ตอนที่ 15 ซูหรูอี้ถูกข่มขู่
ยามค่ำคืน ลมเย็นพัดโชยมา ต้นพุทราและต้นหลิวในสวนส่งเสียงกรอบแกรบเป็นระยะ เสียงสุนัขเห่าดังแว่วมาแต่ไกล แต่ก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก ทุกอย่างดูเงียบสงบอย่างยิ่ง
ซูว่านอิงรู้สึกถึงลมเย็นและรู้สึกหนาวเล็กน้อย นางรัดเสื้อผ้าให้แน่นขึ้นและเดินไปที่ห้องของฮั่วเหลียนเฉิง ซึ่งเคยเป็นห้องหนังสือมาก่อน
เทียนในห้องถูกจุดขึ้น ภาพของฮั่วเหลียนเฉิงกำลังอ่านหนังสืออย่างจริงจังสะท้อนลงบนกระดาษที่ติดหน้าต่าง
นางเคาะประตูสามครั้งแล้วพูดว่า “สามี ขอข้าเข้าไปหน่อยได้หรือไม่”
ฮั่วเหลียนเฉิงได้ยินเสียง จึงละสายตาจากหนังสือ เงยหน้าขึ้น
วางหนังสือในมือลง แล้วพูดว่า “เข้ามาสิ” เขายังบังเอิญมีเรื่องจะบอกนางด้วยเช่นกัน
ซูว่านอิงผลักประตูเปิดออกและมองไปรอบ ๆ ห้องหนังสือ ในห้อง หนังสือมีชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่เต็มไปด้วยหนังสือ มีเตียงและโต๊ะทำงานอยู่ข้างใน ห้องหนังสือไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าเจ้าของห้องชอบอ่านหนังสือและความสะอาด
ฮั่วเหลียนเฉิงพูดขึ้นก่อนว่า “พรุ่งนี้ข้าจะไปแล้ว เจ้าช่วยดูแลท่านแม่กับน้องสาวของข้าให้ดี” เขาหยิบถุงเงินออกมาแล้วยื่นให้ซูว่านอิง
“นี่เงินสองสามตำลึง ซื้ออาหารดี ๆ เงินอาจจะไม่มาก แต่ก็พอใช้ไปได้สักพัก เดี๋ยวครั้งหน้าข้ากลับมาจะให้เพิ่ม”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า “อย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ล็อคประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย อย่าประมาท ถ้ามีอะไรให้เรียกหาป้าหลี่เข้าใจหรือไม่ ป้าหลี่อยู่ข้างบ้าน สามารถรีบมาได้”
เขาไม่คุ้นเคยกับการที่นางใช้เงินตัวเองซื้ออาหารเข้าบ้าน มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดเสมอ
ที่จริงแล้วเขามักจะทิ้งเงินไว้ให้ครอบครัวบ้าง แต่ท่านแม่กับน้องสาวไม่ค่อยกล้าซื้อของกินดี ๆ อาหารที่บ้านเลยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เขาเองก็รู้สึกไม่ดี แต่ก็ทำอันใดไม่ได้ โชคดีจริง ๆ ที่แต่งซูว่านอิงเข้ามา ซูว่านอิงปฏิเสธ
ที่จะรับเงินของเขา นางให้เหตุผลว่า
“ข้าจะดูแลท่านแม่และน้องสาวอย่างดี ไม่ต้องให้เงินข้าหรอกเจ้าค่ะ เงินของข้ามีพอแล้ว ท่านมีค่าใช้จ่ายมากมายเมื่อออกไปข้างนอก”
ฮั่วเหลียนเฉิงไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงไม่ทำตามที่เขาบอก เขาวางถุงเงินลงบนโต๊ะแล้วพูดอย่างหนักแน่นว่า
“ข้าบอกให้เจ้าเอา เจ้าไปก็เอาไปสิ อย่าพูดมาก”
ซูว่านอิงรู้สึกว่าถ้านางพูดอีกคำเดียว เขาจะต้องดุด่านางอีกแน่
จึงรีบคว้ากระเป๋าเงินมาไว้ในมือ ฮั่วเหลียนเฉิงเหลือบมองนางและเห็นนางรับเอาเงินไป เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“มีอะไรอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ออกไปได้แล้วอย่ามารบกวนเวลาของข้า”
ซูว่านอิงตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “เอ่อ..คือว่า ข้าอยากจะขอยืมหนังสืออ่านสักสองสามเล่มได้หรือไม่เจ้าคะ”
ฮั่วเหลียนเฉิงไม่คิดว่านางจะสามารถอ่านหนังสือได้ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่ลูกสาวของนักวิชาการจะสามารถอ่านหนังสือได้
เขามองดูซูว่านอิงที่มองมาที่เขาด้วยสายตาอ้อนวอน ฮั่วเหลียนเฉิงพูดเบา ๆ ว่า “ไปที่ชั้นหนังสือแล้วเลือกหนังสือเองสักสองสามเล่ม” หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจนางอีก เขาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
เดิมทีซูว่านอิงเตรียมใจไว้แล้วว่าเขาจะปฏิเสธ แต่นางไม่คิดว่าเขาจะเห็นด้วย ซูว่านอิงพูดอย่างมีความสุขว่า “ขอบคุณเจ้าค่ะ จากนั้นก็รีบเดิน
ไปที่ชั้นหนังสือเพื่อเลือกหนังสือ
ซูว่านอิงเหลือบไปเห็นหนังสือ “ตำราสอนหญิง” บนชั้นหนังสือ
จึงคิดในใจว่า “นี่มันหนังสือที่สอนการเป็นผู้หญิงที่ดีใช่หรือไม่”
ดูเหมือนว่านางจะล้มเหลวอย่างยับเยิน และฮั่วเหลียนเฉิงก็เกลียดนางมากเช่นกัน ซูว่านอิงจึงจะกลับไปศึกษาและดูว่าหนังสือเล่มนั้นเขียนอันใดเอาไว้ จากนั้นก็หยิบมันไปโดยไม่เปิดดูเลย จากนนั้นก็หยิบหนังสือ “บันทึกของนักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่” ออกมา
นางนึกขึ้นได้ว่าแม่สามีเคยเล่าเรื่อง “บันทึกของนักประวัติศาสตร์
ผู้ยิ่งใหญ่” ให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ช่วงนี้ นางจึงอยากกลับไปอ่านอย่างละเอียด
อีกครั้ง ในที่สุดก็หยิบหนังสือ “บันทึกของโหลวหลาน” ขึ้นมาพลิกดูและพบว่ามันน่าสนใจทีเดียว
เมื่อซูว่านอิงหยิบหนังสือออกมาสองสามเล่ม ฮั่วเหลียนเฉิงก็มองดูและเห็นเพียงหนังสือเล่มบนสุด “ตำราสอนหญิง” เขาเยาะเย้ยในใจ เขาคิดว่านางคงจะแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่น ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาดูนางผิดไป
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ซูว่านอิงกำลังจะก้าวออกจากประตู
ฮั่วเหลียนเฉิงก็พูดว่า “ระวังอย่าทำให้หนังสือของข้าเสียหาย ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน...” เขาไม่ได้พูดจนจบ
แต่กลับมีคำเตือนแฝงอยู่ในน้ำเสียงเรียบ ๆ ของเขา ซูว่านอิงสัญญาว่า “ข้าจะรักษาไว้อย่างดี” แต่นางก็นึกอะไรขึ้นมาได้อีกครั้ง จึงยืนลังเลว่าจะเข้าหรือออกไปดี
ฮั่วเหลียนเฉิงไม่ได้ยินเสียงประตูปิดอยู่นาน เขาเงยหน้าขึ้นมอง
ซูว่านอิงที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น เขาถามขึ้นว่า
“เจ้ายังต้องการอันใดอีก รีบ ๆออกไปได้แล้ว มัวยืนทึ่มทื่ออยู่ได้”
“คือ...” ซูว่านอิงลังเลเล็กน้อยว่าจะพูดอย่างไรดี “ท่านจะให้ข้าช่วยเตรียมของให้หรือไม่เจ้าคะ”
วันนี้นางไปหาแม่สามีมา แม่สามีบอกนางโดยเฉพาะว่าเวลาภรรยาส่งสามีเดินทางไกล เธอจะจัดข้าวของและมอบของพิเศษให้เขาเพื่อแสดงความรัก แต่นางไม่มีอันใดจะให้เขา จึงทำได้แค่จะช่วยเขาเตรียมของ
ฮั่วเหลียนเฉิงตอบอย่างเฉยเมยว่า “ไม่ต้อง ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดมาแตะต้องข้าวของ ของข้า”
ซูว่านอิงได้ยินคำตอบของเขา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด แต่ก็ยังรู้สึกสับสน นางจึงพูดเพียงว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านพักผ่อนเถอะ ข้าขอตัวก่อน” พูดจบนางก็ออกไปและปิดประตูเบา ๆ
บ้านตระกูลซู
ซูหรูอี้พลิกตัวไปมาบนเตียง นอนไม่หลับ คิดถึงจดหมายที่เห็นวันนี้ ตอนกลางวัน นางไปโรงเรียนส่วนตัวที่ท่านพ่อสอนหนังสืออยู่ตามปกติ
เพื่อนำอาหารกลางวันไปให้ท่านพ่อและน้องชาย ขณะที่กำลังถือกล่องอาหารกลางวันอยู่ นางพบจดหมายอยู่ใต้ฝ่าเท้า เมื่อหยิบขึ้นมาและเห็นข้อความ
ที่เขียนด้วยลายมือคดเคี้ยวเขียนเอาไว้ว่า
“ข้ารู้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับหลี่หมิงจื้อ พรุ่งนี้ยามเซินมาที่ป่าไผ่ด้านหลัง ไม่เช่นนั้นข้าจะป่าวประกาศเรื่องของพวกเจ้าให้คนอื่นได้รู้”
เมื่อเห็นข้อความเหล่านี้ หัวใจของนางรู้สึกปั่นป่วนไปหมด ผู้ใดเป็นคนเขียนจดมายนี้ เขารู้เรื่องของนางกับลูกพี่ลูกน้องได้เยี่ยงไร เขาต้องการ
ทำอันใดกันแน่
ซูหรูอี้ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้เป็นเวลานาน เมื่อนางตั้งสติได้และซ่อนจดหมายนั้นอย่างรวดเร็ว นางรู้สึกว่าคน ๆ นั้นต้องกำลังมองนางอยู่ใกล้ ๆ ซูหรูอี้รีบออกไปและมองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นใครเลย เมื่อคน ๆ นั้นเห็นซูหรูอี้เปิดจดหมายอ่าน เขาก็จากไปทันที
นางสงสัยว่าคน ๆ นั้นเป็นใคร ซูว่านอิงหรือ? เป็นไปไม่ได้ หมอบอกว่านางมีลิ่มเลือดในสมองและจำอะไรไม่ได้เลย อาจจะเป็นเสี่ยวเถียน เพราะเสี่ยวเถียนรู้ว่านางเป็นคนผลักซูว่านอิงตกลงไปน้ำ
อาจจะเป็นเสี่ยวเถียนที่เดาความสัมพันธ์ระหว่างนางกับลูกพี่
ลูกน้องได้? แต่วันนี้นางได้ตรวจสอบเสี่ยวเถียนแล้ว และดูเหมือนว่านางจะ
ไม่รู้เรื่องอันใด ยิ่งไปกว่านั้น
ถ้าเป็นเสี่ยวเถียนจริง ๆ เหตุใดนางถึงทิ้งจดหมายไว้ที่ประตูและขอให้นางไปพบในป่าไผ่? มันไม่สมเหตุสมผลเลย ลองถามนางดูดีหรือไม่
อาจจะเป็นอย่างนั้น เสี่ยวเถียนพบพิรุธจากลูกพี่ลูกน้องของนาง
ซูหรูอี้ครุ่นคิดอยู่แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางแน่ใจ คน ๆ นั้นต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ ๆ และการขอให้นางไปป่าไผ่ต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่ ๆ
ถึงแม้จะรู้ว่าคืนพรุ่งนี้การไปป่าไผ่มันอันตราย แต่นางก็ยังต้องไป ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของนางกลับไปที่โรงเรียนแล้ว และนางติดต่อเขาไม่ได้ นอกจากนี้ เขาอาจจะไม่มีทางออกสำหรับเรื่องนี้
การบอกท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะถ้าเป็นแบบนั้น พวกเขาก็จะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของนางกับลูกพี่ลูกน้อง และอาจถึงขั้นสืบได้ว่านางเกี่ยวข้องกับการตกน้ำของซูว่านอิงในวันนั้น
ตอนนี้นางทำได้แค่ก้าวเดินทีละก้าว ซูหรูอี้ตัดสินใจไปที่ป่าไผ่ในคืนพรุ่งนี้เพื่อดูว่าคน ๆ นั้นเป็นผู้ใด แล้วค่อยหาวิธีแก้ไข คืนนี้นางไม่สามารถ
ข่มตานอนได้จริง ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ครอบครัวฮั่วกินอาหารเช้าและฮั่วเหลียนเฉิงกำลัง
จะกลับไปที่โรงเรียน พวกเขาจึงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
เมื่อเห็นน้องสาวมองอย่างไม่เข้าใจ ฮั่วเหลียนเฉิงก็ก้มลงแตะตัวนางแล้วพูดว่า
“ไม่ต้องเสียใจไปนะ อีกสองเดือนพี่ชายจะกลับมา แล้วพอกลับมา พี่ชายจะเอาของดี ๆ มาให้เจ้าด้วย ที่บ้านเจ้าต้องเชื่อฟังท่านแม่กับพี่สะใภ้นะ เข้าใจหรือไม่”
“ข้าจะเชื่อฟัง”
ฮั่วซือซือแปลกใจเล็กน้อยเมื่อพี่ชายบอกให้นางเชื่อฟังซูว่านอิง เขายอมรับนางแล้วใช่หรือไม่ แต่นางมักจะฟังพี่ชายเสมอ จึงพยักหน้า
ฮั่วเหลียนเฉิงหันไปหาท่านแม่ของเขาแล้วพูดว่า “ท่านแม่ข้าต้องไปแล้ว ท่านแม่ดูแลตัวเองด้วยนะขอรับ”
ดวงตาของแม่ฮั่วเต็มไปด้วยความลังเล เธอพูดออกมาอย่างยากลำบากว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องบ้านให้มากนัก ลูกควรดูแลตัวเองให้ดีระหว่างที่ลูกอยู่ข้างนอก อย่าเรียนหนักเกินไป”
ฮั่วเหลียนเฉิงตอบว่า “ข้าทราบขอรับ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง” พูดจบเขาก็กำลังจะเดินออกไป
ทันใดนั้น แม่ของเขาก็พึมพำว่า “เสี่ยวอิงอยู่ที่ใด ทำไมแม่ไม่เห็นนางเลย นางไปที่ใดแต่เช้า”
ฮั่วเหลียนเฉิงหยุดฟังคำพูดของท่านแม่ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่เห็นนางมาตลอดทั้งเช้า ทันทีที่ท่านแม่พูดจบ เสียงของนางก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อนรอข้าก่อน” นางเดินออกมาจากห้องครัวมาหยุดอยู่ตรงหน้าฮั่วเหลียนเฉิง “โชคดีที่ข้ามาทันเวลา”
ขณะที่นางพูดอยู่นั้น ซูว่านอิงหยิบห่อกระดาษเคลือบน้ำมันออกมาและพูดว่า “ข้าทำขนมงามาให้ท่าน เก็บไว้กินระหว่างเดินทาง”
นางคิดว่าฮั่วเหลียนเฉิงคงเดินทางตลอดทั้งเช้าและจะถึงโรงเรียนประมาณยามอู่ เขาคงเหนื่อยและหิว นางจึงคิดจะทำของกินให้เขากินระหว่างเดินทาง
แต่เมื่อคืนนางมัวแต่อ่านหนังสือจนลืมเวลา ทำให้ตื่นสายในเช้าวันนี้ ฮั่วเหลียนเฉิงมองซูว่านอิง หยิบห่อกระดาษเคลือบน้ำมันจากนางแล้วพูดว่า “ขอบใจเจ้า!” แล้วหันหลังเดินจากไป
เมื่อเห็นดังนั้น แม่ฮั่วก็ยิ้มอย่างโล่งใจ ฮั่วเหลียนเฉิงนั่งอยู่บนเกวียน มองไปที่ห่อกระดาษเคลือบน้ำมันในมือด้วยสีหน้าซับซ้อน
ซูว่านอิงวางแผนจะเลี้ยงไก่สักสองสามตัว นางเล่าให้แม่สามีและน้องสาวฟัง ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย นางมีเงินในมือไม่มากนัก ถ้านางยังคงใช้เงินต่อไปโดยไม่มีรายได้ เงินที่มีก็คงหมดไปในไม่ช้า
ซูว่านอิงอยากเลี้ยงไก่เพราะครอบครัวต้องกินเนื้ออยู่แล้ว จึงประหยัดกว่าการซื้อกินอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ไก่ยังสามารถออกไข่ได้เท่านี้ก็จะมีไข่กิน
ซูว่านอิงขอไก่จากป้าหลี่สักสองสามตัว แล้วก็ล้อมรั้วกั้นบริเวณหลังบ้านไว้เพื่อเลี้ยงไก่ โชคดีที่ซือซือมาช่วย ไม่งั้นนางคงทำคนเดียวไม่ได้แน่
