ตอนที่ 6 : หน่วยกล้าตาย 6/2
ตอนที่
[6]
หน่วยกล้าตาย
หนึ่งชั่วยามผ่านไป...
สภาพห้องที่เคยรกเหมือนรังหนู บัดนี้สะอาดเอี่ยมอ่องจนพื้นไม้เงาวับ แผนที่ถูกม้วนเก็บเข้าชั้นอย่างเป็นหมวดหมู่ เสื้อเกราะถูกนำไปเช็ดถูและจัดวางอย่างสง่างามบนแท่นวาง แม้แต่กลิ่นอับจาง ๆ ในห้องก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรไล่แมลงที่จี้หลิงแอบเด็ดมาวางไว้
เมื่อหลิวซื่อเฟิงและเฉินจงกุ้ยเดินเข้ามาตรวจงาน ทั้งคู่ต่างหันมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
“ไม่เลว...ดีกว่าเจ้าคนก่อนเยอะ” เฉินจงกุ้ยพึมพำ
“ดูเหมือนเราจะเจอของดีแล้ว” หลิวซื่อเฟิงยิ้มพอใจ
“ดีมากเสี่ยวหลิง ตอนนี้เจ้าไปพักที่เรือนเล็กด้านหลังก่อน ประเดี๋ยวท่านแม่ทัพกลับมาแล้วข้าจะไปตาม” จี้หลิงได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกโล่งอก ผ่านด่านสองคนนี้แล้วก็ถือว่าได้รับความสำเร็จก้าวใหญ่ เช่นนั้นก็เหลือด่านสุดท้าย…
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามเย็น ก็ได้เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นที่หน้าเรือน บ่งบอกว่าเจ้าของห้องตัวจริงได้กลับมาแล้ว
จี้หลิงที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ในห้องพักเล็กท้ายเรือนสะดุ้งตื่นทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกของหลิวซื่อเฟิง
"เสี่ยวหลิง! ท่านแม่ทัพเรียกหาเจ้า รีบไปเร็วเข้า!"
หัวใจของจี้หลิงเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอก นางรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความตื่นเต้น
จะได้เจอตัวเป็น ๆ แล้วนะ หยางซงรุ่ย ตัวร้ายที่รักของข้า!!
นางเดินตามหลิวซื่อเฟิงเข้าไปในห้องนอนใหญ่อีกครั้ง ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านธรณีประตู สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับร่างสูงท่าทางองอาจที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน
หยางซงรุ่ยกำลังนั่งอ่านเอกสารด้วยใบหน้าเคร่งขรึม แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าด้านข้างยิ่งขับเน้นสันกรามคมให้เด่นชัด ดวงตาเรียวยาวที่ดูลึกล้ำ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักได้รูป ผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นอย่างลวก ๆ ทว่ากลับปล่อยปอยผมตกลงมาเคลียกรอบหน้าก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ดิบเถื่อนในตัวเขาให้มากขึ้นไปอีก
หล่อ...
จี้หลิงเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกรีดร้องในใจ
นี่มันหล่อวัวตายควายล้ม หล่อยิ่งกว่าในนิยายบรรยายไว้เป็นล้านเท่า!!
ฮือ นี่มันไม่ใช่แค่มนุษย์แล้ว นี่มันผลงานที่พระเจ้าตั้งใจปั้นมาชัด ๆ องคาพยพทุกส่วนบนใบหน้าช่างลงตัวราวกับสวรรค์สร้าง แม้แต่รอยย่นหว่างคิ้วเวลาขมวดมุ่นนั่นก็ยังดูดีจนใจเจ็บ
ภาพในหัวตอนอ่านนิยายเทียบไม่ได้เลยกับตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้านางตอนนี้!
หยางซงรุ่ยสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างโจ่งแจ้งเกินงาม เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบดุจใบมีดตวัดมองไปยังทหารรับใช้ตัวจ้อยที่ยืนแข็งทื่ออยู่กลางห้อง
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “เจ้าจะจ้องข้าอีกนานหรือไม่?”
!!!
เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบทำเอาจี้หลิงสะดุ้งเฮือก แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากขอโทษ ร่างสูงก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ ปราดเข้ามาประชิดตัวนางด้วยความรวดเร็วราวมัจจุราช
หมับ!
มือหนาคว้าเข้าที่ปลายคางมนของจี้หลิง บีบแน่นจนนางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ ก่อนจะเชิดหน้าของนางขึ้นให้สบตากับเขา
“การรับใช้ข้ามีกฎเหล็กที่เจ้าต้องจำให้ขึ้นใจเพียงข้อเดียว...” หยางซงรุ่ยเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก ดวงตาสีนิลจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของคนตรงหน้า ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณภายใน
เขาออกแรงบีบที่คางเพิ่มขึ้นอีกนิด พร้อมกับใบหน้าที่โน้มลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันตราย
“นั่นคือ... หักหลังข้าเท่ากับตาย”
“…..”
บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือก จี้หลิงรู้สึกเหมือนอากาศถูกสูบออกไปจากปอด ความกดดันมหาศาลถาโถมใส่จนเข่าแทบทรุด นางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ดวงตานั้น... มันไม่ใช่แค่ดุ แต่มันเต็มไปด้วยความหวาดระแวง และความอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา
เมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กหน้าอ่อนตรงหน้าหน้าซีดเผือดจนแทบจะเป็นลม หยางซงรุ่ยจึงสะบัดมือปล่อยคางอีกฝ่ายอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม
"ส่วนข้ออื่น ๆ ให้รองแม่ทัพทั้งสองบอกเจ้าก็แล้วกัน" เขาโบกมือไล่อย่างรำคาญ “ออกไปได้”
ฟู่ว รอดแล้วหรือ!!
จี้หลิงสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ รีบทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้น
“ขะ... ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ!”
ตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะรีบคลานถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อพ้นออกมานอกห้อง นางก็แทบจะลงไปกองกับพื้น มือไม้ยังสั่นไม่หาย หัวใจเต้นรัวเร็วจนเจ็บหน้าอก
“สมกับเป็นตัวร้ายจริง ๆ” นางพึมพำพลางลูบคางที่ยามนี้ขึ้นรอยแดงเป็นปื้น
“น่ากลัวชะมัด! รังสีอำมหิตขนาดนี้ แถมยังขี้ระแวงขั้นสุดอีก”
หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสนิท พลางถอนหายใจยาวเหยียด
ภารกิจเปลี่ยนตัวร้ายให้เป็นคนดี งานนี้สงสัยจะต้องใช้เวลาทั้งชาติ หรือไม่ก็ตายก่อนได้ทำได้สำเร็จกระมัง เฮ้อ ดูสิ้นหวังสุด ๆ
