ตอนที่ 2 : ภารกิจนี้ช่างยากยิ่งนัก
ตอนที่
[2]
ภารกิจนี้ช่างยากยิ่งนัก
หลังจากตะโกนก้องเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ จี้หลิงก็นั่งแปะลงกับพื้นหญ้าอีกครั้ง ความมุ่งมั่นเมื่อครู่เริ่มถูกความจริงอันโหดร้ายกัดกินทีละน้อย
“ภารกิจช่วยตัวร้าย พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริง ๆ นี่สิ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง
ความยากระดับนรกแตกของภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเนื้อเรื่อง แต่มันคือตัวบุคคลที่ชื่อว่า หยางซงรุ่ย ต่างหาก
แม้ในนิยายนักเขียนจะบรรยายสรรพคุณความหล่อเหลาของเขาไว้เสียเลิศเลอ เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์บุรุษเพศที่ยากจะหาใครทัดเทียม แต่ในทางกลับกัน นิสัยของเขาก็เลวร้ายจนน่าขนลุก หยางซงรุ่ยเป็นคนโหดเหี้ยม เย็นชา ป่าเถื่อน และที่สำคัญที่สุดคือ... เขาไม่อ่อนโยนต่อสิ่งมีชีวิตใด ๆ บนโลกใบนี้!
“คนอย่างเขาน่ะเหรอจะกลับใจ” จี้หลิงถอนหายใจเฮือก
รอบกายเขามีแต่ทหารกับซากศพ ไม่มีสตรีแม้แต่คนเดียว จะใช้วิธีสาวงามล่มเมืองก็คงถูกเขาฟันคอขาดก่อนจะได้ส่งสายตาปิ๊ง ๆ ให้เสียอีก
ด้วยชีวิตของหยางซงรุ่ยนั้นถูกตีกรอบไว้ด้วยความแค้นและการหลอกลวง ผู้เป็นน้าอย่าง จินเสียนหมิง คอยบงการเขาอยู่เบื้องหลัง พร่ำสอนให้เขาเกลียดชังฮ่องเต้ โดยอ้างความยุติธรรมจอมปลอม ทั้งที่ความจริงแล้ว...
ก่อนจะนึกถึงปมดราม่าที่เป็นต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด
ความจริงที่ว่า... หยางซงรุ่ยไม่ใช่โอรสของฮ่องเต้ แต่เป็นลูกชู้ของ จินกุ้ยเฟย กับบุรุษอื่น นางพยายามทำทุกอย่างให้ตนเองขึ้นสู่ที่สูงวางแผนผลักดันให้บุตรชายตัวเองเป็นรัชทายาท ทว่าฮ่องเต้กลับรู้ความจริงเข้าเสียก่อน พระองค์จึงกริ้วเป็นอย่างมากก่อนจะสั่งขังจินกุ้ยเฟยไว้ในตำหนักเย็นตลอดชีวิต นี่เป็นการให้ความเมตตาอย่างถึงที่สุดแล้ว นอกจากนั้นด้วยความเมตตาที่ยังมีต่อเด็กตาดำ ๆ อย่างหยางซงรุ่ย พระองค์จึงปิดบังชาติกำเนิดและส่งเขาให้ไปเติบโตนอกวัง เพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดา
ทว่าคนที่ฮ่องเต้ไว้ใจฝากฝังให้ดูแล กลับกลายเป็นงูพิษ!
หนึ่งในนั้นคือจินเสียนหมิงผู้เป็นน้องชายของจินกุ้ยเฟย เขาแสร้งสวามิภักดิ์ต่อฮ่องเต้ โดยบอกว่าจะดูแลหลานชายให้ดี แต่ที่จริงแล้วจินเสียนหมิงนั้นโกรธแค้นแทนพี่สาวและมีความมักใหญ่ใฝ่สูง อนึ่งกล่าวว่าต้องการจะกอบกู้ตระกูล
เขาจึงได้สังหารคนที่ฮ่องเต้ส่งมาจนหมด แล้วเป่าหูหลานชายว่าทั้งหมดนี้คือความอำมหิตของฮ่องเต้ที่รังแกสองแม่ลูกเพราะความลำเลียง เขาสร้างปีศาจร้ายขึ้นมา หยางซงรุ่ยจากเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาถูกน้าชายอย่างจินเสียนหมิงล้างสมองมาตั้งแต่เด็ก ปลูกฝังความแค้นและปั้นให้เขาเป็นอาวุธสังหารเพื่อใช้กอบกู้ตระกูลจินและแย่งชิงบัลลังก์
“น่าสงสารชะมัด โดนหลอกใช้เป็นเครื่องมือมาทั้งชีวิต พอโตมาก็ยกทัพไปตีวังหลวง สุดท้ายก็แพ้พระเอก แล้วมารู้ความจริงตอนกำลังจะตาย แถมแม่แท้ ๆ ยังไม่ยอมรับผิดอีก เฮ้อ ชีวิตรันทดยิ่งกว่าละครหลังข่าวเสียอีก”
ดังนั้น หากไม่อยากให้เขาต้องพบจุดจบเช่นนั้น เธอต้องรีบยับยั้งเขาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
“ปัญหาคือ... จะเข้าหาเขายังไงไม่ให้โดนฆ่าตายตั้งแต่วินาทีแรกนี่สิ”
จี้หลิงกุมขมับการเข้าไปในฐานะสตรีดูจะเป็นทางเลือกที่เสี่ยงตายที่สุด หยางซงรุ่ยเกลียดความอ่อนแอ และมองสตรีราวกับเชื้อโรคที่ไม่ต้องการข้องเกี่ยว
จะไปบอกความจริงเลยก็ไม่ได้ เพราะคนรอบตัวเขามีแต่พวกหน้าเนื้อใจเสือ ทั้งแม่ ทั้งน้า ต่างหลอกใช้เขาเป็นเครื่องมือกันหมด แล้วจู่ ๆ จะให้เธอเดินดุ่ม ๆ เข้าไปบอกว่า ‘คุณคะ คุณกำลังโดนหลอกนะ เชื่อฉันสิ’ อย่างงั้นเหรอ?
หญิงสาวแค่นหัวเราะแห้ง ๆ เมื่อนึกถึงภาพนั้น
“เขาคงฟันคอฉันขาดตั้งแต่คำว่า 'คุณคะ' แล้วมั้ง”
ยิ่งคิดก็ยิ่งมืดแปดด้าน การจะเข้าถึงตัวหยางซงรุ่ยได้นั้นยากยิ่งกว่าปีนยอดเขาเอเวอเรสต์เสียอีก
หนึ่ง เขาขี้ระแวง ไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น
สอง รอบกายเขามีแต่ทหารเดนตาย คุ้มกันแน่นหนายิ่งกว่าไข่ในหิน และสาม... ข้อนี้สำคัญที่สุด ในค่ายทหารของเขาไม่มีสตรีแม้แต่คนเดียว!
เพราะท่านน้าตัวดีของเขาสั่งห้ามไม่ให้มีเรื่องผู้หญิงมาข้องแวะ เพราะกลัวหลานชายจะว่อกแว่กจนเสียการใหญ่ ดังนั้นทำให้ชีวิตของหยางซงรุ่ยจึงมีแต่การฝึกดาบ ฆ่าคน และวางแผนกบฏ
"ไม่มีผู้หญิง..." จี้หลิงทวนคำนี้ซ้ำ ๆ พลางก้มลงมองสำรวจตัวเอง
“สภาพแบบนี้ถ้าเดินเข้าค่ายทหาร ไม่โดนจับโยนออกมา ก็คงโดน...” เธอรีบสลัดความคิดอกุศลออกจากหัว “ไม่ได้ ๆ อันตรายเกินไป”
จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมาในหัว หรือว่า…
จะปลอมตัวเป็นบุรุษ!
“ถ้าเป็นผู้หญิงไม่ได้ก็ต้องเป็นผู้ชายสิ!”
เข้าไปแทรกซึมในกองทัพ ตีเนียนเป็นทหารคนสนิท คอยอยู่ใกล้ชิดแล้วหาโอกาสตะล่อมบอกความจริง
นี่แหละ!
“แต่เดี๋ยวนะ...” จี้หลิงก้มลงมองสำรวจตัวเองอีกครั้ง ร่างกายอ้อนแอ้นบอบบาง ผิวพรรณขาวผ่องอย่างคนทำงานในห้องแอร์ ไหนจะเสียงเล็ก ๆ แหลม ๆ นี่อีก “จะปลอมยังไงให้เนียนล่ะเนี่ย แค่อ้าปากพูดเขาก็จับได้แล้วมั้ง แถมหน้าอกหน้าใจ...”
หญิงสาวยกมือทาบอกตัวเอง แม้จะไม่ได้ดูม ๆ จนล้นทะลัก แต่ก็มีความเป็นสตรีเพศชัดเจน จะเอาผ้าพันไว้ก็คงพอได้ แต่ส่วนอื่น ๆ นี่สิ
“โอ๊ยเครียด!”
จี้หลิงสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว ตอนนี้ปัญหาระยะยาวเอาไว้ก่อน ปัญหาเฉพาะหน้าคือ เธออยู่ที่ไหน และคืนนี้จะนอนที่ไหนต่างหาก
รอบกายมีแต่ทุ่งหญ้ามืดมิดและเสียงลมหวีดหวิว หญิงสาวตัดสินใจลุกขึ้นเดินสุ่ม ๆ ไปข้างหน้า พลางก่นด่าเสียงปริศนานั่นในใจ
“ส่งมาทั้งทีก็ส่งมาให้มันดี ๆ หน่อยสิ ส่งมากลางทุ่งร้างแบบนี้ เกิดโดนเสือคาบไปกินก็ได้จบเห่กันพอดี!”
หลังจากเดินสะเปะสะปะมาได้เกือบครึ่งชั่วยาม (ประมาณหนึ่งชั่วโมง) ขาแข้งก็เริ่มอ่อนล้า ท้องไส้เริ่มประท้วง ทว่าในตอนนั้นเองที่สายตาของจี้หลิงพลันสะดุดเข้ากับบางอย่าง
“นั่นมัน...”
เธอหรี่ตามองฝ่าความมืด เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของสิ่งปลูกสร้างบางอย่างตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางป่า มันดูเหมือนกระท่อมไม้เก่า ๆ หลังหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ใจชื้นขึ้นมาคือแสงไฟสีส้มสลัวที่ลอดออกมาจากรอยแตกของผนังไม้
“มีไฟ... แสดงว่ามีคน!”
ความหวังผุดขึ้นมาทันที จี้หลิงรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปใกล้ แต่แล้วก็ต้องชะงักฝีเท้าลง
เดี๋ยวนะ...
กระท่อมกลางป่าลึกขนาดนี้ มีไฟจุดอยู่ตอนดึกดื่น ถ้าไม่ใช่โจรป่า ก็คงเป็นผู้ฝึกตนแบบที่เคยอ่านในนิยายเรื่องอื่น หรือไม่ก็... ผี?
จี้หลิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แต่ความหิวและความหนาวเหน็บผลักดันให้เธอต้องเสี่ยง
“เอาวะ เป็นไงเป็นกัน!”
คิดแล้วก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ตัวกระท่อมอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หัวใจยามนี้เต้นโครมครามด้วยความลุ้นระทึก
