บทที่ 6 คำขาดของฮูหยินเอก
ถ้อยคำของเสิ่นหรูอิงเปรียบดั่งคมดาบที่บั่นคอคนโดยไร้ร่องรอยโลหิต ฮูหยินผู้เฒ่าเบิกตากว้าง ริมฝีปากที่แต้มชาดสีแดงสดสั่นระริกจนไม่อาจเปล่งเสียงโต้แย้งออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ
สตรีที่นางเคยด่าทอว่าโง่งมและหัวอ่อน บัดนี้กลับกุมจุดตายของนางและบุตรชายคนรองเอาไว้ในมืออย่างแน่นหนา หลักฐานที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นคือใบเสร็จที่ไม่อาจหลีกหนี
"ข้าจะให้เวลาท่านสามวัน" เสิ่นหรูอิงเอ่ยต่อโดยไม่เว้นจังหวะให้นางได้ตั้งตัว น้ำเสียงของฮูหยินเอกราบเรียบทว่าสะกดคนฟังให้หวาดผวา
"นำเงินห้าหมื่นตำลึงพร้อมข้าวของทุกชิ้นที่พวกท่านขโมยไปกลับมาคืนที่คลังสมบัติเรือนตะวันออกให้ครบถ้วน หากขาดไปแม้แต่อีแปะเดียว บัญชีเล่มนี้รวมถึงตัวพ่อบ้านเฉียนจะถูกส่งไปที่ว่าการเมืองหลวงทันที
ข้าอยากรู้นักว่ามารดาเลี้ยงของแม่ทัพผู้เกรียงไกร จะมีข้อแก้ตัวประการใดเมื่อต้องขึ้นศาลรับการไต่สวน"
"เจ้าลูกอกตัญญู เจ้าคิดจะบีบคั้นมารดาให้ตายเลยหรือ" ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือขึ้นกุมหน้าอก แสร้งหอบหายใจรุนแรงราวกับคนใกล้สิ้นสติ การแสร้งป่วยคือไม้ตายเดียวที่นางคุ้นชินเมื่อถูกต้อนให้จนมุม
"ข้าดูแลจวนนี้มาหลายสิบปี เลี้ยงดูจื่อเยวียนมาจนเติบใหญ่ มีความดีความชอบต่อจวนโหว เจ้าบังอาจนำเรื่องเงินทองเพียงน้อยนิดมาทำลายชื่อเสียงของข้า จื่อเยวียนไม่มีทางปล่อยให้เจ้าล่วงเกินมารดาเช่นข้าเป็นแน่"
"ความดีความชอบของท่าน คือการสูบเลือดสูบเนื้อตระกูลเดิมของข้าเพื่อนำไปสร้างความมั่งคั่งให้บุตรชายของตนเองกระนั้นหรือ" เสิ่นหรูอิงก้าวเข้าไปใกล้อีกขั้น แววตาดอกท้อปราศจากความเห็นใจ
"มารดาเลี้ยงที่เห็นแก่ความสุขของสายเลือดตนเองจนต้องยักยอกสินเดิมของลูกสะใภ้ มีคุณธรรมอันใดให้ข้าต้องกตัญญู"
"โอ๊ย ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นลมไปแล้วเจ้าค่ะ" อนุหลิวที่นั่งกุมแก้มซีกซ้ายอยู่บนพื้นรีบคลานเข้าไปประคองร่างอวบอูมที่ร่วงหล่นลงจากตั่ง นางใช้โอกาสนี้บีบน้ำตาเรียกร้องความสนใจ หวังสร้างสถานการณ์ให้ฮูหยินเอกกลายเป็นผู้ร้ายฆาตกรรม
บ่าวไพร่ในโถงต่างแตกตื่นพากันกรูเข้ามาหมายจะช่วยเหลือ ทว่ายังไม่ทันที่ผู้ใดจะก้าวเข้ามาถึงตัว ความวุ่นวายทั้งหมดก็ถูกระงับด้วยบรรยากาศกดดันอันคุ้นเคยจากหน้าประตู
"หยุดอยู่ตรงนั้นให้หมด"
ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำทมิฬก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา บรรยากาศรอบกายเยือกเย็นและแฝงไอสังหารจาง ๆ ราวกับเพิ่งก้าวเดินออกมาจากสมรภูมิรบ เซี่ยจื่อเยวียนปรายตามองความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยสายตาคมกริบดุจเหยี่ยว
เขากลับจากค่ายทหารและยืนฟังบทสนทนาอยู่ด้านนอกได้พักใหญ่แล้ว ทุกถ้อยคำของภรรยาและมารดาเลี้ยงล้วนกระจ่างแจ้งแก่ใจ
การแก่งแย่งชิงดีในเรือนหลังคือสิ่งที่เขารังเกียจมาตลอด แต่สิ่งที่ทำให้โทสะของเขาลุกโชนในวันนี้ คือการได้รู้ว่ามารดาเลี้ยงที่พร่ำบอกเรื่องความกตัญญู แท้จริงแล้วใช้ความอ่อนแอของจวนโหวเป็นข้ออ้างในการปอกลอกภรรยาของเขา
"ท่านโหว ฮูหยินผู้เฒ่าถูกฮูหยินเอกรังแกจนหมดสติไปแล้วเจ้าค่ะ" อนุหลิวรีบชิงฟ้อง นางช้อนตามองบุรุษผู้เป็นที่พึ่งพิงด้วยสายตาเว้าวอนน่าสงสาร ทว่าสายตาดุดันที่ตวัดมองมากลับทำให้นางหนาวเยือกไปถึงกระดูกจนต้องรีบหดคอกลับและกลืนคำพูดลงคอ
เซี่ยจื่อเยวียนก้าวเดินอย่างเนิบนาบเข้ามาหยุดอยู่หน้าตั่งไม้จันทน์ เขามองร่างที่นอนหลับตาพริ้มของมารดาเลี้ยงด้วยความว่างเปล่า ปราศจากท่าทีร้อนรนดังเช่นบุตรชายที่ห่วงใยมารดา
"ท่านแม่ หากท่านยังไม่ลืมตาขึ้นมาเจรจาให้รู้เรื่อง ข้าจะให้ฉืออิ่งนำตัวน้องรองไปส่งที่ศาลาว่าการเมืองหลวงพร้อมบัญชีเล่มนั้นเดี๋ยวนี้"
ร่างอวบอูมที่แสร้งหมดสติสะดุ้งเฮือก ฮูหยินผู้เฒ่ารีบลืมตาขึ้นมาทันที อาการหอบเหนื่อยเมื่อครู่ปลิวหายไปอย่างไร้ร่องรอย นางเกาะแขนเสื้อบุตรเลี้ยงด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาฉายแววหวาดกลัวอย่างแท้จริง
"จื่อเยวียน เจ้าจะทำเช่นนั้นไม่ได้ น้องรองเป็นสายเลือดของบิดาเจ้านะ หากเขาต้องขึ้นศาล อนาคตการรับราชการของเขาย่อมจบสิ้น"
"สายเลือดที่อาศัยการขโมยสินเดิมของพี่สะใภ้เพื่อสร้างหน้าตา ย่อมไม่คู่ควรให้จวนโหวต้องปกป้อง" เซี่ยจื่อเยวียนสะบัดแขนเสื้อออกจากการเกาะกุมอย่างเย็นชา ท่าทางของเขาเด็ดขาดไร้เยื่อใย
"เรื่องพ่อบ้านเฉียน ข้าจะให้คนไปสอบสวนและริบทรัพย์สินทั้งหมดของมันมาชดใช้ให้จวน ส่วนของที่ขาดหายไป ท่านแม่ต้องนำเงินส่วนตัวและสมบัติของน้องรองมาคืนฮูหยินให้ครบภายในสามวันตามที่นางเรียกร้อง หากหามาคืนไม่ได้ ข้าจะริบเรือนของน้องรองมาขายทอดตลาดเสีย"
"เจ้าเข้าข้างนางหรือ" ฮูหยินผู้เฒ่าเบิกตากว้าง นางไม่คาดคิดว่าบุตรชายที่เคยมองข้ามปัญหาเรือนหลังมาตลอด จะออกโรงปกป้องภรรยาเอกอย่างเปิดเผย ซ้ำยังกล้าข่มขู่จะขายเรือนของน้องชายร่วมสายโลหิต
"ข้าเข้าข้างความถูกต้อง" แม่ทัพหนุ่มประกาศกร้าว เสียงของเขากังวานก้องไปทั่วโถงกว้าง
"นับจากนี้ไป ฮูหยินผู้เฒ่าสุขภาพไม่แข็งแรง ให้อยู่แต่ในโถงโซ่วคังเพื่อรักษาตัว ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้รับอนุญาต อำนาจดูแลเรือนหลังทั้งหมดส่งมอบให้ฮูหยินเอก ให้นางเป็นผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียว ผู้ใดกล้าขัดคำสั่ง ข้าจะจับมันโยนเข้าค่ายทหารชายแดน"
สิ้นคำสั่งเด็ดขาด บ่าวไพร่ต่างคุกเข่าลงรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านหรือสบตาแม่ทัพทักษิณ อนุหลิวหน้าซีดเผือด มาถึงตรงนี้นางตระหนักได้ทันทีว่ากระดานหมากในจวนเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
บัดนี้ผู้กุมอำนาจตัวจริงหาใช่มารดาเลี้ยงที่นางคอยประจบสอพลอ แต่เป็นสตรีที่เพิ่งสั่งตบหน้านางไปเมื่อครู่
เสิ่นหรูอิงยืนนิ่งสงบมองการตัดสินใจของบุรุษตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ชาติก่อนเขาไม่เคยยื่นมือเข้ามาสอดแทรก ปล่อยให้นางถูกมารดาเลี้ยงและอนุภรรยารังแกจนตรอก
นางต้องควักเนื้อตนเองเพื่ออุดรอยรั่วอย่างโดดเดี่ยว ทว่าชาตินี้เพียงนางงัดหลักฐานขึ้นมาสู้ เขากลับยืนหยัดอยู่ข้างนางและลงดาบประหารมารดาเลี้ยงอย่างง่ายดายกระนั้นหรือ
ถึงกระนั้น กำแพงน้ำแข็งในใจของนางก็มิได้ทลายลงเพียงเพราะความช่วยเหลือ บาดแผลจากอดีตสอนให้นางรู้ว่าธาตุแท้ของบุรุษในจวนโหวเชื่อถือไม่ได้
การสะสางหนี้สินเป็นเพียงก้าวแรก เป้าหมายที่แท้จริงของนางคือการถอนทุนคืนทุกอีแปะ แล้วโบยบินออกจากกรงทองแห่งนี้ต่างหาก นางไม่คิดจะเอาชีวิตไปผูกติดกับอารมณ์ของบุรุษผู้นี้อีกแล้ว
"ขอบคุณท่านโหวที่ให้ความเป็นธรรม" เสิ่นหรูอิงเอ่ยเสียงเรียบ นางค้อมศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนจะก้มลงเก็บสมุดบัญชีและหลักฐานบนพื้นขึ้นมาถือไว้ ปฏิเสธการทวงบุญคุณล่วงหน้าอย่างแนบเนียน
"เมื่อท่านรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ ข้าก็หมดธุระแล้ว ขอตัว"
นางหมุนตัวเตรียมก้าวออกจากโถงโซ่วคัง ทว่าเพิ่งขยับเท้าได้เพียงครึ่งก้าว ฝ่ามือหนาที่เต็มไปด้วยรอยหยาบกร้านจากการจับดาบก็เอื้อมมาคว้าข้อมือบางของนางเอาไว้แน่น
สัมผัสร้อนผ่าวทะลุผ่านเนื้อผ้าแพร เสิ่นหรูอิงชะงักค้าง นางตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างออกไปเพียงคืบ ไอสังหารและบรรยากาศเยือกเย็นรอบกายของแม่ทัพหนุ่มลดทอนลงเมื่อเขาหันมาเผชิญหน้ากับนาง
แววตาที่เคยมองนางเป็นเพียงสตรีจัดการเรือนหลัง บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่ยากจะคาดเดา เหลือเพียงความหนักแน่นที่แฝงความหวงแหนอย่างเงียบงัน
"เรื่องเงินจวนโหวจะเป็นผู้ชดใช้ให้เจ้าเอง" น้ำเสียงของเซี่ยจื่อเยวียนทุ้มต่ำและทรงอำนาจ เขากระชับฝ่ามือที่กอบกุมข้อมือนางให้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าสตรีตรงหน้าจะสลายกลายเป็นควัน
"แต่เรื่องหนังสือหย่า ข้าไม่อนุญาต"
