
บทย่อ
ซูว่านอิงหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 เสียชีวิตจากการที่ถูกใครบางคนผลักตกลงมาจากดาดฟ้า ในตอนที่เธอกำลังมองดาวบนท้องฟ้าและคิดว่าตัวเองทำอะไร เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตที่ผ่านมา เธอทำงานหนักเพื่อส่งเสียให้สามีเรียนจนจบในระดับปริญญาเอก ในวันที่เขาเรียนจบเธอดีใจมากหวังว่าเขาจะกลับมาจัดงานแต่งงานอันยิ่งใหญ่ตามที่เขาได้ให้สัญญากับเธอเอาไว้ก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่เมืองนอก แต่ทว่าความหวังของเธอนั้นกลับไม่สมหวังเพราะสามีของเธอได้กลับมาพร้อมกับคนรักใหม่ของเขา ส่วนเธอเป็นเพียงภรรยาที่เขาไม่ต้องการ ถึงแม้ว่าเธอกับสามีจะไม่มีการจัดงานแต่งงานแต่เขาและเธอได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้อง แต่เขากลับหักหลังเธอ ด้วยความเสียใจและสับสน ซูว่านอิงเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของอพาร์ทเม้นท์ที่เธอเช่าอยู่ แหงนหน้าขึ้นมองดาวบนท้องฟ้าราวกับจะถามว่าเธอทำอะไรผิด ทำไมเขาถึงได้ทำกับเธอแบบนี้ ในตอนนั้นเองเธอรู้สึกถึงแรงผลักที่ด้านหลัง ซูว่านอิงตกลงมาจากดาดฟ้าและเสียชีวิตทันที แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็มาอยู่ในร่างของ ซูว่านอิง ลูกสาวของบัณฑิตขาเป๋ในหมู่บ้านตระกูลซู ซึ่งมีชื่อเดียวกับเธอ ในครอบครัวใหม่ เธอมีพี่สาวสองคน น้องชายหนึ่งคน น้องสาวอีกนึ่งคน หลังจากเกิดใหม่ได้ไม่นานเธอก็ได้ล่วงรู้ความลับของพี่สาวคนที่สอง และเพราะความลับนี้ได้นำพาให้เธอต้องมาแต่งงงานกับสามีที่เขาเกลียดเธอสุดหัวใจ เพราะเธอไม่ใช่พี่สาวของที่สองของเธอ ด้วยภาพลักษณ์ที่พี่สาวคนที่สองสร้างขึ้นนั้นเปรียบได้กับดอกบัวขาวแฝงกลิ่นชาเขียว ที่ทั้งงดงามบอบบาง น่าสงสารและเสแสร้ง แต่ในใจลึกๆ แล้วทำได้ทุกอย่างเพื่อตัวเองโดยที่ไม่สนว่าซูว่านอิงเป็นน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง เพราะความเห็นแก่ตัวของพี่สาวคนที่สอง ทำให้ซูว่านอิงต้องแต่งงานกับฮั่วเหลียนเฉิง และเบื้องหลังการแต่งงานครั้งนี้ได้ถูกพี่สาวคนที่สองของซูว่านอิงเตรียมการเอาไว้ ทำให้ฮั่วเหลียนเฉิงเกลียดซูว่านอิงมาก เพราะในใจของเขามีเพียงพี่สาวคนที่สองของซูว่านอิงเท่านั้น นั่นก็คือ ซูเหยาเหยา สตรีที่เบื้องหน้า งดงาม มารยาท เรียบร้อย มีการศึกษา แต่ทว่านี่เป็นเพียงรูปลักณ์ภายนอกที่คนอื่นมองเห็นเท่านั้น นับตั้งแต่ซูว่านอิงแต่งงานกับฮั่วเหลียนเฉิง ชีวิตก็ไม่ง่ายอีกต่อไป สามีที่เกลียดชังเธอ คอยกลั่นแกล้งเธอสารพัด นอกจากเขาแล้วยังมีน้องสาวของเขาที่ช่วยพี่ชายกลั่นแกล้ง ซูว่านอิง นอกจากจะเกิดใหม่เป็นลูกที่พ่อแม่ไม่รักแล้ว ยังเกือบตายเพราะความเห็นแก่ตัวของซูเหยาเหยา หนำซ้ำยังความจำเสื่อม แต่งงานกับผู้ชายที่เกลียดตัวเอง ซูว่านอิงคิดว่าเหตุใดพระเจ้าถึงได้ให้เธอเกิดใหม่และมีชีวิตที่เลวร้ายยิ่งกว่าชาติที่แล้วของเธอ ถึงแม้ชาตินี้เธอจะมีครอบครัว มีพ่อแม่ แต่พวกเขาไม่ได้รักและดูแลเธอ เธอเกิดมาเพื่อเป็นคนรับใช้ของบ้าน ไม่ต่างอันใดกับลูกกำพร้าในชาติที่แล้วของเธอ ซูว่านอิงได้แต่หวังว่าพระเจ้าจะเมตตาให้เธอได้พบกับความสุขและคนที่รักเธออย่างจริงใจ ไม่ทรยศเธอ แต่เพราะอะไรให้เธอได้มีโอกาสเกิดใหม่แต่ต้องมาแต่งงานกับคนที่เกลียดตัวเอง มันแย่เสียยิ่งกว่าสามีนอกใจในชาติที่แล้ว เพราะถึงเขาจะนอกใจแต่เขาก็เคยรักเธอ ต่างจากสามีในชาตินี้ เขาเกลียดเธอ ซูว่านอิงได้แต่หัวเราะเยาะให้กับความโชคร้ายของตัวเอง
บทที่ 1 เกิดใหม่
ซูว่านอิงเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร เธอถูกโยนไปที่ประตูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่เธอเกิด มีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่อยู่ในผ้าอ้อมที่ระบุชื่อและวันเกิดของเธอ ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นผู้พบและรับเธอเข้ามา
ซูว่านอิงเป็นเด็กสาวที่ฉลาด เธอได้รับทุนการศึกษาตลอดช่วงที่
เธอเรียน ด้วยเงินบริจาคจากผู้มีจิตใจดีและหยิบยื่นโครงการเรียนแบบเรียนไปควบคู่กับการทำงานให้เธอ ชีวิตของเธอจึงราบรื่น
ต่อมาเธอยังได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวนเพื่อศึกษาต่อปริญญาโทด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และที่แห่งนี้ทำให้เธอได้พบกับสามีของเธอ ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาสาขาวิชาเดียวกัน หลังจากสำเร็จการศึกษา เธอได้เข้าทำงานที่ธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่ง ส่วนสามีของเธอต้องการไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่ต่างประเทศ
โอกาสในหน้าที่การงานของเธอสดใส ชีวิตคู่ก็ราบรื่น ซูว่านอิงจดทะเบียนสมรสกับลู่เฉิงชิงตั้งแต่หนึ่งปีก่อนที่จะเรียนจบ ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ซูว่านอิงยังคงทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเช่นเคย
เธอมีงานที่ดีมากในวัย 24 ปี แต่มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าในใจของเธอยังมีที่ว่างเสมอที่ไม่อาจเติมเต็มได้ เธอโหยหาความรักจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก
แม้ว่าครั้งหนึ่งเธอเคยบ่นว่าพ่อแม่แท้ ๆ ทอดทิ้งเธอ แต่หลังจากเติบโตขึ้น อารมณ์ของเธอก็สงบลงมาก เธอไม่ได้เก็บมาคิดถึงความรักของพ่อแม่อีกเหมือนตอนเด็ก ๆ และเลือกที่จะเข้าใจและอดทนกับหลาย ๆ สิ่ง
หลังจากที่เธอทำงานและได้พบปะผู้คนมากขึ้น เธอมักจะขอ
ความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ให้ช่วยตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ
แต่ไม่เคยพบเบาะแสของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเธอเลย มีเพียงรูปถ่ายของผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็นแม่แท้ ๆ ของเธอ นานวันเข้าเธอก็เลิกที่จะตามหาพวกเขา
วันเวลาผ่านไปจนมาถึงวันที่สามีของเธอเรียนจบและบินกลับประเทศ ซูว่านอิงรู้สึกดีใจมาก เธอตั้งใจไปรับสามีที่สนามบินด้วยตัวเอง วันนี้เธอยังขอลาหยุดงานหนึ่งวันเพื่อทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน เตรียมต้อนรับสามีกลับบ้านด้วยความดีใจ แต่ซูว่านอิงไม่ได้รู้เลยว่า ความสุขที่เธอโหยหานั้นมันจะกลายเป็นความทุกข์และพรากชีวิตของเธอไป
ที่สนามบิน ซูว่านอิงจ้องมองไปที่ทางเดินของผู้โดยสารขาออกตลอดเวลา เธอรออยู่นานสองนานจนไม่มีผู้โดยสารคนอื่นแล้ว ก็ไม่เห็นเงาสามีที่เธอคิดถึงเขาทั้งวันทั้งคืนเลย
ซูว่านอิงกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาสามี แต่ไม่สามารถติดต่อเขาได้
เธอถอนหายใจจากนั้นหันหลังเดินออกไปเพื่อที่จะขับรถกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เดินไปถึงรถที่จอดเอาไว้
เธอพบว่าสามีของเธอที่ติดต่อไม่ได้กำลังยืนกอดอยู่กับหญิงสาว
คนหนึ่ง และเธอได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนอย่างชัดเจน ทุกคำพูดเหล่านั้นมันทำให้เธอทั้งตาสว่าง เจ็บปวด และรู้สึกว่าเธอเองกลายเป็นคนโง่ เธอถูกหญิงชั่วชายโฉดทั้งสองคนหลอกลวงมานาน
“เฉิงชิง ถ้าหากว่าซูว่านอิงรู้ความจริง คุณคิดว่าเธอจะเสียใจไหมคะ”
“เสียใจก็สมควรแล้ว เธอมีอะไรที่เหมาะสมกับผมบ้าง เธอเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีภูมิหลังทางครอบครัว เธอไม่สามารถช่วยให้ผมได้ในสิ่งที่ผมต้องการ”
“แต่เธอเป็นคนทำงานส่งคุณเรียน และยังเผื่อแผ่มาถึงฉันกับ
ลูกของเราด้วยนะคะ”
“นั่นก็สมควรแล้ว ใครให้เธอโง่เอง”
“คุณจะหย่ากับเธอเมื่อไหร่คะ”
“หย่าเหรอ ไม่หย่าหรอก แค่ทำให้เธอหายไปจากโลกนี้ก็พอ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเด็กกำพร้าแต่ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะมีทรัพย์สินพอสมควร ผมเองก็ไม่รังเกียจที่จะเอามาเป็นของตัวเอง ในฐานะสามีแล้ว สิ่งของของภรรยาย่อมเป็นของสามีด้วยไม่ใช่เหรอ ถ้าหย่าก็ต้องแบ่งครึ่ง แต่ผมไม่ต้องการแบ่ง”
“ดีค่ะ พวกเรากลับบ้านไปฉลองกันเถอะค่ะ”
“ตกลง”
ทั้งสองคนไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นซูว่านอิงได้ยินหมดแล้ว หลังจากรอให้พวกเขาออกไป ซูว่านอิงกลับบ้านไปด้วยความเสียใจ เธอกลับมาถึงได้นำอาหารทั้งหมดไปเททิ้ง จากนั้นก็โทรหาเพื่อนที่เป็นทนายความเพื่อจัดการทรัพย์สินของเธอทั้งหมด บริจาคให้บ้านเด็กกำพร้าทันทีเมื่อเธอเสียชีวิตลง เธอจะไม่ยอมให้พวกเขาได้สมหวัง
เมื่อจัดการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ซูว่านอิงเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า แหงนหน้ามองดวงดาวยามค่ำคืน พร้อมกับคำถามมากมายในใจที่ไร้ซึ่งคำตอบ ในตอนนั้นเองเธอรู้สึกถึงแรงผลักด้านหลังทำให้เธอตกจากดาดฟ้าลงไป
ซูว่านอิงเสียชีวิตทันที เธอตายทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าใครผลักเธอ ส่วนคนที่ฆ่าเธอนั้นเป็นใคร เธอก็สุดจะรู้ได้
เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่รู้ ซูว่านอิงดูเหมือนจะรู้สึกตัว
ขึ้นมาบ้าง แต่ร่างกายของเธอขยับไม่ได้ และเธอก็ลืมตาไม่ได้ เธอได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงพูดคุยแผ่วเบา แต่ไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด ซูว่านอิงรู้สึกกลัวเล็กน้อย ความรู้สึกที่ไร้เรี่ยวแรงเธอไม่สามารถขยับได้นี้ช่างน่าอึดอัดใจจริง ๆ
ซูว่านอิงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจำได้ว่ามีใครสักคนผลักเธอจากด้านหลัง แล้วเธอก็ตกลงมาจากดาดฟ้า เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะมีชีวิตอยู่ หรือว่าที่นี่เป็นโลกหลังความตาย ? หรือว่าเธอยังไม่ตายกันแน่ ซูว่านอิงรู้สึกสับสนและสงสัยเป็นอย่างมาก หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอรู้สึกเหนื่อยล้ามาก และสติก็เริ่มเลือนหายไปอย่างช้า ๆ ซูว่านอิงหมดสติไปอีกครั้ง
ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง เธอรู้สึกตัวอีกครั้ง แม้จะยังรู้สึกอ่อนแรง
อยู่บ้าง แต่เธอก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นได้ สิ่งที่เธอเห็นคือกระเบื้องสีดำด้านบนและผนังอิฐสีฟ้าโดยรอบ เธอนอนอยู่บนเตียงเล็ก ๆ ปูด้วยผ้าห่มเก่า ๆ ภายในห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมโทรม ๆ และเก้าอี้เตี้ย ๆ สองสามตัว ซึ่งดูทรุดโทรมมาก ภายในห้องยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นยาจาง ๆ ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัว
ก่อนที่ซูว่านอิงจะทันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็ได้ยินเสียงประตูเปิดดังเอี๊ยด เด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณสิบขวบเดินเข้ามาพร้อมกับชามยา เธอสวมผ้าเนื้อหยาบสีฟ้า ผมถูกมัดด้วยเชือกสีแดงเล็ก ๆ สองเส้น ใบหน้ากลมโต และดวงตากลมโต เธอมองซูว่านอิงด้วยความไม่อยากเชื่อ จากนั้นเธอก็วางชามยาลงทันทีและตะโกนว่า
“พี่สามตื่นแล้ว พี่สามตื่นแล้ว” เธอหันหลังกลับ ผลักประตูเปิดออก แล้ววิ่งออกไป
เมื่อได้เห็นเสื้อผ้าและได้ฟังคำพูดของเด็กหญิงที่ดูเหมือนคนโบราณ ซูว่านอิงก็ตระหนักได้ว่าเธอต้องเดินทางข้ามเวลา และสภาพครอบครัวของเจ้าของเดิมก็ดูไม่ค่อยดีนัก หากเธอเดาถูก ที่นี่น่าจะเป็นชนบท แต่เธอไม่ได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม ซึ่งหมายความว่าเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้เลย ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก
ซูว่านอิงรู้สึกว่าเธอโชคดีมากที่ได้มีชีวิตที่สอง มีโอกาสได้เกิดใหม่
อีกครั้ง เธอขอบคุณพระเจ้าอย่างสุดซึ้งที่ให้โอกาสเธอได้เกิดใหม่ในใจ
อย่างเงียบ ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของคน ๆ นั้นอย่างชัดเจน เธอก็ตกใจเป็นอย่างมาก
เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 40 ปี รูปร่างสูง สวมผ้าคลุมศีรษะสีฟ้า ใบหน้ายาว ใบหน้าของเธอแดงก่ำจากการทำงานหนักมาหลายปี แม้จะมี
ริ้วรอยเล็ก ๆ บนใบหน้า แต่ก็ยังสามารถเห็นร่องรอยของความงดงามของเธอได้ จินตนาการได้ว่าเธอน่าจะเป็นสาวงามในหมู่บ้านเมื่อสิบกว่าปีก่อน
สิ่งที่ทำให้ซูว่านอิงประหลาดใจคือผู้หญิงคนนั้นมีหน้าตาคล้ายกับผู้หญิงในรูปถ่ายที่ถูกสงสัยว่าเป็นแม่แท้ ๆ ของเธอมาก มันจะเป็นเรื่องบังเอิญขนาดนั้นได้ยังไงกัน ?
ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาสวมกอดซูว่านอิงพลางเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบเสื้อผ้าของซูว่านอิง หญิงผู้นั้นร้องไห้ ซูว่านอิงรู้สึกว่าไหล่ของเธอเปียกเล็กน้อย ปกติแล้วเธอเป็นคนรักความสะอาดมาตลอด แต่กลับไม่ได้รู้สึกขยะแขยงอะไร กลับรู้สึกใจดีอย่างอธิบายไม่ถูกแทน นี่ต้องเป็นแม่ของเจ้าของร่างเดิมแน่ ๆ เธอคิดในใจ
“ดีแล้วที่นางตื่น ดีแล้วที่นางตื่น”
หญิงสาวที่มีหน้าตางดงามอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับชายวัยกลางคนขาเป๋ ชายวัยกลางคนพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ ชายคนนั้นดูคล้ายกับ “พ่อ” ในรูปมาก แต่นิสัยกลับดูเป็นคนคงแก่เรียนมากกว่า
น่าแปลกที่หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอกลับสวยจนแม้แต่ซูว่านอิงที่คุ้นเคยกับการเห็นสาวสวยมากมายในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์สมัยใหม่ก็ยังตกตะลึง
เธอผสานข้อดีทั้งหมดของพ่อแม่เข้าด้วยกันและสืบทอดมันมา
เธอมีคิ้วบาง ดวงตาสวย และจมูกโด่ง ถึงแม้หญิงสาวคนนี้จะเกิดในชนบท
แต่ถือว่าเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง ซูว่านอิงหวังว่าเธอจะเป็นหญิงสาวที่ทั้งงดงามและนิสัยดี
“อย่ากอดเสี่ยวอิงแน่นขนาดนั้น เสี่ยวอิงหายใจไม่ออก”
“ทำไมล่ะ ลูกสาวของข้าในที่สุดนางก็ตื่นแล้ว ข้ามีความสุข ข้ากอดนางแล้วมันจะทำไมกัน”
หญิงวัยกลางคนตอบกลับอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมปล่อยซูว่านอิงออกจากอ้อมกอดของเธอ เมื่อมองดูสถานการณ์เช่นนี้ ซูว่านอิงคงเดาได้ว่าคนเหล่านี้น่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัวของร่างเดิม
จะเห็นได้ว่าพวกเขาใส่ใจร่างเดิมอย่างสุดหัวใจ แต่เธอไม่ได้รับ
ความทรงจำเกี่ยวกับร่างเดิมเลย ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก หากพวกเขารู้ว่าร่างนี้
ถูกแทนที่โดยเธอ ตามความเชื่อของคนโบราณเกี่ยวกับภูตผีและเทพเจ้า พวกเขาจะเอาเธอใส่กรงหมูไปถ่วงน้ำหรือไม่
เธอต้องรีบหาวิธีหลอกพวกเขาเมื่อพยายามคิดหาวิธี ซูว่านอิงรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นว่ามีผ้ากอซพันรอบหน้าผาก
ของเธอเป็นวง ๆ ในเมื่อเจ้าของเดิมถูกตีหัว เธอก็น่าจะแกล้งทำเป็นสูญเสียความทรงจำไปก็ได้
“พวกเจ้า พวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใคร” ซูว่านอิงถามด้วยสีหน้าสับสน
เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างตกตะลึงกับคำพูดของซูว่านอิง เมื่อพวกเขาได้สติ ทุกคนก็พากันเข้ามารุมล้อมเธอและตั้งคำถามทีละคน
“ข้าคือแม่ของเจ้า เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ”
“เจ้ายังจำพวกเราได้หรือไม่”
“ข้าคือใคร”
“เจ้าจำตอนที่เจ้าตกจากภูเขาได้หรือไม่”
“เจ้ายังจำชื่อเจ้าได้หรือไม่”
...
ซูว่านอิงส่ายหน้าและบอกว่าเธอจำพวกเขาไม่ได้และไม่สามารถ
ตอบคำถามของพวกเขาได้ในตอนนี้ ครอบครัวซูรีบไปเชิญหมอคนหนึ่งมา เขาถูกเรียกว่าหมอ แต่ดูเหมือนว่าระดับความสามารถทางการแพทย์ของเขาจะไม่สูงนัก
หลังจากที่หมอวัดชีพจรของซูว่านอิงและถามคำถามไปสองสามข้อ เขาก็บอกกับพ่อและแม่ของซูว่านอิงอย่างจริงจังว่าซูว่านอิงอาจจะตกใจเกินไปและได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ ดังนั้นจึงจำอะไรไม่ได้เลย
ส่วนที่เหลือก็ไม่มีอะไรผิดปกติ หมอไม่ได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่เขียนใบสั่งยาและบอกให้ไปรับยามา
นั่นแหละคือวิธีที่ซูว่านอิงคิดเอาไว้เพื่อให้เธอสามารถเอาตัวรอดไปได้ เธอรู้สึกว่าตระกูลซูปฏิบัติต่อเธออย่างดี พวกเขาไม่ใช่คนประเภทที่ชอบทุบตีหรือดุด่าเธอ แถมยังไม่ใช่พวกที่ยกให้ผู้ชายเป็นใหญ่ด้วย
ไม่เช่นนั้นซูว่านอิงคงทนไม่ไหวจริง ๆ และคงอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ ๆ สำหรับอนาคต เธอต้องคิดให้รอบคอบจริง ๆ บางทีอาจเป็นเพราะซูว่านอิงเพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก เธอจึงรู้สึกง่วงมากหลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง
เธอก็หลับไปอย่างมึนงง
