ตอนที่ 7 : เกือบตายแล้ว 7/1
ตอนที่
[7]
เกือบตายแล้ว
หลังจากไล่ทหารรับใช้คนใหม่ให้ออกไปจากห้อง แม่ทัพหนุ่มอย่างหยางซงรุ่ยก็ได้แต่นั่งเท้าคางครุ่นคิด สายตาคมกริบยังคงจ้องมองไปยังคนที่เพิ่งออกไป
“เป็นบุรุษประสาอะไร ร่างกายอ้อนแอ้นราวกับอิสตรี เอวบางร่างน้อย ลมพัดแรงหน่อยก็คงปลิวกระมัง” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความขัดใจ
ภาพของเสี่ยวหลิงที่ตัวสั่นงันงกเมื่อครู่ยังติดอยู่ในความทรงจำ ผิวพรรณแม้จะคล้ำแดดดูหยาบกร้าน แต่โครงสร้างร่างกายกลับดูบอบบางผิดวิสัยชายชาตรี ยิ่งดวงตากลมโตคู่นั้น...
มันดูใสซื่อและ ‘หวาน’ เกินกว่าจะเป็นดวงตาของทหารในกองทัพ
“แต่ช่างเถอะ...” หยางซงรุ่ยสะบัดความคิดไร้สาระทิ้งไป
ในเมื่อเจ้าซื่อเฟิงกับจงกุ้ยยืนยันแล้วว่าตรวจค้นร่างกายอีกฝ่ายอย่างละเอียดแล้ว เป็นบุรุษร้อยส่วนไม่ขาดไม่เกิน อีกอย่างเขาต้องการแค่คนมาชงชาและจัดห้อง ไม่ได้ต้องการขุนศึกคู่ใจเพิ่มอีกคนเสียหน่อย คงไม่ต้องไปจริงจังอะไรมาก หากทำงานก็ดีไปหากไม่ดีก็เตะออกไปก็สิ้นเรื่อง
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็เลิกสนใจเรื่องของทหารรับใช้คนใหม่แล้วหันกลับมาจดจ่อกับกองเอกสารตรงหน้าต่อ
ด้านสองรองแม่ทัพที่เห็นว่านายน้อยของตนดูไม่ได้มีปัญหากับคนรับใช้คนใหม่อะไรอีกต่างก็โล่งอก
ทางด้านจี้หลิงหรือเสี่ยวหลิง หลังจากรอดพ้นจากกรงเล็บพยัคฆ์มาได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นนางก็พยายามตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างแข็งขันเพื่อไม่ให้มีข้อบกพร่อง
การรับมือกับหยางซงรุ่ยนั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาพันลูกเสียอีก
ด้วยเขามีนิสัยแปลกประหลาดสารพัด ไม่ชอบให้ใครยืนบังแสงเวลาอ่านหนังสือ น้ำชาต้องอุ่นพอดีเป๊ะ ห้ามร้อนลวกปากและห้ามเย็นชืดเด็ดขาด ไหนจะเวลาเดินห้ามลงส้นเท้าเสียงดัง ห้ามส่งเสียงรบกวนและอื่น ๆ อีกมากมาย
"นี่คนหรือผี เดินไม่มีเสียง หายใจก็แผ่ว!" จี้หลิงบ่นอุบอิบขณะขัดรองเท้าของเจ้านายอยู่ที่ระเบียง แต่ถึงกระนั้นการที่มาอยู่ที่นี่ก็ดีกว่าตอนอยู่ที่หน่วยซักล้างหลายเท่านัก
ด้วยที่พักของนางเป็นห้องเก็บของเล็ก ๆ ท้ายเรือนแม่ทัพ แม้จะคับแคบและอุดอู้ไปบ้าง แต่ก็นับว่าดีกว่านอนกลางดินกินกลางทราย แต่อุปสรรคใหญ่หลวงที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตในค่ายทหารชายล้วนคือ... การอาบน้ำ
“เฮ้อ ต้องไปอีกแล้วสินะ”
จี้หลิงถอนหายใจยาวเหยียดขณะกอดที่ตักน้ำที่ทำจากผลน้ำเต้าแล้วเดินไปที่ลำธารท้ายค่าย ยามพลบค่ำเป็นช่วงเวลาที่เหล่าทหารจะมารวมตัวกันชำระล้างร่างกาย ภาพของบุรุษนับร้อยที่เปลือยอก หรือบางทีก็เปลือยทั้งตัว เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ทำเอาสาวน้อยในร่างชายหนุ่มต้องรีบเบือนหน้าหนีแก้มแดงก่ำ
“ยุบหนอ พองหนอ... ห้ามมองเด็ดขาด!” หญิงสาวได้แต่ท่องกับตนเองในใจ พยายามหาทำเลที่ลับตาคนที่สุดเพื่อรีบอาบรีบเสร็จ โชคดีที่ยาวิเศษทำให้ร่างกายของนางมีอาวุธลับครบถ้วน ไม่อย่างนั้นคงถูกจับได้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าลงน้ำ
ชีวิตในค่ายทหารดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่แฝงความกดดัน จี้หลิงทำงานหนักจนมือด้าน แต่ก็ยังคอยสอดส่องสถานการณ์รอบตัวอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งวันที่นางเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ก็มาถึง
บ่ายวันนั้นภายในกระโจมบัญชาการหลักบรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
แผนที่หนังสัตว์ขนาดใหญ่ถูกกางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะ รายล้อมด้วยรองแม่ทัพนายกองสองสามคนที่กำลังถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดง โดยมีหยางซงรุ่ยนั่งเป็นประธานอยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้เรียบตึง แผ่รังสีอำมหิตกดดันจนไม่มีใครกล้าสบตา
จี้หลิงที่ได้รับหน้าที่ยกน้ำชาเข้าไปรินให้เขา พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เจ้า...”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นท่ามกลางเสียงถกเถียง จี้หลิงสะดุ้งเฮือก ทำน้ำชาหกใส่มือตัวเองเล็กน้อยแต่ไม่กล้าร้อง หยางซงรุ่ยปรายตามองทหารรับใช้แวบหนึ่ง ก่อนจะมองเลยไปที่ชุดเกราะที่ตั้งอยู่มุมห้อง “เกราะชุดนั้น... เจ้าขัดหรือ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของหยางซงรุ่ยดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เขาปรายตามองจี้หลิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นอยู่มุมกระโจม พร้อมกับชี้ไปที่เกราะสีดำทมิฬที่วางอยู่ข้างกาย เกราะชุดนั้นขัดจนเงาวับสะท้อนแสงวูบวาบ
จี้หลิงสะดุ้งเฮือก ก้มหน้าลงต่ำจนแทบติดพื้น “ขะ...ขอรับ เป็นข้าน้อยเองขอรับ”
หยางซงรุ่ยพยักหน้าช้า ๆ “ฝีมือไม่เลว ดีกว่าเจ้าคนไร้ประโยชน์คนก่อน ออกไปได้”
คำชมสั้น ๆ ที่แฝงการตำหนิคนเก่าทำให้จี้หลิงแทบจะก้มลงกราบขอบคุณสวรรค์ นางรีบกล่าวขอบคุณเบา ๆ แล้วเตรียมจะคลานถอยหลังออกไปจากเขตอันตรายนี่ให้เร็วที่สุด
ทว่า... หูเจ้ากรรมดันไปได้ยินประโยคเด็ดจากปากรองแม่ทัพคนหนึ่งเข้าเสียก่อน
“ท่านแม่ทัพ ข้าคิดว่าเราควรเดินทัพผ่านหุบเขาหมอกดำเพื่ออ้อมไปตลบหลังพวกชนเผ่าฮุย เส้นทางนี้เป็นทางลัดที่พวกมันคาดไม่ถึงแน่นอนขอรับ!”
กึก!
จี้หลิงชะงักกึกทันที หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
หุบเขาหมอกดำ?
ชื่อสถานที่นี้ดังก้องในหัว ความทรงจำจากนิยายไหลทะลักเข้ามาฉากต่อฉาก
ฉิบหายแล้ว นั่นมันกับดัก!!
ในนิยายบรรยายไว้ชัดเจนว่า เส้นทางนี้ดูเหมือนจะเป็นทางลัดที่ยอดเยี่ยม แต่ในช่วงเวลานี้ของปี จะเกิดพายุหิมะถล่มปิดปากทางเข้าออก ทำให้กองทัพติดอยู่ในหุบเขาที่เป็นแอ่งกระทะ แล้วพวกชนเผ่าฮุยที่ซุ่มรออยู่บนหน้าผาก็จะระดมยิงธนูไฟและก้อนหินลงมา
หยางซงรุ่ยจะเสียทหารฝีมือดีไปกว่าครึ่งกองทัพ และตัวเขาเองก็จะได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตายจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน
ไม่ได้นะ!
นางไม่อยากให้เขาบาดเจ็บ
ด้วยความตกใจจนลืมตัว จี้หลิงจึงเผลอหลุดปากตะโกนออกมาลั่นเรือน
“ไปไม่ได้นะขอรับ นั่นมันทางไปสู่ความตายชัด ๆ!!”
สิ้นเสียงของนาง ทั้งกระโจมก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดดุจป่าช้า เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
“…..”
ทุกสายตาของเหล่าขุนศึกผู้เจนจัดในสนามรบต่างหันขวับมาจ้องมองทหารชั้นผู้น้อยตัวกะเปี๊ยกที่กล้าสอดปากเรื่องการทหาร
ในตอนนั้นหยางซงรุ่ยเองก็ค่อย ๆ หันมามองที่นางช้า ๆ เช่นกันนัยน์ตาสีนิลคมกริบวาวโรจน์ขึ้นด้วยความขุ่นเคือง บรรยากาศรอบกายเขาเย็นยะเยือกจนจี้หลิงรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางพายุหิมะจริง ๆ
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ แต่ทรงพลังจนคนฟังเข่าอ่อน
ซวยแล้ว...
จี้หลิงเหงื่อแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง รู้ตัวว่าหาเรื่องใส่ตัวเข้าให้แล้ว แต่เมื่อก้าวขาออกมาแล้ว จะถอยกลับก็คงไม่ได้ นางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ตัดสินใจเงยหน้าสู้สายตามัจจุราช
