บทที่ 3 ทวงกุญแจเปิดคลังตะวันออก
ปลายยามเว่ย
ความวุ่นวายบริเวณลานหน้าเรือนไผ่หยกเพิ่งจะสงบลง เสิ่นหรูอิงมิได้อยู่รั้งรอคำตอบรับหรือคำปฏิเสธจากเซี่ยจื่อเยวียน นางหมุนตัวเดินนำสาวใช้คนสนิทมุ่งหน้าไปยังเรือนตะวันออกทันที
ในมือเรียวบางกำพวงกุญแจทองเหลืองที่หยิบมาจากกล่องไม้จันทน์แดงเอาไว้ แผ่นหลังของนางยังคงเหยียดตรงและเย่อหยิ่งเช่นเดิม ตลอดเส้นทางที่ทอดยาวผ่านระเบียงทางเดิน บ่าวไพร่ที่เดินสวนมาต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดหลังจากเห็นสภาพปางตายของกัวมามา
เสิ่นหรูอิงก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามั่นคง ในหัวของนางกำลังคำนวณตัวเลขบัญชีและรายการสินเดิมกว่าร้อยหน้ากระดาษที่จำได้ขึ้นใจ
ชาติก่อนนางหลับหูหลับตามอบอำนาจจัดการดูแลเรือนหลังให้ฮูหยินผู้เฒ่า ด้วยหวังจะซื้อใจมารดาเลี้ยงของสามี สินเดิมที่บิดามารดามอบให้จึงถูกลอบขนย้ายออกไปอย่างแนบเนียน กว่านางจะรู้ตัวว่าคลังสมบัติกลายเป็นเพียงห้องว่างเปล่า ก็เป็นตอนที่ล้มป่วยและไร้หนทางต่อรอง
บริเวณลานหินหน้าคลังสมบัติเรือนตะวันออกเงียบสงัด ไร้ซึ่งเวรยามเฝ้าประตูอย่างที่ควรจะเป็น นี่คือหลักฐานชั้นดีที่บ่งบอกว่าผู้ดูแลจวนจงใจละเลยหน้าที่และเปิดช่องโหว่ให้คนในขโมยของได้อย่างสะดวก
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำทมิฬเร้นกายอยู่เบื้องหลังต้นหลิวใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุม เซี่ยจื่อเยวียนลอบมองสตรีในชุดเสื้อคลุมสีครามที่กำลังก้าวขึ้นบันไดหินด้วยแววตาเคลือบแคลง
เขายอมรับว่าคำขอหย่าที่หลุดออกจากปากนางเมื่อครู่ทำให้เขาประหลาดใจ ทว่าสิ่งที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคือท่าทีเด็ดขาดและแววตาไร้เยื่อใยที่ราวกับแปรเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
สตรีที่มักจะก้มหน้าซ่อนน้ำตาและอดทนต่อคำครหา บัดนี้กลับกล้าสั่งโบยบ่าวคนสนิทของมารดาเลี้ยงเขาอย่างไม่ไว้หน้า ซ้ำยังกล้าเดินหันหลังให้เขาราวกับว่าตัวเขาไร้ซึ่งความหมาย
ปี้ลู่รับพวงกุญแจจากผู้เป็นนายไปไขแม่กุญแจเหล็กกล้าที่คล้องบานประตูคลังสมบัติ เสียงปลดแม่กุญแจดังสะท้อนความเงียบ บานประตูไม้เนื้อแข็งสลักลายถูกผลักออกช้า ๆ เสิ่นหรูอิงก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปเบื้องใน ท่วงท่าการเดินของนางเชื่องช้าเต็มไปด้วยการจดจ่อประเมินสถานการณ์
ภายในคลังสมบัติกว้างขวาง หีบไม้จันทน์แดงและลังไม้บุทองเหลืองเรียงรายซ้อนกันเป็นระเบียบ มองจากภายนอกล้วนดูสมบูรณ์ไร้ที่ติ
เมื่อเสิ่นหรูอิงเดินไล่สายตาไปตามมุมต่าง ๆ นางกลับพบร่องรอยการขยับเขยื้อนที่ผิดสังเกต นางหยุดยืนหน้าหีบใบหนึ่งที่เคยบรรจุผ้าไหมซูโจวเนื้อดี ปลายนิ้วเรียวเกี่ยวตะขอสลักเปิดฝาหีบออก
ความว่างเปล่าคือสิ่งเดียวที่ปรากฏแก่สายตา
เสิ่นหรูอิงมิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก นางก้าวไปเปิดกล่องไม้สลักลายที่ใช้เก็บเครื่องประดับทองคำและหยกเนื้อดี ภายในกลับถูกยัดไส้ไว้ด้วยหินทับกระดาษและเศษผ้าเก่า ๆ เพื่อลวงน้ำหนัก
นางขยับไปเปิดหีบใบที่สามและสี่ซึ่งเคยบรรจุเครื่องเคลือบและของล้ำค่า สภาพภายในล้วนไม่ต่างกัน
สินเดิมกว่าสิบหีบที่บิดามารดามอบให้ บัดนี้เหลือเพียงเปลือกนอกกลวงโบ๋ ของมีค่ากว่าครึ่งอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย นี่คือสิ่งที่นางคาดเดาเอาไว้แล้ว
ชาตินี้นางหวนกลับมาในช่วงเวลาที่รอยรั่วเพิ่งจะเริ่มขยายวงกว้าง หลักฐานการยักยอกจึงยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้สืบสาว
"ฮูหยิน นี่มันเรื่องอันใดกันเจ้าคะ" ปี้ลู่ชะโงกหน้ามองลงไปในหีบเปล่า ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
"สินเดิมของท่านหายไปที่ใดหมด กุญแจคลังอยู่ที่ท่านตลอดเวลา พวกมันลอบเข้ามาขโมยได้อย่างไรกัน"
"ถูกปลวกมอดในจวนโหวแทะเล็มไปจนหมดสิ้นแล้วกระมัง" เสิ่นหรูอิงเอ่ยเสียงเรียบ นางปัดฝุ่นที่ปลายนิ้วออกอย่างเชื่องช้า
"กุญแจมีเพียงดอกเดียว แต่แม่กุญแจสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ พ่อบ้านเฉียนเป็นผู้ดูแลการจัดซื้อในจวน การแอบสับเปลี่ยนแม่กุญแจและติดสินบนเวรยามเพื่อลอบขนย้ายของในยามวิกาล ย่อมทำได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ"
"บ่าวจะไปแจ้งทางการเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ" ปี้ลู่กำหมัดด้วยความโกรธแค้น
"ยังไม่ต้อง" เสิ่นหรูอิงยกมือขึ้นปราม
"หากไปแจ้งทางการตอนนี้ พ่อบ้านเฉียนย่อมมีเวลาทำลายหลักฐานบัญชีผีและปัดความผิดให้บ่าวชั้นผู้น้อย ไปตามพ่อบ้านเฉียนมาพบข้า บรรดาบ่าวยามที่รับหน้าที่เฝ้าหน้าคลังสมบัตินี้ก็นำตัวมาให้หมด หากผู้ใดอิดออดก็บอกไปว่าข้าจะส่งเรื่องให้ศาลาว่าการเมืองหลวงมาเชิญตัวพวกมันไปเอง"
ปี้ลู่รับคำสั่งแล้วรีบหมุนตัววิ่งออกไปจากคลังสมบัติทันที
ภายนอกคลัง เซี่ยจื่อเยวียนที่เร้นกายอยู่หลังต้นหลิวได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นอย่างชัดเจน คิ้วกระบี่พาดเฉียงขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปม เขาเป็นแม่ทัพที่กรำศึกอยู่ชายแดนมาตลอด ไม่เคยล่วงรู้เลยว่าบัญชีเรือนหลังของจวนโหวจะฟอนเฟะถึงเพียงนี้
ความเชื่อมโยงบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว กลิ่นธูปราคาแพงที่อบอวลในโถงโซ่วคังของมารดาเลี้ยง เสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดีของน้องชายคนรองที่ผลัดเปลี่ยนไม่ซ้ำวัน
ทุกสิ่งที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงการใช้จ่ายตามปกติ บัดนี้กลับมีคำตอบที่ชัดเจนวางอยู่ตรงหน้า รอยรั่วของจวนโหวถูกอุดด้วยสินเดิมของสตรีที่เขาทอดทิ้ง
บุรุษหนุ่มหรี่ตาลง มองทะลุบานประตูที่เปิดแง้มเข้าไปยังร่างอรชรที่กำลังยืนพิงหีบไม้จันทน์แดง ท่ามกลางสมบัติที่หายไปกว่าครึ่ง สตรีผู้นั้นกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง มุมปากของนางยกขึ้นน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ดูอันตรายอย่างยิ่ง
เขารู้สึกได้ทันทีว่ากระดานหมากในจวนจิ้งอันโหวแห่งนี้กำลังถูกสตรีที่เขาเคยมองข้ามจับพลิกคว่ำเสียแล้ว
