Chapter 3 ตัวร้าย
“ตอนนี้ส่วนที่ว่างอยู่จะเป็นชั้นบนนะ ยิ้มรับผิดชอบส่วนปีกซ้ายพอ ปีกขวาเดี๋ยวน้าจัดการเอง” ยุพินพูดบอกคนตัวเล็กที่เดินมาคู่กัน หลังจากที่หนูยิ้มทานข้าวทานปลาเสร็จแล้ว เธอก็เริ่มพาพ่อบ้านคนใหม่ออกเดินดูสถานที่รอบบ้านในทันที
“ได้ครับ แล้วนอกจากทำความสะอาดชั้นบนปีกซ้ายแล้ว มีอะไรที่ยิ้มต้องทำอีกหรือเปล่าครับ?”
“ทำกับข้าวเป็นหรือเปล่า?” เธอพูดถาม ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้พาหนูยิ้มขึ้นไปเดินชั้นสองก็ตาม เพราะเพียงเดินรอบบ้านชั้นแรก ทั้งคู่ก็แทบขาลากกันแล้ว
“เป็นครับ อยู่ต่างจังหวัดยิ้มทำให้ย่ากินตลอด” ภาษาบ้าน ๆ พูดออกจากปากของเด็กหนุ่มตาใส พอได้พูดถึงย่าแล้วก็นึกคิดถึง จนใบหน้าจิ้มลิ้มของหนูยิ้มดูหงอยลงได้ไม่ยาก
“เอาล่ะ งั้นช่วงเช้าก็ตื่นขึ้นมาช่วยทำกับข้าวให้แม่บ้านกับลูกน้องคนอื่นได้กินด้วยหน่อยแล้วกัน ช่วงสามสี่วันมานี้ อาหารของแม่บ้านคนไหนก็ไม่ค่อยถูกใจเจ้านายเขาเลย น้าว่าจะเอาแม่บ้านคนอื่นลองไปเวียน ๆ อยู่ ยังไงก็ฝากด้วยนะ” หนูยิ้มฉีกยิ้มรับอย่างเป็นมิตรไม่เปลี่ยนไปจากเดิม รอยยิ้มที่ถึงแม้จะไม่ได้ถูกยิ้มออกมาจนสุด แต่ก็เรียกความเอ็นดูได้จากสายตาหลายคู่ที่มองมา
“อ้อ คนที่พาเราไปห้องวันนี้ อยู่ห่างให้ได้มากที่สุดยิ่งดี ทำพ่อบ้านแม่บ้านหลายคนลาออกไปเยอะแล้ว น้าก็ลืมบอกยิ้มตั้งแต่แรก” สีหน้าเป็นกังวลของยุพินทำเอาคนตัวเล็กนึกประหม่าไปด้วย เขาไม่อยากจะพูด ว่าเมื่อครู่ก็รู้สึกและได้สัมผัสมาแล้วหน่อย ๆ เดาได้ไม่ยากเลยว่าพวกที่ลาออกกันไปเป็นเพราะเหตุผลอะไร
“ขอบคุณครับ ยิ้มจะระวังตัวให้มาก”
“ดีแล้ว ตั้งใจทำงาน ทำหน้าที่ของตัวเองไป ไม่สอดรู้สอดเห็นอะไรมาก ก็อยู่ที่นี่ได้สบายแน่นอน” บางทีหนูยิ้มก็นึกสงสัยแล้วเหมือนกัน ว่าเจ้านายตระกูลนี้เป็นยังไงกันแน่ ขนาดเข้ามาที่นี่ไม่ถึงวัน หัวหน้าแม่บ้านกลับย้ำนักย้ำหนาเรื่องห้ามสอดรู้สอดเห็นสิ่งที่ไม่ควรรู้
“แวว ๆ มานี่หน่อยเร็ว” ยุพินโบกมือเรียกแม่บ้านคนอื่นที่อยู่แถวนั้นให้เข้ามาหาเธอและเขาที่ยืนอยู่
“สวัสดีครับ” หนูยิ้มยกมือขึ้นไหว้คนที่เข้ามาใหม่
“สวัสดีจ้ะ พ่อบ้านใหม่เหรอพี่” แววพูดขึ้นถามพร้อมกับยกมือขึ้นรับไหว้คนตัวเล็กตรงหน้า ได้ยินว่าวันนี้จะมีพ่อบ้านมาใหม่ เธอก็คิดว่าจะล่ำ ๆ หน่อย แต่กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักเชียว
ช่วงบ่ายที่เหลือ หนูยิ้มถูกพาตัวมาช่วยจัดเตรียมของทำครัวให้พวกแม่บ้านและบอดีการ์ดในบ้านได้ทานสำหรับช่วงเย็นวันนี้แทน ยุพินบอกเขาว่าพรุ่งนี้ค่อยขึ้นไปทำความสะอาดชั้นบน เพราะวันนี้เธอได้ให้คนอื่นขึ้นไปทำแทนแล้ว
กว่าจะได้กลับห้องก็เลยไปถึงช่วงค่ำของวันนั้นเสียแล้ว ทุกเสียงต่างพูดบอกว่ารสชาติอาหารอร่อยขึ้นมาก คนตัวเล็กที่ทำหน้าที่ปรุงเครื่องปรุงในมื้อเย็นนั้นเลยยิ้มแก้มแตกไปแล้ว
“กลับไปพักได้แล้วล่ะยิ้ม พรุ่งนี้ตื่นเช้า กลางคืนห้ามออกมาเดินเพ่นพ่าน เข้าใจหรือเปล่า” ยุพินพูดบอกหลังจากที่ทุกอย่างภายในบ้านดูจะลงตัวเกือบหมดทุกอย่างแล้ว แม่บ้านและบอดีการ์ดหลายคนก็แยกย้ายเข้าห้องหรือแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองหมดแล้วด้วย
“พี่พินก็อย่าไปเสียงดุใส่น้องมาก ยิ้มเพิ่งมาวันแรก เสียขวัญหมด” คีย์ พ่อบ้านคนที่หนึ่งในสี่ของบ้านหลังนี้ พูดขึ้นเสียงอ่อนเสียงหวานหวังเรียกคะแนนจากเด็กหนุ่ม
“ไป ๆ ยิ้ม เข้าห้องของเอ็งไป” แต่ยุพินที่รู้ทันกลับรีบไล่ให้หนูยิ้มเข้าห้องของตัวเองไปให้เร็ว เธอไม่อยากจะเสียพ่อบ้านคนไหนไปอีกแล้ว พวกที่ยังอยู่ ๆ ต่างก็ตกเป็นของเจ้าคีย์ทั้งหมด ใครทนไม่ได้ก็ลาออกไป
“ครับ งั้นยิ้มขอตัวก่อนนะครับ”
“พี่พิน ผมรู้นะว่าพี่คิดจะขวางผม”
“อย่ายุ่งกับยิ้ม ปล่อยเด็กให้มันทำงานของตัวเองไปเถอะ น้องมันยังอายุน้อยอยู่” ยุพินพูดเถียงหลังจากที่หนูยิ้มเดินลับหลังออกไปแล้ว
“นั่นแหละสิ่งที่ผมต้องการจากเด็กนี่และจะเอามาให้ได้เลย”
อีกด้านของอัลฟ่าหนุ่ม
“ขอร้องเถอะนะครับนาย ฮื่ออ อย่าทำอะไรผมเลยนะครับ” สองมือหนาพนมไหว้พลางก้มกราบชายหนุ่มและกลุ่มคนตรงหน้าอย่างร้องขอชีวิต หลังจากที่ถูกจับได้ว่าตัวเองลอบขายความลับแก๊งให้กับแก๊งอื่น
“เงินที่กูให้มึงทุกเดือน มันไม่พอใช้หรือไงหรือว่าผลตอบแทนจากกูมันน้อยเกินไป” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยถามอดีตลูกน้องปลายแถวสภาพยับเยินจากบาดแผลฉกรรจ์ทั่วตัวและใบหน้า
“ปะ...เปล่าครับ พวกมันบังคับผม ฮื่ออ นายครับ ผมขอโอกาส” เนื้อตัวสั่นเทาของเจ้าของคำพูดมันแสดงออกมาชัดเจนถึงความกลัวถึงแม้จะรู้ชะตากรรมของตัวเองดีอยู่แล้ว ว่ายังไงเขาก็ไม่รอดออกจากที่นี่เป็นแน่
“พวกมันบังคับ?” นัยน์ตาสีเทาหม่นจ้องมองเป้าหมายไม่ไหวเกรง หัวของเขาเอียงปรับองศาเพียงน้อยพร้อมกับสีหน้านิ่งเฉยไม่เปลี่ยน เขาล่ะเกลียดที่สุดเลย พวกที่ชอบอ้างโน่นอ้างนี่
“ชะ...ใช่ครับ พวกมันบังคับผม” น้ำเสียงของชายตรงพื้นสั่นกลัวหนักมากกว่าเดิมกับนัยน์ตาสีเทาหม่นของเขาที่สาดมองตนอย่างจัง
“คุณคชา ถ้าคุณปล่อยผมไป ผมจะบอกความจริงทุกอย่างให้พวกคุณแน่นอน ฮื่ออ แต่ปล่อยผมไปเถอะนะครับ” แท่งเหล็กขนาดสองหุนในมือของคชาเริ่มขยับอีกครั้ง ร่างสูงของเขาเดินลากปลายเหล็กนั่นไปตามพื้นสากของปูนเข้าหาชายปากดีตรงหน้าอย่างไม่ลังเล
ผัวะ!
แท่งเหล็กในมือหนาของเขาถูกเจ้าของยกฟาดหน้าไปทีอย่างแรงจนอีกฝ่ายหน้าหงายขึ้นจวนจะล้มไปทางด้านหลังได้ไม่ยาก แต่กลับถูกลูกน้องของคชาช่วยจับเอาไว้ให้ลุกนั่งอีกครั้ง
“กูไม่จำเป็นต้องให้โอกาสคนที่มันไม่รักดี เลี้ยงไม่เชื่อง!”
ผัวะ!
แท่งเหล็กในมือฟาดลงที่ใบหน้าของคนเดิมอีกครั้งและอีกครั้งจนใบหน้าช้ำเริ่มไม่เหลือพื้นที่สำหรับให้สร้างรอยแผลใหม่อีกแล้ว สภาพของคนตรงพื้นนับว่าไม่ต่างอะไรไปมากกว่าศพที่ยังหายใจ
“ไอ้เอ็ม...ไอ้เอ็ม!” เสียงตะโกนกราดเรียกบอดีการ์ดอีกคนเข้ามาใกล้ เอ็มที่ยังลังเลและกล้า ๆ กลัว ๆ ขานรับคำเรียกของเขาก่อนวิ่งเข้าหาเจ้าของเสียงเรียก คนที่โดนซ้อมอยู่ตรงนั้นเป็นเพื่อนสนิทของเขาเอง
“คะ...ครับคุณคชา” สายตาของเอ็มปรายมองร่างของเพื่อนสนิทอย่างหมดอาลัย เขาเตือนอีกคนเรื่องนี้แล้ว สุดท้ายก็โดนจับจนได้ สภาพอีกคนหายใจรวยรินเข้าเต็มที ต่อให้รักษาได้ก็คงไม่เหมือนเดิม
“มึงจะฆ่ามันเองหรือว่าให้ไอ้พันฆ่า” คชากำลังหมายถึงบอดีการ์ดคนสนิทของเขา ที่อยู่ข้างกายและกำลังชักปืนออกมาเตรียมการเรียบร้อยแล้ว
“ตามแต่คุณคชาจะเห็นชอบเลยครับ” จริงอยู่ที่คนนั้นเป็นเพื่อนสนิทของเขา แต่มันก็เป็นเพื่อนสนิทแค่ในนี้เท่านั้น ถ้าเอ็มออกหน้ารับแทน พ่อแม่และครอบครัวของเขาอาจจะแย่ไปตาม ๆ กัน
“กูชอบมึงว่ะ ดีแล้วที่ไม่เห็นแก่มิตรภาพไร้สาระ” คชาไม่เคยเชื่อว่าโลกใบนี้จะมีมิตรภาพที่แท้จริง มันเป็นเพียงโลกมารยาเท่านั้นแหละ ขนาดแม่ของเขาที่รักและเชื่อใจพ่อมากขนาดนั้น พ่อยังกล้าโกหก หักหลังแม่ของเขาเลย และเรื่องนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้เป็นที่สุด
“ครับนาย” เอ็มโค้งรับคำชมของเจ้านายหนุ่มอย่างไม่เต็มใจมากนัก เขาต้องเลือกระหว่างมิตรภาพและครอบครัว
“มึงจัดการมันซะ ส่วนมึงไอ้พัน ไปตามเก็บเรื่องที่ไอ้เวรนี่ทำซะ เก็บให้หมด” คชาเน้นย้ำ ข้อมูลกับธุรกิจลับของเขามันจะรั่วไหลไม่ได้เด็ดขาด ลูกน้องทั้งหมดก้มรับคำสั่งเขา
บอดีการ์ดคนสนิทรับเอาแท่งเหล็กหนาจากมือของเจ้านายตัวเอง ก่อนที่คชาจะเดินออกจากตรงนั้นในทันทีอย่างใจเย็น เขายังมีเรื่องให้ทำอีกมาก กับเรื่องนี้มันค่อนข้างไร้สาระแต่ได้ระบายอารมณ์ เขาจะยอมสละเวลานิดหน่อยเพื่อการนี้แล้วกัน
