บทย่อ
"ทิ้งขว้างดั่งเศษดิน กลับกลายเป็นเพชรล้ำค่าในมือศัตรู!" สามีชั่วทิ้ง 'หลินหว่าน' และลูกชายให้นอนหนาวตายในโรงเก็บฟืน เพื่อไปเสวยสุขกับชู้รักไฮโซ แต่สวรรค์ยังมีตา ส่ง 'จ้าวหยาง' มัจจุราชหน้าหยกแห่งกองทัพยื่นมือเข้ามาช่วย จากหญิงหม้ายลูกติดผู้ต่ำต้อย กลายเป็นดวงใจของท่านนายพลผู้เกรียงไกร ในวันที่เธอสวยสง่าและมีรักครั้งใหม่ อดีตสามีกลับซมซานมาขอคืนดี? “ขอโทษนะ ท่านนายพลจ้าวคนนี้ หวงเมียมาก! ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะมาแตะต้อง!” เตรียมพบกับมหกรรม "ตบหน้า" ด้วยความสำเร็จ และความรักสุดฟินที่จะเยียวยาทุกบาดแผล!
บทที่1 : ข่าวร้ายจากแดนไกล
สายลมฤดูหนาวช่วงปลายปี 1975 พัดกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง หวีดหวิวราวกับเสียงร้องครวญครางของภูตผีที่กำลังหิวโหย เกล็ดหิมะบางเบาโปรยปรายลงมาปกคลุมหมู่บ้านตระกูลเฉิน ซึ่งตั้งอยู่ในชนบทอันห่างไกลและทุรกันดาร ทางตอนเหนือของมณฑล
ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงขั้วกระดูก ที่ริมลำธารท้ายหมู่บ้าน หญิงสาวร่างผอมบางคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ ทุบน้ำแข็งบนผิวน้ำเพื่อให้แตกออก เธอใช้ไม้ทุบผ้าฟาดลงบนเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือทั้งสองข้างที่จุ่มลงไปในน้ำเย็นจัดนั้นบวมเป่งและแดงช้ำ จนแทบจะไร้ความรู้สึก แต่เธอก็ไม่อาจหยุดมือได้ เพราะหากหยุดเมื่อใด ความเจ็บปวดจากความหนาวจะยิ่งทวีคูณจนทนไม่ไหว
หญิงสาวผู้นี้คือ 'หลินหว่าน' สะใภ้รองของบ้านตระกูลเฉิน
“แม่ หิว..อาเป่าหิว”
เสียงเล็กแหลมที่แหบพร่ายังกับลูกแมวป่วยดังขึ้นจากกอหญ้าแห้งข้างลำธาร เด็กชายตัวน้อยวัยสี่ขวบ รูปร่างผอมโซจนหัวโตกว่าตัว นั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก ใบหน้าเล็กตอบซูบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ผิวหนังเหลืองซีดบ่งบอกถึงภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง เขาจ้องมองผู้เป็นแม่ด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
หลินหว่านได้ยินเสียงลูกชาย หัวใจของเธอกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด เธอรีบบิดผ้าอย่างลวกๆ แล้วโยนลงในตะกร้าไม้ไผ่ ก่อนจะเดินไปอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอก ไออุ่นเพียงน้อยนิดจากร่างกายผอมบางของเธอถูกส่งผ่านไปยังร่างเล็ก
“อดทนหน่อยนะอาเป่า ประเดี๋ยวกลับถึงบ้าน แม่จะไปขอไข่ต้มจากย่ามาให้เธอกิน” หลินหว่านกระซิบปลอบโยน ทั้งที่รู้ดีว่าคำสัญญานั้นช่างเลือนรางราวกับหมอกควัน
เมื่อสองแม่ลูกเดินโซซัดโซเซกลับมาถึงลานหน้าบ้านตระกูลเฉิน กลิ่นหอมของโจ๊กข้าวโพดผสมมันเทศก็ลอยมาเตะจมูก ทว่าเสียงแว้ดๆ ของหญิงชราก็ดังสวนออกมาทันที
“นังตัวดี! มัวแต่เอาร่างกายสำออยไปตากลมชมวิวที่ลำธารหรือยังไง? ผ้าแค่ตะกร้าเดียวซักตั้งครึ่งค่อนวัน! คิดจะอู้งานกินแรงคนอื่นในบ้านหรือไงหา!”
'แม่เฒ่าเฉิน' แม่สามีผู้มีใบหน้าบึ้งตึงและแววตาดุร้าย ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูเรือนหลัก สายตาที่มองมายังหลินหว่านและอาเป่าเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับเห็นตัวกาลกิณี
หลินหว่านก้มหน้าลงต่ำ ซ่อนแววตาคับแค้นไว้ภายใต้แพขนตายาว “ลำธารเป็นน้ำแข็ง ฉันต้องใช้เวลาทุบน้ำแข็งนานกว่าปกติจ้ะแม่”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว! วันนี้เธอไม่ได้แต้มทำงานในนา กลับมายังทำงานบ้านชักช้า ข้าวเย็นส่วนของเธอไม่มี! ให้กินแต่น้ำต้มผักก็บุญหัวแล้ว ส่วนเด็กตะกละนั่นก็ให้มันกินน้ำข้าวไป!” แม่เฒ่าเฉินตวาดลั่น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินเข้าเรือน ปิดประตูดังปัง
หลินหว่านกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเจ็บจี๊ด สามีของเธอ 'เฉินหมิง' เป็นทหารยศร้อยเอกอยู่ที่ค่ายทหารในเมืองหลวง ส่งเงินกลับมาบ้านทุกเดือน เดือนละ 10 หยวน ซึ่งถือว่ามากโขสำหรับคนชนบท แต่เงินทุกหยวนทุกเหมากลับถูกแม่เฒ่าเฉินยึดเก็บไว้หมด โดยอ้างว่าจะเก็บไว้สร้างบ้านให้น้องชายสามีแต่งงาน
หลินหว่านและลูกชายไม่เคยได้รับส่วนแบ่งดีๆ อาหารที่ตกถึงท้องมีเพียงเศษมันเทศก้นหม้อและน้ำข้าวใสแจ๋ว เสื้อผ้าก็ต้องรอรับมรดกตกทอดจากหลานคนโตที่ขาดวิ่นแล้ว เธอทนลำบากตรากตรำอยู่ที่นี่ ยอมก้มหน้าเป็นวัวเป็นควาย ก็เพื่อรอคอยวันที่เฉินหมิงจะทำเรื่องย้ายเธอและลูกไปอยู่ด้วยกันที่ค่ายทหาร ตามที่เขาเคยสัญญาไว้เมื่อสามปีก่อน
“รอพี่นะอาหว่าน พี่จะสร้างอนาคต เมื่อพี่ได้เลื่อนขั้น พี่จะมารับเธอกับลูกไปเสพสุข”
คำสัญญานั้นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของหลินหว่านเอาไว้
บ่ายคล้อยวันนั้น ขณะที่หลินหว่านกำลังแบกฟืนมัดใหญ่เดินผ่านทางเข้าหมู่บ้าน เธอได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่งดังมาจากใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นจุดรวมพลสมาคมแม่บ้านประจำหมู่บ้าน
“ป้าหวัง! ป้าหวังกลับมาแล้วหรือ? เข้าเมืองไปคราวนี้ได้ของดีอะไรมาบ้างล่ะ?” เสียงเพื่อนบ้านร้องถามอย่างตื่นเต้น
'ป้าหวัง' หญิงร่างท้วมเพื่อนบ้านรั้วติดกัน เพิ่งกลับจากการไปเยี่ยมลูกสาวที่แต่งงานไปอยู่ในเมืองใหญ่ เธอนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ สีหน้าดูอึดอัดใจชอบกล สายตาหลุกหลิกเมื่อเห็นหลินหว่านเดินผ่านมา
“ก็..ก็ได้ผ้าฝ้ายมาสองพับ กับน้ำตาลทรายแดงนิดหน่อย” ป้าหวังตอบเสียงอึกอัก
หลินหว่านวางมัดฟืนลง เธอยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร แม้จะเหนื่อยล้า “ป้าหวังกลับมาแล้วหรือจ๊ะ สบายดีไหม?”
บรรยากาศในวงสนทนาเงียบลงกะทันหัน สายตาของป้าๆ น้าๆ หลายคนมองมาที่หลินหว่านด้วยความสงสารระคนเวทนา สายตาเหล่านั้นทำให้หลินหว่านรู้สึกหนาวเยือกเข้าไปในหัวใจ
“อาหว่านมานี่สิ ป้ามีเรื่องจะคุยด้วย” ป้าหวังถอนหายใจเฮือกใหญ่กวักมือเรียก
หลินหว่านเดินเข้าไปใกล้ ใจคอเริ่มไม่ดี “มีอะไรหรือจ๊ะป้า?”
ป้าหวังมองซ้ายมองขวา ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “อาหว่าน อย่าหาว่าป้าปากมากเลยนะ แต่ป้าสงสารเธอกับอาเป่า ตอนที่ป้าไปเยี่ยมลูกสาวที่เมืองมณฑล ป้าเห็น..ป้าเห็นเฉินหมิง”
ดวงตาของหลินหว่านเป็นประกายขึ้นมาทันที “พี่เฉินหมิง! เขาเป็นอย่างไรบ้างจ๊ะป้า? เขาผอมลงไหม? เขาบอกว่าการฝึกหนักมาก”
“ถุย! ฝึกหนักกะผีอะไรกัน!” ป้าหวังอดรนทนไม่ไหว โพล่งออกมาด้วยความโมโหแทน “ป้าเห็นมันเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้า ใส่เสื้อโค้ทขนสัตว์ตัวหนาเตอะ รองเท้าหนังขัดมันวับ หน้าตาอิ่มเอิบอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าผู้ใหญ่บ้านเราเสียอีก!”
รอยยิ้มของหลินหว่านค้างแข็ง “ป้า..ป้าคงจำคนผิด”
“ฉันเลี้ยงไอ้หมิงมันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย จำคนผิดที่ไหนกัน!” ป้าหวังเสียงดังขึ้น “ที่สำคัญนะ มันไม่ได้เดินคนเดียว มันเดินควงแขนกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นท่าทางเป็นผู้ดี ใส่ชุดกระโปรงบาน ตัดผมดัดลอน ทาปากแดงแจ๋! อาหมิงมันถือถุงของพะรุงพะรังให้ผู้หญิงคนนั้น ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ ดูมีความสุขจนน่าหมั่นไส้!”
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางวันแสกๆ หลินหว่านยืนตัวแข็งทื่อ หูอื้ออึงไปหมด เสียงลมพัดใบไม้ไหวกลายเป็นเสียงวิ้งๆ ในหู
ป้าหวังจับมือที่หยาบกร้านของหลินหว่านขึ้นมาลูบ “อาหว่าน แกน่ะก้มหน้าก้มตาทำงานส่งเงินให้บ้านผัว เลี้ยงลูกจนผอมแห้ง แต่ผัวแกกลับไปเสวยสุขอยู่กับเมียน้อยในเมือง แกจะยอมโง่ดักดานรอวันที่มันส่งใบหย่ามาให้หรือไง?”
คำพูดของป้าหวังเปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางใจ แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือภาพความจริงที่เธอพยายามหลอกตัวเองมาตลอด จดหมายที่นานๆ จะมาที เงินเดือนที่ส่งมาเพียงน้อยนิด ข้ออ้างเรื่องงานยุ่ง ทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว
เฉินหมิงไม่ได้ลำบาก เขาแค่ ลืมเธอ แล้วต่างหาก
ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้ามาทางรอยแตกของผนังดิน หลินหว่านนั่งอยู่หน้าเตาไฟในห้องครัวที่มืดสลัว แสงไฟสีส้มจากฟืนที่ใกล้จะมอดสะท้อนใบหน้าซีดเซียวของเธอ ในมือของเธอกำไข่ไก่ฟองเล็กๆ ที่เพิ่งต้มสุกใหม่ๆ เอาไว้แน่น ความร้อนจากเปลือกไข่ลวกมือจนแสบ แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันคือความอบอุ่นเดียวที่หลงเหลืออยู่
ไข่ไก่ฟองนี้คือน้ำพักน้ำแรงที่เธอแอบรับจ้างซักผ้าให้คนท้ายหมู่บ้าน แลกมาอย่างยากลำบากเพื่อ 'อาเป่า' ลูกชายที่กำลังจับไข้และหิวโหย
"อาเป่า ทนหน่อยนะลูก แม่ได้ไข่ต้มมาแล้ว"
หลินหว่านรีบปอกเปลือกไข่อย่างระมัดระวัง พยายามไม่ให้เนื้อไข่ขาวติดออกมากับเปลือกแม้แต่นิดเดียว กลิ่นหอมของไข่ต้มลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัวเล็กๆ เธอกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก แต่ตัดใจวางไข่ขาวนวลลงในชามบิ่นๆ เตรียมจะยกไปให้ลูก
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ! นังตัวดี!"
เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้นที่หน้าประตูห้องครัว ร่างท้วมหนาของ 'แม่เฒ่าเฉิน' ยืนจังก้าขวางทาง แววตาดุร้ายจ้องเขม็งมาที่ชามในมือหลินหว่านราวกับเหยี่ยวจ้องเหยื่อ
"แม่" หลินหว่านเรียกเสียงแผ่ว "อาเป่าไม่สบาย เขาไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน ฉันเลย"
"แกเลยขโมยไข่ของบ้านฉันไปปรนเปรอมันอย่างนั้นเรอะ!" แม่เฒ่าเฉินเดินดุ่มๆ เข้ามา กระชากชามไข่ต้มไปจากมือหลินหว่านอย่างแรงจนน้ำร้อนในชามกระฉอกลวกมือเธอ
"โอ๊ย!" หลินหว่านร้องด้วยความเจ็บปวด แต่เธอไม่ห่วงตัวเอง รีบคว้าแขนเสื้อแม่สามีไว้ "แม่จ๋า ไข่ฟองนั้นฉันแลกมาด้วยแรงงานของฉันเอง ไม่ได้ขโมยของในบ้านเลยนะจ๊ะ อาเป่าผอมจนจะเหลือแต่กระดูกแล้ว ขอให้แกได้กินของดีๆ สักคำเถอะนะจ๊ะแม่"
"ถุย! เลี้ยงเสียข้าวสุก!" แม่เฒ่าเฉินสะบัดแขนอย่างแรงจนหลินหว่านเซถลาไปชนกองฟืน "ลูกของแกมันขี้โรค เลี้ยงไปก็เปลืองของเปล่าๆ สู้เอาไปให้เธอ 'ต้าเป่า' หลานรักของฉันกินดีกว่า มันกำลังโต ต้องการสารอาหาร!"
พูดจบ หญิงชราก็เดินถือชามไข่ต้มออกไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้หลินหว่านมองตามด้วยสายตาพร่ามัว
ที่ห้องโถงกลางบ้าน เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของ 'เฉินต้าเป่า' ลูกชายวัยเจ็ดขวบของพี่ชายสามีดังลั่น เด็กอ้วนจ้ำม่ำแก้มยุ้ยกำลังเคี้ยวไข่ต้มตุ้ยๆ โดยมีแม่เฒ่าเฉินนั่งมองด้วยความเอ็นดู พลางเช็ดปากให้หลานรัก
"กินเยอะๆ นะหลานย่า จะได้โตไวๆ ไม่เหมือนไอ้เด็กขี้โรคหลังบ้านนั่น น่ารำคาญ!"
หลินหว่านยืนเกาะขอบประตู มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เล็บมือจิกเข้าไปในเนื้อไม้จนเลือดซึม
ที่ห้องเก็บของหลังบ้าน อาเป่านอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม เสียงร้องไห้กระซิกๆ ของลูกชายบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของคนเป็นแม่
"แม่จ๋า หิว อาเป่าอยากกินไข่" เด็กน้อยละเมอทั้งน้ำตา ใบหน้าเล็กตอบจนเห็นกระดูกโหนกแก้ม
นาทีนั้นเอง เส้นความอดทนเส้นสุดท้ายของหลินหว่านก็ได้ขาดสะบั้นลง
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เธอก้มหน้าก้มตาทำตามหน้าที่สะใภ้ที่ดี ปรนนิบัติแม่สามีเยี่ยงทาส ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ทุกคนในบ้านตระกูลเฉินมีความสุข โดยหวังเพียงว่าความดีของเธอจะแลกกับความเมตตาได้บ้าง แต่เปล่าเลย สำหรับคนพวกนี้ เธอและลูกเป็นเพียง 'ทาส' และ 'ตัวภาระ' เท่านั้น
ยิ่งเมื่อนึกถึงคำพูดของป้าหวังเมื่อตอนเย็น เรื่องที่เฉินหมิงกำลังเสวยสุขอยู่กับผู้หญิงอื่นในเมือง ทิ้งให้เธอและลูกต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่ ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานก็ระเบิดออกมา
"พอแล้ว พอกันที!"
หลินหว่านปาดน้ำตาออกจากใบหน้า แววตาที่เคยหม่นหมองเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอเดินไปลงกลอนประตูห้องเก็บของให้แน่นหนา จากนั้นเดินไปที่มุมห้องตรงจุดที่วางตู้เก่าๆ เธอออกแรงดันตู้นั้นออก เผยให้เห็นรอยแตกของพื้นดินอัดแข็ง หลินหว่านใช้ช้อนสังกะสีเก่าๆ ขุดดินตรงนั้นอย่างบ้าคลั่ง
ไม่นานนัก ห่อผ้าสีดำเปื้อนฝุ่นก็ปรากฏขึ้น
มือที่สั่นเทาของหลินหว่านหยิบห่อผ้านั้นขึ้นมาปัดฝุ่นออก เมื่อเปิดออกดู ภายในมีธนบัตรใบละ 10 หยวน 5 หยวน และเหรียญย่อยอีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วเป็นเงิน 50 หยวน พร้อมกับตั๋วแลกอาหารและคูปองผ้าอีกปึกหนึ่ง
นี่คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่แม่ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้เธอ ก่อนจะเสียชีวิต และเป็นเงินที่เธอแอบเก็บซ่อนไว้จากการรับจ้างลับหลังแม่เฒ่าเฉิน เธอตั้งใจจะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้อาเป่าในอนาคต แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า หากยังอยู่ที่นี่ต่อไป อาเป่าคงไม่มีโอกาสได้โตจนถึงวันเข้าโรงเรียน
"เงินพวกนี้ เป็นสิทธิ์ของฉันและลูก" หลินหว่านพึมพำเสียงลอดไรฟัน "ในเมื่อพวกแกไม่เคยเห็นเราเป็นคน ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจใครอีก"
เธอลุกขึ้น เริ่มลงมือเก็บข้าวของอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุด
เสื้อผ้าที่มีอยู่มีแต่ชุดเก่าๆ ขาดวิ่น เธอเลือกเฉพาะตัวที่หนาที่สุดและสภาพดีที่สุดใส่ลงในย่ามผ้าดิบใบเก่า ผ้าอ้อมเก่าๆ ของอาเป่า ขวดน้ำหนึ่งใบ และซาลาเปาแห้งแข็งสองลูกที่เธอแอบซ่อนไว้ใต้หมอนเมื่อวันก่อน
หลินหว่านมองไปรอบๆ ห้องแคบๆ ที่ขังชีวิตเธอไว้ถึงสี่ปี ไม่มีอะไรให้อาวรณ์แม้แต่น้อย
เธอเดินไปที่เตียง ปลุกอาเป่าเบาๆ "อาเป่า อาเป่า ตื่นเถอะลูก เราจะไปจากที่นี่กัน"
เด็กน้อยลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย "ไปไหนจ๊ะแม่ ไปหาพ่อเหรอ?"
คำว่า 'พ่อ' ทำให้หลินหว่านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้มบางๆ "ใช่จ้ะ เราจะไปหาพ่อ ไปทวงความยุติธรรมคืนมา"
เธอจับลูกชายแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าทับกันหลายชั้นเท่าที่จะหาได้ เพื่อป้องกันความหนาวเย็นข้างนอก แล้วใช้ผ้าผืนยาวมัดตัวลูกไว้แนบกับหลังของเธออย่างแน่นหนา อาเป่าตัวเบาหวิวราวกับขนนก ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดในใจแม่ว่าเธอปล่อยให้ลูกอดอยากมานานแค่ไหน
"หลับซะนะลูก ตื่นมาอีกที เราจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว"
หลินหว่านเป่าตะเกียงดับลง ความมืดเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง เธอสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วค่อยๆ แง้มประตูห้องเก็บของออก
ลมหนาวพัดกรูเข้ามาปะทะใบหน้า เสียงลมหวีดหวิวช่วยกลบเสียงฝีเท้าของเธอได้เป็นอย่างดี บ้านตระกูลเฉินเงียบสงัด ทุกคนคงหลับสบายอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ โดยไม่รู้เลยว่า ทาสผู้ซื่อสัตย์กำลังจะจากไป และจะไม่มีวันกลับมาให้กดขี่อีก
หลินหว่านย่องผ่านลานบ้าน ผ่านเล้าไก่ที่เธอต้องตื่นมาให้อาหารทุกเช้า ผ่านกองฟืนที่เธอเป็นคนผ่าเองกับมือ ทุกย่างก้าวคือการปลดเปลื้องพันธนาการ
เมื่อเท้าก้าวพ้นประตูรั้วบ้านตระกูลเฉิน หลินหว่านหันกลับไปมองบ้านหลังนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย สายตาของเธอไม่ได้มีความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเย็นชาและเด็ดเดี่ยว
"ลาก่อนนรกบนดิน ต่อจากนี้ไป ชีวิตของฉัน หลินหว่าน จะเป็นคนลิขิตเอง"
เธอกระชับห่อผ้าบนหลัง ก้าวเท้าเดินฝ่าหิมะมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่ตัดผ่านท้ายหมู่บ้าน เป้าหมายคือสถานีขนส่งในตัวอำเภอ เพื่อขึ้นรถโดยสารเที่ยวแรกมุ่งหน้าสู่มณฑลที่สามีของเธอประจำการอยู่
หนทางข้างหน้าอาจจะยากลำบาก อาจต้องเจอกับความจริงที่เจ็บปวด หรือคำลวงหลอกของผู้คน แต่เธอสัญญากับตัวเองแล้วว่า เพื่อลูก เธอจะเป็นแม่ที่แข็งแกร่งที่สุด
เสียงหิมะกรบแกรบใต้ฝ่าเท้าดังประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัว ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุด แสงแห่งความหวังของสองแม่ลูกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่ปลายทางนั้น ค่ายทหาร!

