ตอนที่ 6 ฮั่วเหลียนเฉิงกลับมา
หมู่บ้านซูเจียโกวในยามเย็น พระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า
เหลือเพียงแสงเรืองรองจาง ๆ บนท้องฟ้า เสียงวัวร้องก้องเป็นระยะ ๆ และควันไฟจากบ้านเรือนลอยฟุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังจากทำงานมาทั้งวัน ทุกคนก็รีบกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ผู้หญิงและเด็กเตรียมอาหารเย็น
และหมู่บ้านก็ค่อย ๆ กลับสู่ความเงียบสงบ
ขณะเดียวกัน มีชายคนหนึ่งเดินอย่างรวดเร็วไปตามถนนสู่หมู่บ้านซูเจียโกวพร้อมกับถือห่อผ้าในมือ แม้ว่าร่างกายของเขาจะผอมบาง
แต่ความมุ่งมั่นและความภาคภูมิใจของเขาไม่อาจปกปิดได้
ตอนนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียนจุนซานและฮั่วเหลียนเฉิงที่น่าจะกลับบ้านไปแล้วสองวัน เพื่อใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดของโรงเรียนในการคัดลอกหนังสือและหาเงินให้แม่และน้องสาว เขาจึงอยู่ต่ออีกสองวันและเพิ่งกลับมาในวันนี้
เมื่อเห็นแสงริบหรี่อยู่ไม่ไกล เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น และเดินเร็วขึ้นขณะมุ่งหน้าไปยังแสงนั้น เมื่อเข้าไปในลานบ้าน เขาเห็นน้องสาวของเขากำลังพยายามตักน้ำจากบ่อน้ำ ใบหน้าของน้องสาวแดงก่ำ เส้นเลือดที่มือถูกเชือกขีดข่วน ทำให้มือที่ไร้เนื้อของเธอดูน่ากลัวเล็กน้อย
เขารู้สึกอึดอัดและรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนี้ ไม่เพียงแต่เขา
ไม่สามารถช่วยงานบ้านได้ แต่ยังต้องปล่อยให้น้องสาวดูแลบ้านด้วย
ฮั่วซือซือประหลาดใจมากที่เห็นพี่ชายปรากฏตัวที่ประตู นางรีบวางถังลงและวิ่งโซเซไปหาพี่ชาย แต่เมื่อมาถึงนางก็ไม่รู้จะพูดอะไร ฮั่วซือซือเช็ดมือตัวเองอย่างเขินอายเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“พี่ชาย ท่านกลับมาแล้ว!”
พี่น้องทั้งสองมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยมาก และทั้งคู่ก็ไม่ค่อยพูด ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อยเมื่อได้พบกัน
ฮั่วเหลียนเฉิงมองไปที่น้องสาว ดูเหมือนว่านางจะตัวสูงขึ้น แต่นางกลับดูผอมลง
“ใช่ พี่ชายกลับมาแล้ว ข้าจะตักน้ำใส่ถังน้ำ เจ้าช่วยพี่ชายถือห่อผ้าเข้าไปเก็บในบ้าน” พูดจบเขาก็หยิบห่อผ้าออกมาแล้วยื่นให้น้องสาว
ฮั่วซือซือไม่ได้รับห่อผ้านั้นไว้ พลางกระซิบกับพี่ชายว่า “ท่านแม่บอกว่าพี่ชายต้องเรียนหนังสือ ข้าตักน้ำเองได้...”
“ท่านแม่บอกให้เจ้าเชื่อฟังพี่ชายไม่ใช่รึ เชื่อฟัง เข้าไปก่อนเถอะ พี่ชายตอนนี้หิวมาก เจ้าช่วยไปทำอาหารให้พี่ชายกินได้หรือไม่” ฮั่วเหลียนเฉิงพูดอย่างอ่อนโยน
ฮั่วซือซือรับห่อผ้านั้นมาอย่างระมัดระวัง พลางคิดอะไรบางอย่าง นางไม่กล้าสบตาพี่ชายแล้วพูดว่า “ตกลง ข้าจะไปบอกแม่ว่าท่านกลับมาแล้ว ค่อยไปทำอาหารให้ท่าน”
ฮั่วเหลียนเฉิงเติมน้ำในถัง ล้างหน้า จัดเสื้อผ้า แล้วเดินเข้าไปในห้องของท่านแม่ เขารู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย ในอดีตเมื่อท่านแม่รู้ว่าเขากลับมาแล้ว นางจะต้องรีบออกมาทันทีที่รู้ว่าเขากลับมา วันนี้เกิดอันใดขึ้นกับนาง ท่านแม่ของเขาตาบอดมาหลายปีแล้ว หลังจากคลำหาอยู่นาน นางจึงสามารถเดินวนรอบบ้านได้อย่างคุ้นเคย
ก่อนที่เขาจะเข้าไปในห้องท่านแม่เขาได้กลิ่นยา เขารู้สึกไม่สบายใจ จึงรีบเดินเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเขาก็เห็นท่านแม่นอนอยู่
บนเตียงครึ่งตัวมีผ้าก๊อซพันขาอยู่ เขารู้สึกเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ก่อนที่ท่านพ่อจะเสียชีวิต เขาสัญญากับท่านพ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะดูแลท่านแม่กับน้องสาวให้ดี แต่เขากลับทำอะไรลงไป
เขาเมินเฉยต่อโลกภายนอกหน้าต่าง มัวแต่อ่านหนังสือของนักปราชญ์ สองประโยคนี้ช่างโหดร้ายเสียดสีตัวเอง
เขาพยายามกลั้นความขมขื่นที่ผุดขึ้นมาในลำคอ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“ท่านแม่ขอรับ ลูกชายกลับมาแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าลูกชายที่คิดถึงมานานกลับมานางอยากจะลุกขึ้นออกไปต้อนรับ แต่กลับรู้สึกปวดขา เมื่อนึกถึงอาการบาดเจ็บของตัวเอง นางก็รู้สึกหนักใจเล็กน้อย ไม่รู้จะอธิบายให้ลูกชายฟังเยี่ยงไร เมื่อได้ยินเสียงลูกชาย
เธอสัมผัสได้ถึงความเศร้าของเขา นางยกมือขึ้นแตะร่างของลูกชาย แล้วกล่าวอย่างเอ็นดูว่า
“แม่ดีใจที่ลูกกลับมา ดีใจที่ลูกกลับมา น้ำหนักลดไปเยอะเลย เหลียนเฉิง ลูกต้องดูแลตัวเองดี ๆ อย่าเรียนหนักจนเหนื่อยเกินไปนะ”
ฮั่วเหลียนเฉิงนั่งลงข้างเตียง ห่มผ้าห่มให้ท่านแม่ของเขา แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกครั้งที่ลูกชายกลับมาบ้าน ท่านแม่จะบอกว่าน้ำหนักลด ท่านแม่ไม่สังเกตรึจริง ๆ แล้วลูกชายตัวสูงขึ้นเลยทำให้ดูผอมลงด้วย”
ทันใดนั้นเขาก็พบว่ามีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ขึ้นที่มือและคอของท่านแม่ เขาเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ แล้วถามว่า
“ขาของท่านแม่เป็นอะไรไป บาดเจ็บหนักแค่ไหน ไปหาหมอหรือยังขอรับ”
หานซื่อก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง
แค่สายตาแม่ไม่ดีไม่ดี เลยเดินสะดุดล้ม ซือซือจึงให้หมอมาตรวจดูแล้ว
หมอบอกว่าไม่ได้ร้ายแรงอันใด แค่ต้องการเวลาพักฟื้นมากหน่อย เจ้าไม่ต้องกังวล” เมื่อเห็นว่าท่านแม่ของเขาไม่อยากพูดอะไรต่อ เขาจึงหยุดถาม
“อ้อ ยังไม่ได้กินข้าวใช่หรือไม่ แม่ลืมไปเสียสนิท เจ้าเดินมาไกลขนาดนี้ คงจะหิวแย่เลย ไปบอกให้ซือซือทำอาหารเร็วเข้า” หานซื่อพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ข้ายังไม่หิวขอรับ ท่านแม่ข้าเอาอาหารมาให้กินระหว่างทาง ตอนนี้น้องสาวกำลังทำอาหารอยู่ในครัว”
“อ้อ อ้อ วันนี้หลี่เหนียงจากบ้านอาจารย์ซูมาหาแม่ นางเอาไข่มาให้และบอกให้ซือซือทำอาหารให้ด้วย ครั้งหน้าลูกพบหลี่เหนียงอย่าลืมกล่าวขอบคุณนางด้วยล่ะ”
หานซื่อนึกถึงการมาเยี่ยมของเยียนของหลี่เหนียงในวันนี้ จึงครุ่นคิดและแสดงเจตนาของหลี่เหนียงอย่างมีไหวพริบ
ซูหรูอี้เป็นเด็กดี แต่เรื่องนี้ยังคงขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของลูกชายของนางเอง
เมื่อฮั่วเหลียนเฉิงได้ยินว่านี่คือการแต่งงานของเขากับซูหรูอี้
เขาไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตัวเองได้แม้แต่น้อย เขาทั้งประหลาดใจ ทั้งมีความสุข ทั้งรู้สึกเศร้าในเวลาเดียวกัน เขาได้แต่ถอนหายใจ
เขารู้ว่าทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาตอนนี้คือการแต่งงานกับภรรยาที่มีคุณธรรมเพื่อช่วยดูแลครอบครัว แต่คน ๆ นั้นไม่ใช่ซูหรูอี้ ไม่ใช่หญิงสาว
ที่งดงามและภาคภูมิใจเช่นนั้นด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของเขา เขาไม่อาจวางภาระไว้กับเธอได้ เธอสมควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฮั่วเหลียนเฉิงก็บอกกับแม่ของเขาอย่างระมัดระวังว่า “ท่านแม่ตอนนี้ข้ายังเด็กเกินไปที่จะแต่งงาน การเรียนควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ข้าไม่สามารถทำให้ความคาดหวังและการฝึกฝนของท่านพ่อ ท่านแม่ และไม่อยากทำให้อาจารย์ผิดหวังในตัวข้า”
หานซื่อนั้นเข้าใจความกังวลของลูกชาย จึงถามย้ำอีกครั้งว่า
“หลี่เหนียงหมายความว่ารอให้เข้าสามารถสอบผ่านราชสำนักก่อนค่อยให้
ซูหรูอี้แต่งงานกับเจ้าได้ เจ้าลองคิดดูใหม่ได้หรือไม่”
ฮั่วเหลียนเฉิงยิ้มอย่างขมขื่นและตอบว่า “ไม่ขอรับ”
ต่อให้อาจารย์ของเขาจะบอกว่ามีโอกาสสูงที่เขาจะสอบผ่าน แต่กลับมีผู้เข้าร่วมการสอบในครั้งนี้มากมายเหลือเกิน และที่จริงแล้วจะมีกี่คน
ที่สอบผ่าน ใครเล่าจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ต่อให้สอบผ่าน ใครเล่าจะรับประกันได้ว่าอาชีพการงานจะราบรื่นเขาไม่อยากผูกมัดนางด้วยอนาคตที่ไม่แน่นอน
นางไม่เหมาะสมกับเขา เมื่อเห็นความตั้งใจแน่วแน่ของลูกชาย หานซื่อก็หยุดพยายามโน้มน้าวเขา หลังจากพูดคุยกับท่านแม่แล้ว
ฮั่วเหลียนเฉิงก็กลับไปที่ห้อง เก็บสัมภาระ อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย แล้วเดินไปที่ห้องครัวพร้อมกับกิ๊บดอกไม้มุกที่ซื้อให้น้องสาว
ในอดีตสมัยที่ครอบครัวของเขายังยากจน เขามักจะเห็นสาว ๆ ญาติ ๆ สวมกิ๊บดอกไม้มุกและดูมีความสุขมาก แต่เขาไม่รู้ว่าน้องสาวตัวเองจะชอบหรือไม่
เขาเดินไปที่ห้องครัวแต่ไม่พบใคร จึงหันหลังเดินไปยังห้องนั่งเล่น เมื่อเข้าไปในห้อง เขาก็เห็นน้องสาวกำลังจัดโต๊ะให้เขาเรียบร้อยแล้ว วันนี้มีไข่ที่หลี่เหนียงส่งมาวางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับอาหารมื้อปกติของตระกูลฮั่ว
“พี่ชาย กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าเอาจะอาหารไปให้ท่านแม่”
ฮั่วซือซือหยิบชามขึ้นมาเตรียมจะออกไป
“เดี๋ยวก่อน ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า เดี๋ยวค่อยเอาหาหารไปให้ท่านแม่
ทีหลัง เจ้าวางไว้ตรงนี้ก่อน” ฮั่วเหลียนเฉิงรับชามและตะเกียบจากมือของน้องสาวมาวางบนโต๊ะ
“ขาแม่บาดเจ็บเยี่ยงไร”
ฮั่วซือซือตกใจกับคำถามของพี่ชาย นางไม่กล้าสบตาเขาและตอบเสียงเบา
“ท่านแม่สะดุดตอนเดินอยู่ในลานบ้าน”
ฮั่วเหลียนเฉิงจ้องมองน้องสาวอย่างตั้งใจ เขาถามอีกครั้ง “สะดุดล้มกลางลานบ้านจริงรึ”
ฮั่วซือซือก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมแล้วตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถอะ ท่านแม่ได้รับบาดเจ็บอื่น ๆ ได้เยี่ยงไร” เสียงของฮั่วเหลียนเฉิงเจือไปด้วยความโกรธ
“ข้า... ข้าไม่รู้” ฮั่วซือซือตอบแล้วรีบวิ่งหนีไป
ฮั่วเหลียนเฉิงรู้ดีว่าน้องสาวจะไม่บอกเขาถ้าเขาถามต่อ เขาจะต้อง
รู้เรื่องทั้งหมด ส่วนกิ๊บดอกไม้มุกนั้นเขาจะมอบให้นางพรุ่งนี้เช้า
วันรุ่งขึ้นฮั่วซือซือตื่นขึ้นมาพบกิ๊บดอกไม้มุกสองดอกอยู่ข้างเตียง นางรู้สึกอบอุ่นในใจและรู้ว่าเป็นของพี่ชายนำกลับมามอบให้นาง เขามักจะนำของขวัญมาให้เสมอเมื่อกลับถึงบ้าน และครั้งนี้ก็เช่นกัน
ฮั่วซือซือนึกถึงคำพูดของพี่ชายเมื่อวานนี้ นางรู้ว่าเขาอยากถามอันใด และรู้ว่าเขาโกรธ แต่นางได้สัญญากับท่านแม่ไว้แล้วว่าจะไม่บอกเขา นางรู้ว่าถึงแม้นางจะไม่บอกเขา พี่ชายก็จะหาวิธีรู้จนได้ ซือซือคิดกับตัวเองว่า ดีใจจังที่พี่ชายกลับมา
ในตอนเช้า ฮั่วเหลียนเฉิงนำขนมที่ซื้อในเมืองไปที่บ้านป้าหลี่ข้าง ๆบ้านของเขา ป้าหลี่มักจะช่วยเหลือครอบครัวของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พ่อของเขาจากไปและเขากำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนและไม่สามารถกลับมาได้บ่อยนัก
ต้องขอบคุณความช่วยเหลือของป้าหลี่ชีวิตของครอบครัวฮั่วจึง
ไม่ลำบากอีกต่อไป และเขามีเรื่องที่จะถามป้าหลี่ด้วยเช่นกัน ฮั่วเหลียนเฉิงเดินออกจากบ้านป้าหลี่ด้วยแววตาหม่นหมอง หลังจากที่รู้ความจริงทั้งหมด
หลินผิง เขาไม่ยอมปล่อยเจ้าสารเลวตัวนี้ไปแน่ ป้าหลี่บอกเขาว่าอาการบาดเจ็บของท่านแม่ของเขาเป็นเพราะหลินผิงโลภในความงามของท่านแม่และต้องการล่วงละเมิดท่านแม่ของเขาในตอนที่น้องสาวของเขาไม่อยู่บ้าน
ท่านแม่ของเขาได้รับบาดเจ็บระหว่างการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากหลินผิง โชคดีที่ป้าหลี่มาที่บ้านของเขาเพื่อนำผักมาให้และหยุดหลินผิงได้ มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะเลวร้ายมากกว่านี้ ฮั่วเหลียนเฉิงนึกถึงคำพูดของป้าหลี่ในใจ
“เจ้าอย่าไปเอาเรื่องกับหลินผิงเชียวนะ อย่างไรเสียเจ้าก็ยังเป็น
คนนอก ผู้ใหญ่บ้านคงไม่เข้าข้างเจ้าหรอก คนในหมู่บ้านก็เป็นญาติกัน
เจ้าเป็นคนมีเหตุผล เจ้าควรรู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร ฟังป้าของเจ้าแล้วปล่อยวาง ต่อไปป้าจะช่วยดูแลแม่ของเจ้าอย่างใกล้ชิด เพียงแต่เจ้าต้องระมัดระวังให้มาก”
เพียงเพราะพวกเขาเป็นคนต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน
พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับทุกสิ่งหรือ เขายังจำได้ว่าตอนที่พวกเขา
เพิ่งย้ายมาที่นี่ ครอบครัวยังมีเงินเหลืออยู่บ้าง
ผู้ใหญ่บ้านก็ประจบประแจงพวกเขา ตอนนี้พวกเขากลายมาเป็นคนยากจนแล้ว พวกเขาควรจะถูกปฏิบัติเช่นนี้หรือ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาคงต้องพิจารณาข้อเสนอของหลี่เหนียงอีกครั้ง
ส่วนหลินผิง ถ้าเจ้ากล้าทำ เจ้าก็ควรยอมรับผลที่ตามมา สองวันต่อมา มีข่าวใหญ่สองข่าวเกิดขึ้นในหมู่บ้านซูเจียโกว
เรื่องแรกคือหลินผิงถูกกลุ่มอันธพาลรุมทำร้ายจนขาหัก นับจากนั้นหลินผิงจึงได้รับฉายาใหม่ว่า “ผิงกว้ายจื่อ”
ส่วนอีกเรื่องคือฮั่วเหลียนเฉิงตระกูลฮั่วได้ขอให้แม่สื่อไปที่บ้านของ
หลี่เหนียงเพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงาน และสู่ขอลูกสาวคนที่สองซูหรูอี้ผู้เลอโฉมแต่งเป็นภรรยาซึ่งตระกูลซูก็ตกลง
