ตอนที่ 7 : เกือบตายแล้ว 7/2
ตอนที่
[7]
เกือบตายแล้ว
“ขะ...ข้าน้อยเคยได้ยินพวกพรานป่าพูดกันว่า...” หญิงสาวพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะคุมเสียงตนเองไม่ให้สั่น
“ช่วงเวลานี้หุบเขาหมอกดำมักจะมีพายุหิมะรุนแรง หากเข้าไปตอนนี้ หิมะจะถล่มลงมาปิดทางออก เราก็จะถูกขังอยู่ข้างใน...”
นางสูดหายใจลึกเรียกความกล้าเพื่อกล่าวประโยคสุดท้าย “อีกทั้งภูมิประเทศที่นั่นเป็นแอ่งกระทะ หากศัตรูล่วงรู้แผนการและซุ่มกำลังอยู่ด้านบนหน้าผา พวกเราจะเป็นเป้านิ่งให้เขายิงเล่นขอรับ!”
“สามหาว!!”
รองแม่ทัพเจ้าของแผนการตบโต๊ะดังปัง หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “ทหารชั้นต่ำอย่างเจ้ากล้าวิจารณ์แผนการรบต่อหน้าท่านแม่ทัพรึ! เป็นแค่ทหารรับใช้ริอ่านมาสอนพวกข้าเดินทัพ!”
เขาหันไปตะโกนสั่งทหารยาม “ทหาร! ลากตัวมันออกไปตัดลิ้นเดี๋ยวนี้!”
!!!
“ช้าก่อน”
หยางซงรุ่ยยกมือห้ามทหารยามที่กำลังจะกรูเข้ามา เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างสูงสง่าเดินอาด ๆ เข้าไปหาทหารรับใช้คนใหม่ ด้วยความสูงที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวทำให้จี้หลิงต้องแหงนคอมองเขาด้วยความหวาดหวั่น
ทันใดนั้นมือหนาก็คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของนาง ยกขึ้นสูงจนตัวลอย เท้าของนางลอยเหนือพื้น ร่างเล็กจึงได้แต่ดิ้นขลุกขลักไปมาด้วยความกลัว
“อึก ทะ...ท่านแม่ทัพ”
หยางซงรุ่ยดึงใบหน้าของจี้หลิงเข้าไปใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน คนตัวเล็กสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของเขา ทว่าสายตานั้นกลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง นะ น่ากลัวยิ่งนัก
“เจ้ากล้ามาก... ที่สอดปากในเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของเจ้า” เขากระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างหู แต่มันน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตะคอก
“แต่หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นเรื่องเหลวไหล หากข้าส่งคนไปดูแล้วไม่พบพายุหิมะ หรือร่องรอยของศัตรูอย่างที่เจ้าอวดอ้าง...”
แรงบีบที่คอเสื้อกระชับแน่นขึ้นจนจี้หลิงเริ่มหายใจไม่ออก
“ข้าจะใช้ม้าห้าตัวแยกร่างเจ้า แล้วโยนเศษเนื้อของเจ้าให้หมาป่ากินทีละชิ้น จำใส่หัวของเจ้าเอาไว้!”
สิ้นคำขู่ที่ชวนสยอง หยางซงรุ่ยก็สะบัดข้อมือเพียงนิดเดียว ร่างผอมบางของจี้หลิงก็ลอยละลิ่วไปกระแทกพื้นกระโจมอย่างแรง
ตุบ!
“แคก ๆ” หญิงสาวไอโขลกหน้าดำหน้าแดง รีบตะกายลุกขึ้นนั่ง เอามือกุมคอตนเองด้วยความหวาดผวา
หยางซงรุ่ยหันหลังกลับไปโดยไม่ปรายตามองอีกฝ่ายแม้แต่หางตา ก่อนจะออกคำสั่งเสียงเฉียบขาดกับรองแม่ทัพคนสนิท
“จงกุ้ย! สั่งหน่วยลาดตระเวนฝีมือดีที่สุดออกไปตรวจสอบเส้นทางหุบเขาหมอกดำเดี๋ยวนี้! ตรวจสอบให้ละเอียดว่ามีมูลตามที่มันว่าหรือไม่”
“ขอรับ!” เฉินจงกุ้ยรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไป
จากนั้นหยางซงรุ่ยหันกลับมาชี้นิ้วใส่หน้าจี้หลิงที่ยังนั่งตัวสั่นอยู่
“ส่วนเจ้า... ออกไปยืนตากลมรอฟังผลที่หน้าค่าย! ห้ามขยับไปไหน ห้ามกิน ห้ามนั่ง จนกว่าม้าเร็วจะกลับมา!”
เวลาผ่านไปราวสองชั่วยามที่ยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์
จี้หลิงยืนขาแข็งอยู่หน้าค่ายทหาร ลมหนาวยามค่ำคืนพัดกระโชกจนตัวสั่นสะท้าน แต่นางไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าชีวิตของนางตอนนี้กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
‘ขอให้เจอเถอะ... ขอให้เจอ...’ หญิงสาวภาวนาในใจอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้นเสียงกีบม้ากระทบพื้นดินก็ดังรัวเร็วใกล้เข้ามา ม้าเร็วของเฉินจงกุ้ยก็ควบตะบึงกลับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาควบม้าเข้าไปในค่ายก่อนจะรีบกระโดดลงจากม้าแล้ววิ่งตรงเข้าไปรายงานแม่ทัพที่เรือนทันที
จี้หลิงกลั้นหายใจ ลุ้นระทึกจนมือเต็มไปด้วยเหงื่อ
ไม่นานนักเฉินจงกุ้ยก็ขี่ม้ามาพร้อมกับหยางซงรุ่ย ทั้งสองคนกระโดดลงจากม้าก่อนจะเดินตรงมาหาจี้หลิงด้วยสีหน้าที่อ่านยาก
“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ…” จี้หลิงถามเสียงสั่น
หยางซงรุ่ยจ้องหน้านางนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
“รองแม่ทัพรายงานว่า... พบร่องรอยกองกำลังชนเผ่าฮุยซุ่มอยู่บนหน้าผาจริง ๆ และพายุหิมะลูกใหญ่กำลังก่อตัวปิดปากทางเข้าหุบเขา ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้าพูดไม่ผิดเพี้ยน”
จี้หลิงแข้งขาอ่อนยวบ ทรุดลงไปนั่งแปะกับพื้นด้วยความโล่งใจ
รอดแล้ว... ข้ารอดตายแล้ว...
หยางซงรุ่ยหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ทหารรับใช้ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง จะไปรู้เรื่องลมฟ้าอากาศและยุทธศาสตร์ของข้าศึกได้แม่นยำขนาดนี้ได้อย่างไร ได้ยินพรานป่า? นี่มันจริงหรือ
‘หรือว่าเป็นสายลับ?’ ความระแวงผุดขึ้นในใจ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว หากอีกฝ่ายเป็นสายลับจริง เจ้านี่คงปล่อยให้พวกตนเดินเข้าไปติดกับดักตายกันหมด ไม่ใช่เอาชีวิตมาเสี่ยงเตือนแบบนี้
“เจ้าช่วยชีวิตทหารของข้านับพันคนไว้...” หยางซงรุ่ยกล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาสีนิลจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
“ข้าหยางซงรุ่ยเป็นคนรักษาคำพูด ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า”
เฮือก!
จี้หลิงได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความโล่งใจทำให้แข้งขาที่สั่นแทบจะหมดแรงยืนมีกำลังขึ้นมาอีกเล็กน้อย
ทว่าประโยคต่อมาของแม่ทัพหนุ่มกลับทำให้นางต้องกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง
“แต่การที่ทหารชั้นผู้น้อยอย่างเจ้า ล่วงรู้เรื่องราวราวกับตาเห็นเช่นนี้ มันช่างน่าสงสัยนัก ข้ายังไม่อาจวางใจเจ้าได้เต็มร้อย” เขาหรี่ตาลง แววตาแห่งความหวาดระแวงยังคงฉายชัด ก่อนจะหันไปสั่งการเฉินจงกุ้ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“จงกุ้ยนับตั้งแต่วันนี้ไป ให้เจ้านี่เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็น ‘คนรับใช้ส่วนตัว’ ของข้าอย่างเป็นทางการ”
“ขอรับนายน้อย” เฉินจงกุ้ยรับคำ
หยางซงรุ่ยหันกลับมาจ้องหน้าจี้หลิงอีกครั้ง แล้วแสยะยิ้มที่มุมปากรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูเป็นมิตร แต่ดูเหมือนผู้ล่าที่กำลังจะเล่นสนุกกับเหยื่อมากกว่า
“เจ้าจงมาทำงานอยู่ข้างกายข้า อยู่ในสายตาข้าตลอดเวลา อย่าได้คิดตุกติกหรือคลาดสายตาข้าแม้แต่เค่อเดียว” เขากดเสียงต่ำข่มขู่
“เพราะหากข้าจับได้ว่าเจ้าเป็นคนที่ใครส่งมา หรือคิดไม่ซื่อเมื่อใด ข้าจะบั่นคอเจ้าด้วยมือข้าเอง!”
“ขะ...ข้าน้อยรับทราบขอรับ แต่ข้าน้อยไม่ได้เป็นสายลับหรือมีใจเป็นอื่นแน่นอนขอรับ!” จี้หลิงก้มหัวรับคำสั่งเสียงสั่น
แม้จะรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ดูเหมือนว่าชีวิตหลังจากนี้ของนาง จะต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่บางเฉียบยิ่งกว่าเดิมเสียแล้ว
หยางซงรุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล่าวอะไรต่อเขาสะบัดผ้าคลุมเดินกลับไปที่ม้าตัวโปรดแล้วห้อตะบึงเข้าค่ายไป ทิ้งให้จี้หลิงยืนถอนหายใจอยู่ท่ามกลางลมหนาว
เฮ้อ รอดจากเป็นอาหารหมาป่า แต่ต้องมาเป็นลูกไก่ในกำมือราชสีห์แทนสินะ แต่เอาเถอะ อย่างน้อยก็ได้อยู่ใกล้ชิดเมนละวะ สู้เว้ยจี้หลิง!!
