ตอนที่ 3 : ตัวช่วย
ตอนที่
[3]
ตัวช่วย
ผ่านไปครู่หนึ่งจี้หลิงก็ได้พาร่างกายอันเหนื่อยล้าไปซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้กระท่อม สายตากลมสวยจับจ้องไปที่ประตูไม้เก่าอย่างไม่วางตา เวลาผ่านไปนานจนแข้งขาเริ่มชา หนังตาเริ่มหนักอึ้งจนแทบจะปิดลงรอมร่อ แต่ก็ต้องพยายามฝืนตนเอง จะหลับตอนนี้ไม่ได้ ทว่าจากที่ซุ่มดูกระท่อมตรงหน้ากลับไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวใดเลยแม้แต่น้อย
แปลก…
ผ่านไปหนึ่งเค่อ...
สองเค่อ...
ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีเสียงกรน ไม่มีเงาคนเดินผ่าน
ในที่สุดจี้หลิงก็กลั้นหายใจลุกขึ้นจากจุดที่อยู่แล้วเดินไปที่กระท่อมก่อนจะแนบใบหน้ากับร่องไม้ของฝาผนังกระท่อม พยายามเพ่งมองเข้าไปด้านในจนตาแทบเหล่
ไม่เห็นเลย!!
“เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ผีคงไม่น่ากลัวเท่าความหิวตอนนี้หรอก!”
สุดท้ายเมื่อความสงสัยและความหิวชนะทุกสิ่ง หญิงสาวจึงตัดสินใจ ผลักประตูไม้บานเก่าเข้าไป เสียงบานพับฝืด ๆ ดังเอี๊ยดอ๊าดทำลายความเงียบ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จี้หลิงจึงกวาดสายตามองดูภายในกระท่อมนี้ทันที เธอพบว่าด้านในนั้นสะอาดสะอ้านผิดคาดจากรูปลักษณ์ด้านนอก มุมหนึ่งมีเตียงไม้ปูด้วยผ้าห่มหนานุ่ม เธอลองเอามือไปกดดูก็ถึงกับตาเป็นประกาย
“นุ่มมากกกก อยากจะทิ้งตัวเลย”
ใจจริงอยากจะทิ้งตัวลงนอนให้รู้แล้วรู้รอด แต่ท้องที่ร้องประท้วงทำให้เธอต้องสำรวจต่อ
ด้วยกระท่อมนี้ไม่ใหญ่ทำให้ใช้เวลาไม่นานก็สำรวจได้หมด ภายในกระท่อมว่างเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ อยู่เลย มีเพียงเทียนเล่มใหญ่เล่มหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เปลวไฟของมันนิ่งสงบและส่องสว่างอย่างน่าประหลาด
“เทียนอะไรจุดได้นานขนาดนี้ ฉันซุ่มดูอยู่ตั้งนานนม ไม่เห็นมันจะสั้นลงเลยสักนิด” หญิงสาวพึมพำด้วยความสงสัย
และข้าง ๆ เชิงเทียนนั้นเธอก็พบกับ…
"แป้งย่าง!"
ดวงตาของจี้หลิงลุกวาวราวกับเห็นทองคำ แป้งย่างแผ่นหนาห้าแผ่นวางซ้อนกันอยู่บนจาน ยามที่กลิ่นหอมจาง ๆ ของแป้งโชยมาแตะจมูก ท้องเจ้ากรรมร้องประท้วงโครกครากทันที
เธอพุ่งเข้าไปคว้าแป้งย่างมาฉีกกินคำโตโดยไม่สนมารยาทหรือระแวงยาพิษใด ๆ ทั้งสิ้น นาทีนี้ต่อให้มียาพิษก็ยอมตาย ไม่สนแล้วขอให้อิ่มท้องก่อนเถอะ ก่อนจะพบว่ารสชาติของมันนั้น…
“อื้อฮือ อร่อยจนแทบน้ำตาไหลเลย” ไม่รู้ว่าอร่อยจริง ๆ หรือหิวมากก็ไม่แน่ใจ เธอกลืนแป้งฝืดคอลงไปอย่างยากลำบาก พลางกวาดสายตาสำรวจบนโต๊ะอีกครั้ง
นอกจากแป้งย่างและเทียน ยังมีสิ่งของอีกอย่างที่วางเรียงรายอยู่...
กล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือสี่ใบ วางเรียงกันเป็นระเบียบ ลวดลายบนกล่องดูเรียบง่ายแต่แฝงความขลัง
"กล่องอะไร? สมบัติเหรอ?"
ไวเท่าความคิดจี้หลิงเอื้อมมือไปเพื่อที่จะมาหยิบดูทันที ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัส ฝากล่องทั้งสี่ก็ดีดผางเปิดออกเองพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
“เฮ้ย! ผีหลอก!” นั่นทำให้หญิงสาวที่ยังเคี้ยวแป้งย่างตกใจจนสะดุ้งถอยหลังกรูดทันที
แต่ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่มีผีหรืออะไรโผล่ออกมาให้ตกใจอีก เมื่อยื่นคอไปดูก็เห็นเพียงเม็ดยาสีดำมะเมื่อมขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยอัดแน่นอยู่ในกล่องแต่ละใบ กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกโชยออกมาเตะจมูก
ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเสียงเดียวกับไอ้คนไร้ความรับผิดชอบที่ส่งเธอมาก็ดังขึ้นก้องกังวานในอากาศอีกครั้ง ทำเอาเธอแทบสำลักแป้ง
‘เพราะสงสารหรอกนะ ถึงได้เตรียมไว้ให้’
จี้หลิงกลอกตาขึ้นมองเพดาน “อ้าว ยังอยู่อีกเหรอ นึกว่าทิ้งกันไปแล้วเสียอีก”
“…..”
“แล้วนี่อะไร? ยาพิษ? กะจะให้ฉันกินแล้วตายไปเป็นเพื่อนตัวร้ายเลยเหรอ”
‘ปากดีนักนะ...’ เสียงนั้นดูเหมือนจะเริ่มรำคาญและข่มกลั้นอารมณ์บางอย่าง
‘จงฟังให้ดี นี่คือตัวช่วยที่จะทำให้เจ้ามีชีวิตรอดเมื่ออยู่ที่นี่’
กล่าวจบแสงสว่างจาง ๆ ก็ลอยลงมาจับที่กล่องใบแรก
‘กล่องแรกนั้นเป็นยาเปลี่ยนสีผิว กินแล้วผิวพรรณเจ้าจะคล้ำลง หยาบกร้านดุจคนใช้แรงงาน’
จากนั้นแสงย้ายไปที่กล่องที่สอง ‘กล่องที่สองเป็นยาเปลี่ยนเสียง จะทำให้เสียงเจ้าทุ้มต่ำกังวานดุจบุรุษเพศ’
แสงย้ายไปที่กล่องที่สาม ‘กล่องที่สามเป็นยาต้านสารพัดพิษ กินแล้วพิษใดก็มิอาจจะกล้ำกรายได้’
จี้หลิงพยักหน้าหงึกหงัก เริ่มใจชื้นขึ้นมา “แบบนี้ค่อยดูเป็นระบบเทพทรูขึ้นมาหน่อย แล้วกล่องสุดท้ายล่ะ?"
ในตอนนี้แสงหยุดอยู่ที่กล่องใบสุดท้าย จี้หลิงจึงชะโงกหน้าไปดู เธอเห็นเม็ดยาสีแดงเข้มที่ดูร้อนแรงกว่าเพื่อน
ในตอนนี้เสียงนั้นเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูมีเลศนัย
‘และอย่างสุดท้ายนั่น... หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ต้องกินก็ได้ มันเป็นยาที่จะทำให้เจ้ากลายเป็น บุรุษเต็มตัว’
“หา?” จี้หลิงอุทานออกมา คิ้วขมวดด้วยความแปลกใจ
‘ยานี้จะทำให้เจ้า... มีอวัยวะเยี่ยงบุรุษงอกออกมาจริง ๆ’
“ฮะ!?”
หญิงสาวอ้าปากค้างแป้งย่างในมือแทบร่วงลงพื้น “เดี๋ยว! หมายถึง... มี ‘เจ้านั่น’ งอกออกมาเนี่ยนะ!?”
‘ถูกต้อง เป็นบุรุษเต็มตัว ไร้ข้อกังขาเวลาถูกตรวจค้นร่างกาย’
ฟังจบจี้หลิงก็หน้าแดงแปร๊ด ยกมือปิดหน้า
ใครมันจะไปอยากมีไอ้นั่นกันเล่า บ้าบอที่สุด
‘อ้อ ยาพวกนี้กินแล้วจะออกฤทธิ์ภายในครึ่งเค่อ ยาแต่ละชนิดกินหนึ่งเม็ดจะมีฤทธิ์อยู่ได้เจ็ดวัน แล้วเจ้าสบายใจได้ ยาพวกนี้หากถูกหมอหลวงหรือใครตรวจ ก็จะพบเพียงว่ามันเป็นยาบำรุงหรือยาแก้ไข้ธรรมดาเท่านั้น ไม่มีใครจับได้แน่นอน’
จี้หลิงยืนนิ่งกะพริบตาปริบ ๆ สมองกำลังประมวลผลสิ่งที่ได้ยิน
‘ก็เจ้าคิดจะปลอมตัวเป็นบุรุษมิใช่หรือ ของเหล่านี้ช่วยเจ้าได้แน่นอน เจ้านิ่งไปเช่นนี้คงจะดีใจมากสินะที่ข้าช่างรู้ใจ’ เสียงนั้นหัวเราะหึ ๆ อย่างพอใจ
‘เช่นนั้นก็จงตั้งใจทำภารกิจให้ดี ข้าไปละ’
วูบ...
ความรู้สึกถึงการมีตัวตนของเสียงนั้นจางหายไป จี้หลิงที่เพิ่งได้สติว่าเหมือนจะมีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงรีบตะโกนไล่หลังทันที
“เดี๋ยว! นี่เรียกว่าตัวช่วยแล้วเรอะ แล้วไอ้พวกมิติพิเศษ ช่องเก็บของ หรือไอเท็มโกงความตายไม่มีเลยหรือไง มีแค่ยาเนี่ยนะ!” เธอชี้นิ้วด่าอากาศ ก่อนจะก้มลงมองยากล่องที่สี่ด้วยสายตาหวาดระแวง
หญิงสาวได้แต่ฟึดฟัดด้วยความหงุดหงิด แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินกระแทกเท้าไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ๆ ความคิดมากมายตีกันยุ่งเหยิงในหัว
แล้วตอนนี้ก็ไม่รู้เลยว่าเข้ามาอยู่ในช่วงเวลาไหนของนิยาย รู้แค่ว่าตัวร้ายยังไม่ตาย แต่เหตุการณ์ดำเนินไปถึงไหนแล้ว? แล้วค่ายลับ ‘ชางหลง’ ที่เป็นฐานที่มั่นของหยางซงรุ่ยมันตั้งอยู่ตรงไหนของแผนที่โลกนี้กันแน่
“เฮ้อ ชีวิตหนอชีวิต”
ระหว่างที่กำลังนอนก่ายหน้าผากคิดไม่ตก จู่ ๆ ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นที่ปลายเตียง และเมื่อแสงจางลงก็ปรากฏเป็นกองเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีทึบสำหรับบุรุษสองสามชุด วางพับไว้อย่างเรียบร้อย พร้อมกับถุงผ้าเล็ก ๆ ใบหนึ่ง
จี้หลิงรีบลุกขึ้นแล้วคว้าถุงผ้ามาเปิดดู เทของข้างในออกมาใส่มือ
กริ๊ก
ก้อนเงินสีขาวขุ่นสองก้อนกลิ้งหลุน ๆ อยู่บนฝ่ามือ
“เงิน...” หญิงสาวตาโตด้วยความดีใจ แต่พอลองกะน้ำหนักดูแล้ว
“หนึ่ง... สอง...”
รอยยิ้มก็ค่อย ๆ เจื่อนลง “เดี๋ยวนะ นี่มันแค่สองตำลึงเองไม่ใช่เหรอ!?”
เธอจำได้ว่าค่าครองชีพในนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ถูก ๆ บะหมี่ชามหนึ่งก็ปาไปหลายอีแปะแล้ว
“สองตำลึงเนี่ยนะ!? จะรอดไหมเนี่ยยยย”
จี้หลิงโหยหวนออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมุดหน้าลงกับหมอนด้วยความสิ้นหวัง พลางคิดในใจว่าพรุ่งนี้เช้าคงต้องรีบตื่นมาวางแผนการใช้ชีวิตหลังจากนี้ให้รัดกุมที่สุดเสียแล้ว
