บทที่ 7 เตรียมถอนตัวและบุกเรือนแม่ทัพ
สองวันถัดมา ยามซื่อ บรรยากาศภายในเรือนไผ่หยกเงียบสงบลงกว่าหลายวันที่ผ่านมา ทว่าความสงบนั้นเป็นเพียงผิวน้ำที่ซ่อนเกลียวคลื่นลูกใหญ่เอาไว้เบื้องล่าง
คำประกาศกร้าวและสัมผัสกอบกุมที่ข้อมือจากเซี่ยจื่อเยวียนยังคงชัดเจนในความทรงจำ ทว่าสิ่งเหล่านั้นมิได้ทำให้เสิ่นหรูอิงล้มเลิกความตั้งใจ นางกลับยิ่งเร่งเตรียมการรื้อถอนสะพานเชื่อมสัมพันธ์ให้รวดเร็วและรัดกุมยิ่งขึ้น
ปลายนิ้วเรียวหยิบตราประทับหยกเนื้อดีอันเป็นของดูต่างหน้ามารดาออกมาจากลิ้นชักลับ ตราประทับนี้สลักลวดลายกิเลนเหยียบเมฆา เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของหอการค้าตระกูลเสิ่นฝั่งมารดา นางวางมันลงบนฝ่ามือของปี้ลู่ สาวใช้คนสนิทรับไปประคองไว้ด้วยความระมัดระวัง
"นำตราประทับชิ้นนี้ลอบออกไปทางประตูหลัง ไปที่ร้านค้าตระกูลเสิ่นเพื่อขอพบเถ้าแก่เนี๊ยสวี" เสิ่นหรูอิงเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แจ้งนางว่าข้าต้องการให้เร่งปรับปรุงเรือนซิ่งฮวาท้ายตรอกหลินอันให้พร้อมใช้งานโดยเร็วที่สุด จัดหาเวรยามที่ไว้ใจได้มาคุ้มกันให้แน่นหนา เตรียมรับการเคลื่อนย้ายสมุดบัญชีการค้าทั้งหมด"
ปี้ลู่พยักหน้ารับคำ แม้ในใจจะสงสัยว่าเหตุใดเจ้านายจึงเจาะจงเรียกหาผู้ดูแลร้านที่ห่างเหินไปนาน หากว่าท่าทีเด็ดขาดของฮูหยินเอกก็ทำให้เด็กสาวเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้และเร่งรีบออกไปจัดการตามคำสั่ง
เสิ่นหรูอิงปรายตามองแผ่นหลังของสาวใช้ที่หายลับไปพ้นประตูเรือน ชาติก่อนนางเป็นสตรีหัวอ่อนที่ถูกมารดาเลี้ยงของสามีปั่นหัวจนยอมขับไล่สวีซิ่วออกจากจวน เพียงเพราะมารดาเลี้ยงอ้างว่าสวีซิ่วยักยอกเงิน
กว่าจะล่วงรู้ว่าสตรีผู้นั้นคือข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อมารดานางมากที่สุด และเป็นผู้เดียวที่มองทะลุกลลวงของคนในจวนโหว ทุกสิ่งก็สายเกินกาล
ชาตินี้นางย่อมไม่พลาดปล่อยให้หมากตัวสำคัญหลุดมือไป เถ้าแก่เนี๊ยสวีจะเป็นแขนขานอกจวนที่ช่วยนางกอบกู้เส้นทางการค้าและถอนทุนคืนจากตระกูลเซี่ย ประสบการณ์และการอ่านคนอย่างเฉียบขาดของสตรีวัยกลางคนผู้นั้น คือเกราะกำบังชั้นดีที่นางต้องดึงกลับมาใช้งาน
เมื่ออยู่เพียงลำพัง เสิ่นหรูอิงทรุดตัวลงนั่งหลังโต๊ะเตี้ย นางฝนแท่งหมึกอย่างใจเย็น ท่วงท่าเชื่องช้าหนักแน่น ปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษเซวียนจื่อแผ่นเรียบ ถ้อยคำแต่ละตัวถูกจารึกด้วยลายมือตวัดพลิ้วไหวทว่าเด็ดเดี่ยว
หนังสือหย่าฉบับใหม่นี้มิได้มีถ้อยคำตัดพ้อถึงความรักที่สูญเปล่า หรือความเจ็บปวดจากเรือนหลัง นางไม่เสียเวลาเขียนระบายความอัปยศอดสู แต่เลือกที่จะใช้ภาษาทางการค้าที่นางถนัด
เนื้อหาในกระดาษเต็มไปด้วยการแจกแจงรายการหนี้สิน ตัวเลขสินเดิมทุกอีแปะที่ถูกฮูหยินผู้เฒ่านำไปหมุนเวียนใช้จ่าย ถูกนำมาคำนวณทบต้นทบดอกอย่างไม่ขาดเหลือ
นางระบุเงื่อนไขการตัดขาดที่รัดกุมจนไร้ช่องโหว่ทางกฎหมาย อ้างอิงตามกฎหมายราชวงศ์ว่าด้วยการคุ้มครองสินเดิมของสตรี หากมีการหย่าร้างเกิดขึ้น
ทรัพย์สินทั้งหมดต้องถูกส่งคืนตระกูลเดิมโดยไม่มีข้อแม้ และหากพบร่องรอยการยักยอก ฝ่ายชายต้องชดใช้คืนเป็นสองเท่า หรือเผชิญหน้ากับการไต่สวนที่ศาลาว่าการเมืองหลวง
นางคือคหบดีหญิง การเจรจาตัดขาดจึงต้องชัดเจนไม่ต่างจากการฉีกสัญญาร่วมค้า เซี่ยจื่อเยวียนอาจเป็นแม่ทัพที่กุมอำนาจทางการทหาร
ในยามที่บ้านเมืองขัดสน เสบียงและเงินตราต่างหากคือสายเลือดที่หล่อเลี้ยงกองทัพ นางกำลังกุมสายเลือดเส้นนั้นของเขาเอาไว้ เมื่อน้ำหมึกแห้งสนิท นางพับกระดาษแผ่นนั้นสอดเข้าไว้ในสาบเสื้อกว้าง ก่อนจะก้าวเดินออกจากเรือนไผ่หยก
จุดหมายปลายทางของนางคือเรือนหยวนจิ้ง ฐานที่มั่นส่วนตัวของแม่ทัพทักษิณ พื้นที่หวงห้ามที่นางไม่เคยกล้าเหยียบย่างเข้าไปแม้แต่ครึ่งก้าวตลอดหนึ่งปีของการแต่งงาน
ตลอดเส้นทางที่ปูด้วยแผ่นหิน ทหารยามและบ่าวไพร่ที่เดินสวนมาต่างค้อมศีรษะหลบทางให้ฮูหยินเอกอย่างนอบน้อม วีรกรรมการตบหน้าคนพาลกลางโถงโซ่วคังทำให้ทุกคนในจวนรู้ซึ้งแล้วว่า บัดนี้ผู้ใดคือผู้กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายในเรือนหลัง รอยยิ้มเยาะเย้ยและสายตาดูแคลนที่เคยมองตามหลังนางในอดีต มลายหายไปเหลือเพียงความหวาดกลัวและยำเกรง
เสิ่นหรูอิงก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม อาภรณ์สีครามเข้มพลิ้วไหวตามแรงลม ต้นฤดูเหมันต์ที่หนาวเย็นไม่อาจเทียบได้กับความเยือกเย็นในดวงตาดอกท้อของนาง
การเคารพยำเกรงของบ่าวไพร่เหล่านี้เป็นเพียงภาพสะท้อนของอำนาจที่นางแย่งชิงกลับมาได้ หาใช่ความภักดีที่แท้จริง นางตระหนักดีว่าจวนจิ้งอันโหวแห่งนี้คือบ่อหล่มที่พร้อมจะสูบกลืนผู้ที่อ่อนแอ นางจะไม่ยอมตกลงไปในบ่อหล่มนี้อีกเป็นอันขาด
หน้าห้องหนังสือลับ ฉืออิ่งในชุดองครักษ์สีดำสนิทยืนเฝ้าอยู่หน้าบานประตูไม้เนื้อแข็ง ร่างกายกำยำแผ่กลิ่นอายอันตรายของคนที่เติบโตมากับการนองเลือด เขาประสานมือคารวะเมื่อเห็นร่างอรชรก้าวเข้ามาใกล้ ท่าทีขององครักษ์หนุ่มมีความลังเลฉายชัด ปกติแล้วหน้ากั้นแห่งนี้ไม่อนุญาตให้สตรีใดล่วงล้ำ ไม่เว้นแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่า
"ฮูหยิน ท่านโหวสั่งห้ามผู้ใดรบกวนเวลาตรวจดูกิจการทหารขอรับ" ฉืออิ่งเอ่ยรายงานหน้าที่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสายตายังคงจับจ้องสตรีตรงหน้าเพื่อประเมินสถานการณ์
"ถอยไป" น้ำเสียงของเสิ่นหรูอิงเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้ผู้ใดโต้แย้ง ดวงตาเรียบเฉยมองตรงไปยังบานประตูโดยไม่นำพาต่อคำทัดทาน
"ฮูหยิน โปรดอย่าทำให้บ่าวต้องลำบากใจ กฎของค่ายทหารเข้มงวดนัก หากบ่าวปล่อยให้ท่านล่วงล้ำเข้าไป ท่านโหวอาจลงโทษตามกฎทหารได้ขอรับ" ฉืออิ่งขยับตัวขวางหน้าประตู แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับกำแพงเหล็ก
เสิ่นหรูอิงปรายตามององครักษ์หนุ่ม นางมิได้ถอยหลังหรือแสดงท่าทีหวาดหวั่น มุมปากของนางยกขึ้นน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความอบอุ่น
"ที่นี่คือจวนจิ้งอันโหว หาใช่ค่ายทหารชายแดน ข้าคือฮูหยินเอกผู้เป็นนายหญิงของจวน กฎทหารของพวกเจ้าไม่มีอำนาจบังคับใช้กับข้า" น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่าทรงอำนาจจนน่าหวั่นเกรง
"หรือเจ้าคิดจะใช้วิชาฝีมือที่ร่ำเรียนมา เพื่อขัดขวางภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ให้พบสามีของตนเองในเรือนหลัง"
วาจาเชือดเฉือนนั้นทำให้ฉืออิ่งชะงักไป สัญชาตญาณของคนที่กรำศึกมานานบอกเขาว่า สตรีตรงหน้าปราศจากความเกรงกลัวโดยสิ้นเชิง นางมองทะลุข้ออ้างของเขาและใช้อำนาจที่ชอบธรรมมาบีบบังคับ การงัดข้อกับฮูหยินผู้นี้อาจนำพาความพินาศมาสู่ตนได้รวดเร็วยิ่งกว่าฝ่าฝืนคำสั่งของผู้เป็นนาย
ฉืออิ่งสบตากับดวงตาดอกท้อที่วาวโรจน์เพียงชั่วลมหายใจ เขาก็ตัดสินใจเบี่ยงกายหลบทางให้โดยไม่กล่าววาจาขัดขวางเพิ่มเติม
เสิ่นหรูอิงยกมือขึ้นผลักบานประตูไม้เนื้อแข็งให้เปิดออก ท่วงท่าปราศจากความลังเล เบื้องหลังโต๊ะไม้จันทน์ตัวใหญ่ เซี่ยจื่อเยวียนในชุดลำลองสีเทาเข้มกำลังนั่งหลุบตามองตำราพิชัยสงครามในมือ
บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยอำนาจกดดันและกลิ่นอายของบุรุษชาติทหาร ทว่าสตรีที่เพิ่งก้าวล่วงเขตแดนเข้ามากลับสามารถยืนหยัดเผชิญหน้าได้อย่างสมศักดิ์ศรี
