป่าลงบนเบาะหนังนุ่มอย่างระมัดระวัง แล้วช่วยพยุงหลินหว่านให้ขึ้นตามไป ก่อนที่ตัวเขาเองจะกระโดดขึ้นไปนั่งประกบอีกฝั่ง ปิดประตูดังปัง ตัดขาดความหนาวเย็นและเสียงพายุภายนอก
ภายในรถจิ๊บอุ่นสบายด้วยฮีตเตอร์ จ้าวหยางหยิบผ้าขนหนูสะอาดที่วางอยู่หน้ารถโยนให้หลินหว่าน
“เช็ดผมซะ เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีกคน”
หลินหว่านรับผ้ามา มือไม้สั่นเทา เธอรีบเช็ดหน้าเช็ดตาให้ลูกก่อน แล้วจึงเช็ดผมตัวเอง “ขอบคุณ ขอบคุณจ้ะสหาย”
จ้าวหยางมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าชัดๆ เป็นครั้งแรก ภายใต้คราบโคลนและผมเผ้ายุ่งเหยิง เขาเห็นโครงหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโตที่บวมช้ำจากการร้องไห้ จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากที่แห้งแตก แม้จะดูมอมแมม แต่ก็ไม่อาจบดบังความงามตามธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ได้ และที่สำคัญ แววตาของเธอช่างดูคุ้นตาเขาอย่างประหลาด มันคือแววตาของนักสู้ที่จนตรอก
“ขับไปที่บ้านพักรับรองพิเศษหลังที่ 1” จ้าวหยางสั่งพลขับ
เสี่ยวหลิวที่นั่งคู่คนขับหันมาตาโต “ทะ ท่านครับ บ้านพักหลังที่ 1 มันเป็นบ้านพักส่วนตัวของท่านไม่ใช่เหรอครับ? ถ้าจะให้พวกเขากักตัว เอ้ย พักฟื้น น่าจะไปที่โรงพยาบาลสนาม”
“โรงพยาบาลสนามเต็มไปด้วยทหารเจ็บป่วย อากาศไม่ถ่ายเท เด็กอาการหนักขนาดนี้ไปที่นั่นจะยิ่งติดเชื้อ” จ้าวหยางตอบเสียงเรียบ “พาไปที่บ้านผม ให้หมอจางไปรอที่นั่น”
“ครับ!”
หลินหว่านได้ยินบทสนทนานั้น เธอรู้สึกเกรงใจจนตัวลีบ “สหายจ๊ะ อย่าลำบากเลยจ้ะ แค่พาเราไปที่แห้งๆ ก็พอแล้ว ฉันกลัว กลัวว่าถ้าใครรู้เข้า สามีฉันจะเดือดร้อน”
คำว่า ‘สามี’ ทำให้แววตาของจ้าวหยางแข็งกร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง
“สามีคุณเป็นใคร?” เขาถามเสียงเย็น
หลินหว่านก้มหน้า หลบสายตาอันคมกริบ “ร้อยเอก ร้อยเอกเฉินหมิงจ้ะ”
บรรยากาศในรถเงียบกริบลงทันที เสี่ยวหลิวและพลขับสบตากันผ่านกระจกมองหลังด้วยความตกใจ ชื่อของเฉินหมิงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนายทหารดาวรุ่งที่กำลังคั่วอยู่กับซูเจิน และที่สำคัญ หมอนั่นแจ้งสถานะว่า ‘โสด’ มาตลอด!
จ้าวหยางหรี่ตาลง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยันที่น่ากลัว
“เฉินหมิงงั้นรึ” เขาพึมพำเบาๆ ราวกับจะจำชื่อนี้ไว้ในบัญชีดำ “ไม่ต้องห่วงหรอกสหายหญิง สามีคุณไม่เดือดร้อนเพราะเรื่องนี้หรอก แต่เขาจะเดือดร้อนเพราะเรื่องอื่นมากกว่า”
“คะ?” หลินหว่านเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่มีอะไร พักผ่อนเถอะ” จ้าวหยางตัดบท เขาถอดหมวกทหารวางลงข้างตัว แล้วเอนหลังพิงเบาะ หลับตาลง แต่ในหัวสมองกำลังวางแผนจัดการกับความเน่าเฟะที่เพิ่งค้นพบ
รถจิ๊บแล่นฝ่าความมืดมุ่งหน้าสู่เขตบ้านพักนายพล แสงไฟหน้ารถสาดส่องนำทางสู่อนาคตใหม่ของสองแม่ลูก
หลินหว่านกอดลูกชายไว้ในอ้อมแขน สัมผัสถึงความอบอุ่นจากเสื้อแจ็คเก็ตตัวใหญ่ของชายหนุ่มที่ห่มคลุมร่างเธออยู่ กลิ่นกายของเขาทำให้หัวใจที่เต้นรัวด้วยความกลัวค่อยๆ สงบลง
เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร รู้เพียงว่า เขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยฉุดดึงเธอขึ้นมาจากขุมนรก
ณ บ้านพักรับรองหลังที่ 1 ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดใหญ่ สไตล์ตะวันตก ปลูกสร้างอย่างประณีตและสะอาดสะอ้าน
จ้าวหยางอุ้มอาเป่าลงจากรถและเดินนำเข้าไปในบ้าน สั่งแม่บ้านวัยกลางคนให้เตรียมห้องนอนชั้นล่างที่อบอุ่นที่สุด และเตรียมน้ำร้อนกับอาหารอ่อนๆ
หมอจาง แพทย์ทหารอาวุโสที่ถูกตามตัวมาด่วน รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกระเป๋ายา เขาตรวจดูอาการของอาเป่าอย่างเคร่งเครียด
“ไข้สูงมาก ปอดอักเสบเฉียบพลัน ถ้ามาช้ากว่านี้อีกสักชั่วโมง เด็กอาจจะช็อกจนเสียชีวิตได้” หมอจางวินิจฉัยพลางฉีดยาลดไข้และให้ยาปฏิชีวนะ
หลินหว่านยืนกุมมือแน่นอยู่ข้างเตียง น้ำตาไหลพรากเมื่อได้ยินว่าลูกเกือบจะไม่รอด “ขอบคุณหมอ ขอบคุณสวรรค์”
“ไม่ต้องขอบคุณสวรรค์หรอก ขอบคุณท่านผู้บัญชาการจ้าวเถอะ” หมอจางพยักพเยิดไปทางชายหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ “เขาเป็นคนแบกคุณกับลูกออกมา ถ้าไม่ได้เขา ป่านนี้คงได้จัดงานศพกันแล้ว”
หลินหว่านหันไปมองจ้าวหยาง ชายหนุ่มผู้เปรียบเสมือนยักษ์ปักหลั่นแต่กลับมีจิตใจอ่อนโยน เธอทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะให้เขาทันที
“ท่านผู้มีพระคุณ! บุญคุณครั้งนี้หลินหว่านจะไม่มีวันลืม ชาตินี้ทั้งชาติขอเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่านเพื่อตอบแทน!”
จ้าวหยางตกใจ รีบก้าวยาวๆ เข้ามาประคองเธอให้ลุกขึ้น
“ไม่ต้องทำแบบนี้! นี่มันยุคใหม่แล้ว เลิกธรรมเนียมศักดินาพวกนี้ซะ” เสียงของเขาดุแต่การกระทำกลับนุ่มนวล “หน้าที่ของทหารคือดูแลประชาชน คุณกับลูกปลอดภัยก็ดีแล้ว”
เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ แล้วเอ่ยคำมั่นสัญญาที่หนักแน่น
“พักผ่อนให้สบายใจ อยู่ที่นี่ไม่มีใครหน้าไหนมาไล่คุณได้ ส่วนเรื่องความอยุติธรรมที่คุณได้รับ ผมสัญญาว่าจะทวงคืนให้คุณทุกหยาดหยด”
คำพูดของเขาเปรียบเสมือนกำแพงเหล็กกล้าที่ปกป้องเธอจากพายุร้าย หลินหว่านมองเขาผ่านม่านน้ำตา ในใจสลักลึกภาพของบุรุษผู้นี้ไว้ชั่วกัลปาวสาน
ท่านนายพลจ้าวหยาง ผู้ชายที่เข้ามาเปลี่ยนท้องฟ้าที่มืดมิดของเธอให้สว่างไสวอีกครั้ง
