ทาสรักคชา

112.0K · จบแล้ว
1037
42
บท
637
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เพราะเกลียดจนไม่คิดว่าจะรักได้ สุดท้ายอัลฟ่าจ่าฝูงก็ทำได้แค่เตรียมตัวหอน

นิยายรักโรแมนติกนิยายรักนิยายYaoiนิยายปัจจุบันมาเฟีย18+

Chapter 1 การก้าวเข้ามา

“เข้ามาอยู่ที่นี่ เห็นอะไรก็ไม่ต้องพูดให้มากความ” เสียงออกดุของเพียงเพ็ญ ญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เขาเหลืออยู่พูดขึ้นบอก วันนี้คนตัวเล็กเดินทางมาจากต่างจังหวัดเข้าเมืองกรุงเป็นครั้งแรก หลังจากผู้ที่มีศักดิ์เป็นย่าได้จากโลกนี้ไปได้ไม่นาน

เธอรับหลานชายมาดูแลต่อเพราะตอนนี้ก็ไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีกแล้ว นอกจากเธอเพียงคนเดียว

“โน่น คุณท่าน เจ้านายใหญ่ของบ้าน ไปเคารพท่านซะ” เพียงเพ็ญ เป็นหัวหน้าแม่บ้านของที่นี่ เธอทำงานอยู่บ้านหลังนี้มานานร่วมสิบปี วันนี้เลยอยากจะฝากหลานชายอายุ 18 ปีบริบูรณ์หมาด ๆ เมื่อวานเข้าทำงานที่นี่ด้วยเหมือนกัน

“คุณท่านใจดีไหมครับป้า” เสียงใสของเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มพูดถามอย่างลังเลใจ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวคน ชอบประหม่าอยู่หลายครั้งกับสายตาของคนที่มองมา

“คุณท่านเป็นคนใจดี มีลูกชายคนหนึ่ง แต่อยู่บ้านอีกหลังแล้วเอ็งก็น่าจะได้ย้ายไปอยู่ที่โน่น เพราะที่นี่คนเต็มแล้ว” เพียงเพ็ญพูดบอกหลานชายไปตามความจริงว่าเขาจะไม่ได้อยู่ร่วมกันกับเธอ และนี่จะเป็นบททดสอบครั้งใหม่ของชีวิต เวลาที่เธอเป็นอะไรไปแล้ว หลานชายคนนี้ของเธอจะต้องพึ่งพาตัวเองได้อย่างแน่นอน

“ขออยู่กับป้าไม่ได้เหรอครับ” สีหน้าของเด็กหนุ่มไม่ได้ดูดีมากนักเมื่อรู้ความจริง จากที่ประหม่าในใจอยู่แล้วก็ประหม่ามากกว่าเดิม

“ไม่ได้ เอ็งต้องโตได้แล้วนะ ถ้าไม่มีป้า เอ็งจะได้ใช้ชีวิตบนโลกนี้ต่อได้ มันอาจจะไม่ได้ใจดีกับเอ็งไปเสียทุกอย่าง แต่เอ็งจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้แน่นอน” เพียงเพ็ญพูดบอกในรอบสุดท้าย ก่อนเดินพาหลานชายเพียงคนเดียวของเธอเข้าไปหาคุณท่านของบ้านที่วันนี้อยู่บ้านพอดี

คุณท่านไม่มีภรรยา ภรรยาของท่านเสียไปตั้งแต่หลายปีก่อน ส่วนลูกชายที่เหมือนจะเหลืออยู่ก็ไม่ค่อยที่จะลงรอยกันเท่าไร พวกเขาทั้งคู่เลยแยกบ้านกันอยู่มาสักพักใหญ่แล้ว นั่นคืออีกหนึ่งอย่างที่เพียงเพ็ญเล่าให้หลานชายฟังระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินเข้าหาคุณท่าน เพื่อจะได้วางตัวให้ถูก

“ขออนุญาตค่ะคุณท่าน หลานชายของดิฉันเดินทางมาถึงแล้วค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านคลานเข่าเข้าไปใกล้คุณท่านเมื่อถึงระยะที่ใกล้มากพอ ก่อนนั่งลงในท่าพับเพียบอย่างเป็นงานพร้อมกับเด็กหนุ่มหน้าใสที่ถึงแม้จะยังแต่งตัวไม่ได้ดูดีมากเท่าไร แต่ก็จัดว่าเป็นคนที่น่ารักเอาเรื่อง

“เหรอ ดี ๆ เดินทางเพิ่งถึงเลยใช่ไหม?” เสียงเป็นมิตรของชายวัยห้าสิบต้น ๆ เอ่ยถามต่อ กันต์ธีวางแก้วกาแฟในมือลงก่อนหันมาให้ความสนใจหัวหน้าแม่บ้านและหลานชายที่เพิ่งเข้ามาใหม่

“ใช่ค่ะ ยังไม่ทันได้ทำอะไรกะจะเข้ามาพบคุณท่านก่อน”

“โอเค เธอก็แจ้งรายละเอียดงานกับหลานชายเองแล้วกันนะ ที่เหลือฉันปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเธอเลยแล้วกัน แล้วชื่ออะไรล่ะเรา?” ในประโยคแรกกันต์ธีพูดบอกหัวหน้าแม่บ้านก่อนที่จะหันไปถามเด็กหนุ่มที่นั่งนิ่งเกร็งตัวอยู่ด้านหลังบ้าง เพียงเพ็ญสะกิดหลานชายที่เอาแต่นั่งประหม่า

“สวัสดีครับ ผมชื่อยิ้มครับ” สองมือเล็กยกขึ้นพนมไหว้ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่บนโซฟาหรู สายตาของกันต์ธีที่มองมายังเด็กหนุ่มมีเพียงความเอ็นดูเท่านั้น เข้าใจดีว่าเพิ่งออกมาโลกภายนอกครั้งแรก เขาเลยไม่อยากที่จะถือสาอะไร อายุของเขาก็ปูนนี้แล้ว เอาเวลาไปถือตัวเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้

“ชื่อยิ้ม แค่ยิ้มอย่างงั้นเหรอ?”

“ความจริงชื่อเล่นทั้งหมดคือหนูยิ้มครับ แต่ว่าเรียกยิ้มเฉย ๆ น่าจะดีกว่า” หนูยิ้มพูดตอบกลับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะให้กันต์ธีได้เป็นอย่างมาก

“ชื่อน่ารักดีนะฉันว่า แต่เธอไม่ค่อยจะยิ้มตามชื่อ” คุณท่านพูดบอกก่อนยกเอาแก้วกาแฟแก้วเดิมที่วางลงก่อนหน้าขึ้นมาดื่มต่อ

“ขอบคุณครับที่ชมว่าชื่อผมน่ารัก...”

“เธอจะพูดอะไรต่องั้นเหรอ?” หนูยิ้มเงียบไปเพราะไม่กล้าที่จะพูดตอบ กลัวว่ามันจะดูไม่ใช่เรื่องเกินไปหรือเปล่า

“เพราะว่าเมื่อก่อนคนอื่นชอบบอกว่าชื่อของยิ้มมันเหมือนลูกคุณหนูน่ะค่ะคุณท่าน ทั้งที่ก็เป็นเพียงลูกชาวนาเท่านั้น หลังจากนั้นยิ้มมันก็ไม่กล้าบอกใครอีกเลยถึงชื่อเต็ม” จนต้องเป็นเพียงเพ็ญที่พูดบอกแทน ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนเจ้านายเอ็ดทั้งคู่หากทิ้งช่วงไปนาน

“คนพวกนั้นมากกว่าที่ไร้ค่า ชื่อของเธอน่ารักแล้ว อย่าไปให้ค่าคนที่ไม่มีค่า เข้าใจหรือเปล่าหนูยิ้ม” คุณท่านของป้าเป็นคนใจดีอย่างที่เธอบอก หนูยิ้มเริ่มดีใจและฉีกยิ้มมาบ้างแล้วกับคำพูดของผู้ใหญ่คนนี้

“เข้าใจครับคุณท่าน” ไม่เคยมีใครให้ท้ายหรือเสริมความมั่นใจให้เขาแบบนี้มาก่อน มันเลยรู้สึกดีอย่างอธิบายไม่ถูก เฝ้านึกเพียงในใจว่าลูกชายของคุณท่านนั่นแหละที่ไม่รักดี คุณท่านใจดีมากขนาดนี้ ทำไมถึงยังไม่ลงรอยกับพ่อของตัวเองอีก

“คุณท่านจะให้คนพายิ้มมันไปที่บ้านโน้นเลยไหมคะ?” เพียงเพ็ญเอ่ยถามคุณท่านของเธออีกครั้ง

“สอนงานอยู่ที่นี่ก่อนแล้วกัน จะได้ไม่ประหม่ามาก สักสองสามวันค่อยให้คนที่บ้านนี้พาไป” ทั้งหมดพูดคุยกันต่อเท่านั้นก่อนที่เพียงเพ็ญจะพาหลานชายออกจากห้องรับแขกที่เพิ่งเข้าไปไม่นานกลับห้องพักแม่บ้านของเธอเอง

“ยกของมาหมดแล้วใช่ไหมยิ้ม” เพียงเพ็ญพูดถามพร้อมกับช่วยหลานชายหอบกระเป๋าเสื้อผ้าที่ขนมาจำนวนมากเข้าห้องพัก

“เอ็งก็จะขนอะไรมาเยอะขนาดนี้ก็ไม่รู้ ใส่จริง ๆ คงมีไม่กี่ตัว เพราะเวลางานจะมีชุดเฉพาะให้สวม”

“ก็ยิ้มไม่รู้นี่ครับป้า ที่โน่นไม่เหลือใครแล้ว ยิ้มก็เลยขนมาเกือบทั้งหมดเลย” เด็กหนุ่มตอบหน้าตาใสเป็นประกายไม่มีท่าทีโกหกและตั้งใจเล่นตลกอะไรด้วยซ้ำ

พรึ่บ!

กระเป๋าหลายใบถูกวางลงกับพื้นห้องอย่างแรงเพราะความหนักและเหนื่อยที่ถือขนกันมาหลายนาทีกว่าจะถึงห้อง

“เอา เลือกเฉพาะของที่จะใช้ตอนอยู่ที่นี่สองสามวันพอ เวลาย้ายจะได้ไม่วุ่นวายมาก” เพียงเพ็ญพูดบอกพลางทิ้งตัวนั่งลงกับที่นอนไซซ์เล็กของตัวเอง

“ยิ้มต้องไปจริง ๆ เหรอครับ” สีหน้าอ้อนวอนของเด็กหนุ่มมันทำให้เธอเห็นใจได้ไม่ยาก แต่ยังไงเธอก็ขัดคำสั่งของคุณท่านไม่ได้อยู่ดี อย่างน้อยก็ให้อยู่กับเจ้านายคนเดียวกัน ดีกว่าต้องปล่อยให้หนูยิ้มต้องไปเร่ร่อนหาเงิน หางานทำเอง ไม่อย่างนั้นเธอเป็นห่วงหนักกว่าเดิมแน่

“เอาเถอะ ทำ ๆ ไปก่อน ถ้าที่นี่มีคนว่างหรือลาออกเมื่อไหร่ ป้าจะรีบขอคุณท่านเอาเอ็งกลับมาบ้านหลังนี้ทันที โอเคไหม?” เพียงเพ็ญยังพูดบอกหอบ ๆ เธอเองก็อายุมากแล้ว ขนของหนักมากขนาดนี้ก็จำต้องใช้เวลาสักพักเพื่อทำให้ตัวเองหายเหนื่อย

“ก็ได้ครับ ยิ้มจะทำตามที่ป้าบอก”

ก่อนที่เพียงเพ็ญจะเดินออกจากห้องก็บอกเด็กหนุ่มไว้แล้วว่าวันนี้ยังไม่ต้องเริ่มงานก็ได้ ไปเดินดูสถานที่รอบบ้านและทำความรู้จักกับคนอื่นไปก่อน ตอนนี้ก็เย็นแล้ว เริ่มงานอีกทีพรุ่งนี้แล้วกัน

“ที่นี่มีคนงานทั้งหมดเท่าไหร่เหรอครับป้า?” หนูยิ้มพูดขึ้นถามระหว่างที่กำลังเดินไปตามทางที่เพียงเพ็ญพาไป

“บอดีการ์ดของคุณท่านหลักร้อยแล้วก็แม่บ้านอีกสิบกว่าคน” เพียงเพ็ญพูดบอกหลานชาย

“ที่นี่คนเยอะมากเลยนะครับ คุณท่านนี่เขาทำงานอะไรกันเหรอครับ?” เป็นคำถามที่ไม่ได้คิดมาเป็นอย่างดี หนูยิ้มเพียงอยากรู้เลยถามออกมาเท่านั้นเพราะคิดว่าคงไม่เป็นอะไร อีกอย่างคนที่เขาถามก็เป็นป้าของตัวเองด้วยแล้ว

“รู้แค่ว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อทำงานก็พอ ไม่ต้องสอดรู้สอดเห็นเรื่องอื่น ถึงแม้ว่าจะเห็นอะไรก็ต้องทำเป็นไม่เห็น ไปบ้านโน้นก็ต้องคิดแบบนี้เหมือนกัน อาจจะมากกว่าที่นี่ด้วยซ้ำ จำให้ขึ้นใจเลยนะเอ็ง” เพียงเพ็ญเสียงนิ่งขึ้นกับการพูดบอกหนูยิ้มในครั้งนี้

เธอกลัวว่าหลานชายจะเป็นเหมือนแม่บ้านคนก่อน ๆ ที่รู้เห็นอะไรแล้วไม่เงียบปาก โดนสั่งเก็บแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย เพียงเพ็ญไม่อยากให้หนูยิ้มต้องเป็นอย่างนั้น เพราะแม้แต่เธอเองก็คงจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้

“ครับป้า ยิ้มจะจำให้ขึ้นใจของยิ้มเลย”