3
เฉิงป๋อหยางร้องคำราม เขาเจ็บปวดคล้ายร่างกายกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ การใช้เคล็ดลับวิชา ‘เจ็ดอารมณ์ หกปรารถนา’ กำลังจะลุล่วงถึงขั้นสุดท้าย หากเกิดสิ่งเหนือความคาดหมาย เมื่อจู่ๆ ลูกธนูพุ่งเข้าใส่ร่างของจ้าวรั่วเหมยจากทางด้านหลัง และปลายที่เป็นเหล็กกล้าทะลุออกมาอยู่ด้านหน้า
ร่างกายงดงามสั่นกระตุกสองสามหน ความเจ็บปวดไม่ได้เกิดขึ้นในทันที ด้วยจ้าวรั่วเหมยชาไปทั้งร่าง กระทั่งชีวิตน้อยๆ ในครรภ์ออกแรงถีบรุนแรง พร้อมดิ้นทุรนทุราย หญิงสาวจึงกระอักเลือด
ผู้ที่ตั้งใจปลิดชีวิตจ้าวรั่วเหมยก็คือศัตรูที่ชิงชังทั้งโกรธแค้นที่นางจับจิตจับใจ
“ปีศาจทรราช และสตรีชั่วล่มเมือง พวกเจ้าช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก”
ฝ่ายนั้นส่งเสียงดังมาแต่ไกล และเตรียมยิงธนูออกมาอีกหน หากคราวนี้เฉิงป๋อหยางส่งกำลังภายในซัดฝ่ามืออีกข้างออกไป เป็นเหตุใดฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งก็คือหลี่ซือซือ และมือสังหารของนาง ต่างล้มลงกองบนพื้นราวกับร่างกายไร้กระดูก
จ้าวรั่วเหมยมองที่หน้าท้องของตน และยิ้ม รอยยิ้มของนางซีดเซียว ดวงตาเหมือนจะปลงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ด้วยหม่นแสงลงเรื่อยๆ
“คำอ้อนวอนสุดท้ายของข้าคือ ขอให้กุ่ยจื้อจื่อเป็นอมตะตลอดกาล... ส่วนข้านั้น คงสิ้นวาสนาพร้อมมารหัวขนที่ท่านเกลียดชังนับแต่นี้”
เมื่อกล่าวจบ นางจึงทรุดร่างลงช้าๆ ข้างกายเขา เป็นตอนนั้นที่เลือดไม่ได้ไหลออกแค่จากแผลที่ถูกธนูยิงทะลุร่าง หากมีบางส่วนไหลทะลักอาบต้นขานาง ชีวิตน้อยๆ กำลังจะจากไปพร้อมหญิงสาว
“อาเหมย...อย่าไปจากข้า... จ้าวรั่วเหมย... อย่าบังอาจทิ้งข้าไว้เพียงผู้เดียว”ชายหนุ่มย้ำคำพูดดังกล่าวไปมา และดวงตาเขาแดงก่ำ ร่างกายภายในปั่นป่วนอย่างหนัก
“จ้าวรั่วเหมย ร่างกายท่าน แม้แต่วิญญาณที่มี หากข้าไม่ออกคำสั่ง ก็ไปที่ใดไม่ได้ทั้งสิ้นๆ”เฉิงป๋อหยางแผดเสียงคำรามก้อง และด้วยสัญชาติญาณที่คืนกลับมา ทำให้เขาสัมผัสได้แล้วว่า ก้อนเนื้อในร่างกายของจ้าวรั่วเหมย คือสายเลือดตนที่เคยฝากฝังไว้กับนาง เป็นหนึ่งชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก ทั้งที่เขากลัวเรื่องนี้จับใจ พยายามรักษาโรคร้ายที่ติดตัวนาง และปกป้องไม่ให้อุ้มท้อง กระทั่งภายหลังรับรู้ว่าจ้าวรั่วเหมยมีชีวิตน้อยๆ ในร่างกาย ฝ่ายเขาก็ใจเดือดพล่าน และเข้าใจผิดว่า คือสายเลือดของแม่ทัพน้อยกัง สิ้นชีวิต ณ หุบเขาเมืองสือ
อึดใจต่อมา มือใหญ่ตอกหมุดจมหายเข้าไปในหน้าอกของตน จากนั้นโลกของเฉิงป๋อหยางมืดดับลง แต่ความแค้นกลับปะทุขึ้นจนถึงจุดสูงสุด และดูเหมือนว่าการมีชีวิตของเขา กำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
*************
ชาติปัจจุบัน
สายลมด้านนอกพัดกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง อากาศเย็นและแห้ง อาณาจักรต้าอันแห่งนี้ อาการมักแปรปรวนอยู่เสมอ กระนั้นก็เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่รวบเจ็ดแคว้นเข้าไว้ด้วยกัน อยู่ภายใต้การดูแลของจักรพรรดิจ้าวเพื่อไม่ให้หนานฉี หรือเหล่าพวกคนเร่ร่อนแดนเถื่อนสิบสองเผ่าเข้ามารุกราน
ในห้องลับใต้ดินที่คนนอกไม่อาจก้าวไปถึง มีแสงเงาวูบไหวไปมา พร้อมเสียงร้องโหยหวนสสับการคำรามชวนให้ขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นติดต่อกันหลายชั่วยาม ร่างแล้วร่างเล่าถูกกระทำคล้ายๆ กัน พวกเขาไม่เรียกว่าเป็นการทรมาน หากปรารถนาจะควบคุมบุรุษเหล่านี้ เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง ตามเจตนารมณ์ของจักรพรรดิจ้าว ที่รับความเชื่อจากสำนักตงปา
ห้องใต้ดิน คือสถานที่ซึ่งคนนอกไม่อาจล่วงรู้ ฝั่งหนึ่งมีศพกองอยู่ และแยกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ชวนให้สยดสยอง บางศพไร้ศีรษะ บางศพถึงมีศีรษะ แต่ยากยิ่งนักที่จำแนกได้ว่าเป็นผู้ใด และเรียกรวมๆ ก็คือ ซากเหล่านี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นองค์ชายต่างแคว้นที่ถูกส่งมาเป็นตัวประกัน พร้อมรับใช้อาณาจักรต้าอัน โดยผู้ปกครองก็คือจ้าวฉีเหริน (จักรพรรดิจ้าว)
ชั่วหนึ่งก้านธูปก่อน ร่างที่ผ่านการใช้ทั้งยากล่อมประสาท และพิษร้าย นอนอยู่บนโต๊ะกว้างขนาดใหญ่ เขาส่งเสียงหัวเราะหึๆ ราวกับเสียสติ เลือดไหลออกมาจากดวงตา และจมูก กลิ่นคาวคละคลุ้งห้องอับชื้นไปหมด คนผู้นั้นคือเฉิงป๋อหยาง ร่างกายเขามีบาดแผลทั้งเก่าและใหม่เต็มไปหมด แผลเก่าเกิดจากเหล่าองค์ชายที่มีสายเลือดของจ้าวฉีเหรินกลั่นแกล้ง แผลใหม่เป็นคำสั่งจากจักรพรรดิจ้าว เพื่อให้เฉิงป๋อหยางกลายเป็นอาวุธสังหารที่ยอดเยี่ยม
ในยามนี้ดูเหมือนว่าเฉิงป๋อหยางผ่านการทดสอบแสนสาหัส และรอดพ้นความตายได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่หมอหลวงเหวินยังประหลาดใจ พร้อมพยายามเก็บอาการเอาไว้ เนื่องจากหากแสดงพิรุธออกมา ชีวิตองค์ชายต่างแคว้นที่เหลือ ย่อมต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยต่อศาสตร์การแพทย์ที่ยังไม่มีข้อสรุปได้ว่า เขาสามารถสร้างมนุษย์ให้มีร่างกายแกร่ง และแข็งแรงราวกับเทพหรือปีศาจ
ซึ่งเรื่องราววันวานก่อนก้าวมาเหยียบอาณาจักรต้าอันของเฉิงป๋อหยาง ผู้อื่นเห็นว่า เขามีสภาพมิต่างจากองค์ชายขี้โรค ทั้งยังสมองทึบ กระทั่งอีกฝ่ายบังเอิญพบหน้าลูกศิษย์น้อยของหมอหลวงเหวิน องค์ชายตัวประกันก็คล้ายจะมีแผนการบางอย่างในใจ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับสิ่งที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่ ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เฉิงป๋อหยางคล้ายคนที่พึ่งถูกฉุดให้รอดพ้นจากขุมนรก ดวงตาเขาชั่วขณะหนึ่งที่เบิกโพลงขึ้น ก่อนจะค่อยๆ หรี่ลง เต็มไปด้วยความฉงน ไร้วี่แววความดุกร้าวอย่างที่หมอหลวงเหวินพบในขณะที่พยายามเปลี่ยนบุรุษผู้นี้ให้มือสังหารที่ไร้จิตใจ
เขาขยับริมฝีปากอยู่หลายหน หากไม่มีเสียงเล็ดลอด ทั้งมองหมอหลวงเหวินอย่างไม่วางตา
“กระหม่อมต้องป้อนน้ำแกงบำรุงเลือดให้ป๋อหยางกลิ่นมันรุนแรงสักหน่อย ขอให้ฝ่าบาท ถอยออกไปสักเล็กน้อย ”
จักรพรรดิจ้าวยักไหล่ ก่อนหมุนตัวไปอีกด้าน
ขณะที่น้ำแกงกำลังจะจ่อปากเฉิงป๋อหยาง เสียงแหบแห้งจากร่างที่บอบช้ำหนักได้ถามหมอหลวงเหวิน
“ท่านยังมีชีวิตอยู่ เป็นไปได้อย่างไรกัน”
หมอหลวงเหวินจับชีพจรเฉิงป๋อหยาง และมีความคิดมากมายวิ่งวนในหัว
“ป๋อหยาง อย่าพึ่งกล่าวสิ่งใด มิเช่นนั้นข้าจะไม่สามารถ ช่วยท่านได้อีกแล้ว”
ฝ่ายองค์ชายต่างแคว้นสับสน ทั้งปวดศีรษะราวกับมันจะระเบิด ร่างกายร้อนจัด นอกเหนือจากนั้น เขารับรู้ได้ถึงหมุดที่อยู่ตามจุดต่างๆ ในตัว ทว่าเหนืออื่นใด เฉิงป๋อหยางเชื่อว่าตนไม่ได้ฝัน เขาคืนกลับมาในช่วงเวลาก่อนที่บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ และเกิดการก่อกบฏในอาณาจักรต้าอัน คือช่วงเวลาที่เขากับสตรีแสนอ่อนหวานและน่าสงสารยังรักกันหวานชื่น ซึ่งนางก็คือจ้าวรั่วเหมย
