Chapter 5 เจ้าของกลิ่น
ใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง กว่าจะทำแต่ละห้องเสร็จ หลังจากที่ตัดสินใจเลือกฝั่งได้แล้ว หนูยิ้มก็เข้ามาทำความสะอาดห้องแรกในทันที เหมือนว่ามันสะอาดมากอยู่แล้วด้วยซ้ำ ไม่เหมือนคำที่หัวหน้าแม่บ้านพูดบอกเขาก่อนขึ้นมาเลย ที่ว่าฝุ่นมันจะเยอะกว่าที่อื่นหน่อย
“รีบทำเถอะหนูยิ้ม จะได้ไปทำห้องอื่น” ตอนอยู่คนเดียว หนูยิ้มมักเรียกชื่อเต็มของตัวเองเสมอ ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มจะไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเรื่องชื่อ แต่เขาก็ชอบชื่อนี้มาก ๆ เพราะมันเป็นชื่อที่แม่ของเขาตั้งใจตั้งให้ตั้งแต่เกิด
ใช้เวลาหลังจากนั้นไม่ถึงยี่สิบนาทีในการทำความสะอาดห้องที่ยืนอยู่ในตอนนี้ ได้เวลาไปอีกห้องก็จะได้พักเที่ยง งานของหนูยิ้มยังไม่ถึงครึ่งดีด้วยซ้ำ เหลือเพียงอีกห้องเดียวก็จะครึ่งของงานที่ได้รับมอบหมาย ช่วงบ่ายก็ค่อยมาจัดการอีกครึ่งที่เหลือ
“จะได้พักแล้ว” ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนงานแบบเรา ต่างโหยหาเวลาพักและเวลาเลิกงานมากแค่ไหน สองมือเล็กถือหยิบเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดพะรุงพะรังเพื่อย้ายไปทำความสะอาดห้องถัดไป
ประตูบานที่เดินมาหยุดอยู่ มันใหญ่มากกว่าทุกห้อง ขนาดห้องอื่นประตูไม่ใหญ่เท่าบานนี้ ห้องด้านในยังใหญ่โตมากแล้วห้องนี้ประตูก็ใหญ่มากขนาดนี้ หนูยิ้มเริ่มลังเลว่าจะเก็บห้องนี้ไว้ตอนบ่ายดีไหม
“แต่ก็หอบของมาตรงนี้หมดแล้วนี่” แค่คิดว่าจะขนของทั้งหมดนี่เดินไปที่ห้องอื่นก็เหนื่อยเอาเฉย ๆ แล้ว หนูยิ้มตัดสินใจเดินเข้าใกล้ประตูห้องนั้นมากขึ้น ก่อนมือเล็กจะยื่นจับดันประตูบานนั้นเข้าไปทั้งมือทั้งสองข้างยังเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำความสะอาดมากมาย
“...หนาวจัง ที่นี่มีคนอยู่เหรอ?” หนูยิ้มวูบไหวรู้สึกประหม่าขึ้นเฉย ๆ ความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เปิดไว้ มันเย็นมากจนขนแขนลุก คนตัวเล็กวางอุปกรณ์ทำความสะอาดไว้กับพื้นห้องและรีบยกมือขึ้นถูแขนทั้งสองข้างของตัวเองอย่างเร็วหวังสร้างความอุ่นจาง ๆ
“ต้องเป็นคนหรือหมีขั้วโลกเหนือกันแน่ ที่อยู่ในห้องเย็นมากขนาดนี้ได้” คนตัวเล็กบ่นพึมพำอยู่คนเดียว โดยไม่ได้สังเกตคนที่อยู่ร่วมห้องกับตน เจ้าของห้องมองหนูยิ้มที่ยืนหันหลังให้ด้วยสายตาดุร้ายของหมาป่าแต่กลับยากเดาความคิด
“นายเป็นใคร?” เสียงนิ่งติดแหบตามประสาคนที่เพิ่งตื่น ชายหนุ่มร่างสูงเปลือยท่อนบนมีเพียงผ้าเช็ดตัวที่พันรอบเอวอยู่รอมร่อ เกล็ดน้ำใสเป็นประกายอยู่รอบตัวเขาเต็มไปหมด ไม่พ้นกรอบหน้าหล่อคมได้รูปตรงนั้น
“ปะ...เป็นพ่อบ้านครับ” ทั้งคู่หันมาสบตากันอย่างจัง ความไร้เดียงสาของหนูยิ้มทำเอาเจ้าตัวตอบเขาไปตรง ๆ ถึงแม้ว่าคำถามก่อนหน้าจะไม่ได้ต้องการคำตอบนี้จากคนตัวเล็ก หัวใจก้อนเล็กของหนูยิ้มสั่นระริกกับภาพที่เห็น เขาเป็นใคร เจ้าของห้องแน่ ๆ
“ใครใช้ให้นายเข้ามาที่นี่” เสียงนิ่งเฉยของเขายังไม่เลิกถาม ทั้งคู่กรณีของตัวเองกำลังสั่นเป็นลูกไก่ตกน้ำอยู่ตรงหน้าประตู เขาเดินออกจากห้องน้ำที่เพิ่งออกมามากขึ้น จนถึงเตียงนอนของตัวเอง
“ขะ...ขอโทษครับ ที่ไม่ได้เคาะก่อนเข้ามา” ความรีบร้อนทำให้หนูยิ้มต้องตอบส่ง ๆ ไปก่อน สายตาของเขาที่มองมามันน่ากลัวจนมีอยู่หลายครั้งที่คนตัวเล็กไม่กล้าที่จะสบตาเขาเลยแม้แต่นิด
“ฉันถามว่า ใครบอกให้นายเข้ามา!” น้ำเสียงกระแทกกระทั้นของเขาดังขึ้นลั่นห้องจนร่างบางสะดุ้งโหยงได้ไม่ยาก นานแค่ไหนแล้วที่หนูยิ้มไม่ได้โดนตะคอกใส่
“น้ายุพิน เอ่อ...หัวหน้าแม่บ้านครับ” หนูยิ้มไม่แน่ใจว่าถ้าพูดอะไรไปแล้วน้ายุพินจะมีปัญหากับเขาด้วยหรือเปล่า แต่ความซื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็พูดไปหมดแล้วเพราะความกลัว
“เธอบอกให้นายขึ้นมา?”
“คะ...ครับ” คำตอบของเด็กหนุ่มทำเอาคชาขมวดคิ้วขึ้น หัวหน้าแม่บ้านรู้ดีว่าเขาเป็นยังไง แต่ทำไมถึงยังกล้าส่งพ่อบ้านคนนี้ขึ้นมาทำความสะอาดห้องนอนของเขาอีก
แต่เอาเถอะ ถึงแม้จะรู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่พ่อบ้านของที่นี่ตั้งแต่แรกและรู้ดีว่าน่าจะเป็นพ่อบ้านคนใหม่ที่หัวหน้าแม่บ้านพูดบอกเมื่อคืน เขาจะลองเงียบและไม่พูดอะไร
“ก็ทำไป” ว่าจบร่างสูงของคชาก็หมุนกลับออกไปมองทางหน้าต่างกระจกใสข้างเตียงนอนแทน ทำเอาคนตัวเล็กตรงหน้าประตูโล่งใจมาได้หน่อย คิดว่าเขาจะดุหรือต่อว่าตนมากกว่านี้เสียอีก
“เดี๋ยวคุณคชาใช้ห้องไปก่อนก็ได้ครับ ผะ...ผมจะไปทำห้องอื่นก่อน หลังจากที่คุณคชาออกไปแล้ว ผมค่อยกลับมาทำห้องนี้ก็ได้”
“นายคิดว่าห้องฉันมันเข้าออกได้ง่ายมากขนาดนั้นเลยหรือไง” เสียงนิ่งไม่เปลี่ยนของเขาพูดขึ้น แผ่นหลังกว้างยังคงอยู่ในมุมสายตาเดิมไม่ได้หันกลับมามองคู่สนทนาอย่างหนูยิ้มแม้แต่ปรายตา
“เข้าใจแล้วครับ...” หนูยิ้มยอมตัดใจเรื่องที่จะชิ่งหนี การที่เขาพูดแบบนั้น ถ้าคนตัวเล็กออกมาจากห้องตอนนี้ เจ้านายคงไม่พอใจมากแน่ ๆ ทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้าทำความสะอาดห้องนี้ให้เสร็จเร็วที่สุดเป็นพอ
“...!” ทุกการกระทำของคชาที่ขยับตัว หนูยิ้มก็สะดุ้งกับมันทุกครั้ง เขาน่ากลัว ทั้งสีหน้า น้ำเสียง และท่าทางอย่างที่หัวหน้าแม่บ้านบอก จนคนที่อยู่ด้วยกันเพียงลำพังสองคนในห้องนี้อดกลัวเขาไม่ได้จริง ๆ
ถึงแม้ความจริงแล้วร่างสูงของเขาจะยกมือหนาข้างที่ว่างหยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กที่พาดไหล่ขึ้นเช็ดเส้นผมเปียกของตัวเองเท่านั้น
“...” มันน่าแปลกที่อีกคนเข้ามาทำความสะอาดห้องของเขาแต่กลับไม่มีเสียงอะไรลอดออกมาให้ได้ยินเลย เพราะหนูยิ้มจำคำพูดของคุณหัวหน้าแม่บ้านได้เป็นอย่างดีว่าห้ามส่งเสียงดังรบกวนเจ้านาย
ไม่นานปลายจมูกโด่งได้รูปบนใบหน้าหล่อคมของคชาก็กระตุกไหวขึ้น เมื่อหมาป่าจ่าฝูงอย่างเขาได้กลิ่นอึดอัดนั่นอีกแล้ว เป็นอย่างที่เขาสงสัย กลิ่นเมื่อคืนเป็นกลิ่นของพ่อบ้านคนใหม่คนนี้จริง ๆ
“รีบทำซะ จะได้รีบไป” เขาพูดขึ้นบอกอย่างยากลำบากพอ ๆ กับการควบคุมร่างกายของตัวเอง เขากำลังท้าทายมัน
“ครับ” เสียงใสของเด็กหนุ่มพูดตอบแต่เป็นดั่งตัวกระตุ้นให้ความดิบเถื่อนในสิ่งที่เขาเป็นอย่างมาก นานแค่ไหนแล้วที่คชาพยายามปลีกตัวเองออกจากกลุ่มโอเมก้าชั้นล่าง เขาเลยอยากรู้ว่ามันจะแค่ไหนกัน พ่อของเขาที่เป็นอดีตอัลฟ่าถึงควบคุมตัวเองไม่อยู่มากขนาดนั้น ขาดสติจนฉุดโอเมก้าที่ไหนไม่รู้มาร่วมเตียง จนแม่ของเขารู้ความจริงขั้นตรอมใจและจากไป
“ไอ้ยิ้ม! เอ็งกลับมาทำไม?” น้ำเสียงตื่นตระหนกของเพียงเพ็ญพูดขึ้นถามหลานชายของตัวเอง ที่ตอนนี้กำลังถือกระเป๋าอยู่เต็มสองมือ
“ยิ้มไม่รู้ น้ายุพินบอกยิ้มแค่ว่า คุณคชาไล่ยิ้มออกแล้ว” เด็กหนุ่มพูดบอกตาใส ไม่มีท่าทีโกหกอะไรออกมา ภายในใจตอนนี้มันอื้ออึงอยู่ ไม่รู้ว่าจะต้องร้องไห้ออกมาดีไหม เพราะทุกอย่างตอนนี้มันเร็วไปหมดจนยากที่จะปรับอารมณ์ของตัวเองตาม
